ATIA เตรียมรุกตลาดสกินแคร์อังกฤษ-ไทย 100% ปีหน้า
ATIA เปิดเกมรุกตลาดสกินแคร์ทั้งในอังกฤษและไทย จ่อส่งผลิตภัณฑ์กันแดดเติมพอร์ตพร้อมดึงไมโครอินฟลูเอนเซอร์ช่วยโปรโมตพร้อมเปิดระบบ Affiliates รุกตลาดออนไลน์เข้มวางเป้าอัพยอดขายเพิ่ม 25%
ตลาด Skin Care ไทยยังคงเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตอย่างน่าสนใจโดยข้อมูลจากรายงาน Grand View Research ระบุว่ามูลค่าตลาดเครื่องสำอางทั่วโลกจะขึ้นไปแตะระดับ 3.64 แสนล้านดอลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 12.38 ล้านล้านบาทในปี 2573 เติบโตเฉลี่ยปีละ 4.2% เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ประมาณ 1.4 เท่า
ขณะที่ตลาดเครื่องสำอางในไทยคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 3.23 แสนล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 5.0% ต่อปี เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ประมาณ 1.5 เท่า โดยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหรือ Skin Care มีมูลค่าตลาดมากที่สุดคิดเป็นสัดส่วนกว่า 41%
ส่งผลให้ตลาด Skin Care ในกลายเป็นที่จับจ้องและมีผู้เล่นหน้าใหม่ตบเท้าเข้ามาแบ่งส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่องหนึ่งในนั้นคือ ATIA แบรนด์ Skincare สัญชาติไทยที่แจ้งเกิดจากประเทศอังกฤษก่อนจะเริ่มเข้ามาทำการตลาดในประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา
คุณส้ม อาทิตยา เจ้าของแบรนด์ ATIA เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัว Skincare ภายใต้แบรนด์ ATIA เปิดตัวในประเทศอังกฤษและทำตลาดมามากกว่า 5 ปี เน้นเจาะตลาดคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีส่งผลให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการบอกปากต่อปาก จนสามารถขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มชาวอังกฤษได้
ปัจจุบัน ATIA มีสัดส่วนลูกค้าในตลาดหลักอย่างอังกฤษเป็น กลุ่มคนไทยในอังกฤษ50%และชาวอังกฤษ 50% และในปี 2566 ที่ผ่านมาบริษัทได้เข้ามาทำการตลาดในประเทศผ่านช่องทางจำหน่ายออนไลน์ 100% ผ่าน Facebook Shopee Lazada และ Line @ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างมีมีฐานลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทมีเป้าหมายที่จะเปิดตลาดที่ประเทศอังกฤษ 100% โดยดึงบริษัทมาร์เก็ตติ้งประเทศอังกฤษเข้ามาช่วยบุกตลาดสกินแคร์อย่างเต็มสูบ ขณะที่ตลาดในประเทศไทยหลังจากนี้จะมุ่งจับตลาดกลุ่มเป้าหมายทั้งผู้ชาย ผู้หญิงและกลุ่มคนข้ามเพศ
“เราจะมุ่งเจาะตลาดไทยและอังกฤษควบคู่กันไป โดยมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพในระดับสูงให้มากที่สุด เบื้องต้นคาดว่าในปีหน้าจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่คือกลุ่มกันแดด เพื่อเปิดตลาดลูกค้าใหม่ๆให้เข้ามาสนใจผลิตภัณฑ์ของเรา เพราะปัจจุบันเรามีผลิตภัณฑ์ทั้งหมดแค่ 3 โพรดักซ์คือเดย์ครีม ไนท์ครีมและโฟมล้างหน้า ซึ่งยังไม่ครอบคลุมรูทีนในการดูแลผิวหน้า”
พร้อมกันนี้ยังมีแผนขยายช่องทางจำหน่ายไปยัง “Tiktok” ส่วนช่องทางออฟไลน์ปัจจุบันอยู่ระหว่างมองหาพันธมิตร และตัวแทนจำหน่ายที่ใช้จริงและสบายใจที่จะบอกต่อและขาย เมื่อผลิตภัณฑ์ดังและมีชื่อเสียงเชื่อว่าโมเดิร์นเทรดหรือมัลติสโตร์ต่างๆจะวิ่งเข้ามาหาผลิตภัณฑ์เอง ดังนั้นโจทย์สำคัญคือต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับผลิตภัณฑ์และทำให้ลูกค้าทราบถึงคุณภาพสินค้าก่อนเป็นอันดับแรก
พร้อมกันนี้ บริษัทยังมีแผนกระตุ้นยอดขายผ่านการโปรโมชั่นลดราคาในช่วงเทศกาลต่างๆ รวมไปถึงแจกตัวอย่างให้ทดลองใช้ฟรีเพื่อจูงใจให้ลูกค้าใหม่ๆโดยเฉพาะกลุ่มที่มีความสนใจในการดูแลผิวอย่างปลอดภัยและเห็นผลอย่างต่อเนื่องและรักตัวเอง ได้เปิดใจทดลอง ซึ่งตอนนี้คนไทยเริ่มตะหนักรู้ในการเลือกสกินแคร์
“ที่อังกฤษเราขายดีมากเติบโตขึ้นมากว่า 20% ส่วนไทยเรามีกลุ่มลูกค้าที่ซื้อต่อเนื่องกลับมาซื้อซ้ำตลอด ปีหน้าเราจะเพิ่มการตลาดเข้มข้นมากขึ้นผ่านการใช้ Micro influencer มากขึ้นต่อเดือน แต่ Micro inforensor หรือคนที่จะมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้เราจะต้องใช้ผลิตภัณฑ์จริงอย่างน้อย 3 สัปดาห์แล้วรีวิวจากความรู้สึกจากการใช้”
Key Message ที่เราต้องการสื่อสารคือคุณภาพของผลิตภัณฑ์ซึ่งจะต้องใช้เวลา เพราะ ingredient หลักของเราเป็น ingredient ที่ High Quality จากยุโรปซึ่งคนไทยอาจจะไม่ค่อยรู้จักเช่นสารสกัดจากใบ Artichoke ดังนั้นเราจะต้องสื่อสารข้อมูลให้กับลูกค้าใหม่ๆในเมืองไทยเข้าใจเพราะเราอยากจะอยู่ในตลาด Skincare เมืองไทยให้นานที่สุดและทำให้แบรนด์ของเรามีชื่อเสียงโด่งดังทางด้านผลิตภัณฑ์
พร้อมกับเปิดระบบ Affiliates ช่วยในการขยายกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆและเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้กว้างขึ้น จากกลยุทธ์ดังกล่าวคาดว่าจะสามารถผลักดันการเติบโตในตลาดประเทศไทยราวๆ 20%
“นอกจากตลาดประเทศไทยและอังกฤษแล้วเรายังทำการตลาดผ่านตัวแทนในฮอลแลนด์และสวิตเซอร์แลนด์ด้วย อย่างไรก็ตามเราจะไม่เน้นระบบตัวแทนมากนักแต่จะเน้นตัวแทนที่ใช้แล้วบอกต่อและสนใจที่จะเอาผลิตภัณฑ์ไปขายต่อ โดยไม่มีการบังคับทำยอดและไม่จำเป็นต้องสต๊อกสินค้า เราเน้นการตลาดแบบปากต่อปากเพราะมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนและเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของเราอยู่แล้ว แต่เราจะค่อยๆเพิ่มลูกค้าใหม่ขึ้นไปเรื่อยๆ”