โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'อินโด-แปซิฟิก' ไปยังไงต่อภายใต้ 'ทรัมป์ 2.0'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 พ.ย. 2567 เวลา 09.14 น. • เผยแพร่ 25 พ.ย. 2567 เวลา 02.10 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ได้กลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สมัยที่ 2 มาคราวนี้ ทรัมป์พร้อมจัดหนักกว่าครั้งก่อน โดยเฉพาะชุดนโยบาย ‘ผลประโยชน์สหรัฐต้องมาก่อน’ ที่ชาวอเมริกันหวังให้มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จนมีความกังวลว่าสหรัฐจะถอยออกจากการเมืองโลก แต่ดูเหมือนอาจต้องคิดใหม่

เมื่อทรัมป์แสดงจุดยืนด้านการต่างประเทศมาตั้งแต่ช่วงหาเสียงซึ่งมีจุดต่างจากฟากเดโมแครตหลายเรื่อง ทำให้ชัยชนะของทรัมป์ส่งผลต่อทิศทางการเมืองโลกอย่างมาก โดยเฉพาะภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นตรงกันทั้งเดโมแครตและรีพับลิกัน คือ “จีน” ยังคงเป็นมหาอำนาจคู่แข่ง (ถึงขั้นภัยคุกคาม) ที่สหรัฐต้องคุม แต่ทรัมป์จะจัดหนักกับจีนเป็นพิเศษ

และอาจทำให้ชาติคู่ค้าหรือเป็นมิตรกับจีนพากันร้อนๆ หนาวๆ ว่าทรัมป์จะตัดสินใจยังไง

‘อินโด-แปซิฟิก’ ของสหรัฐในยุคทรัมป์ 2.0

จะเปลี่ยนไปแค่ไหน

การที่กล่าวว่านโยบายทรัมป์ถอยจากการเมืองโลกโดยเฉพาะแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งอยู่ในพื้นที่อินโด-แปซิฟิกนั้น เป็นความเข้าใจผิด รัฐบาลทรัมป์สมัยแรกก็ให้ความสนใจถึงขั้นเผยแพร่เอกสารยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกในปี 2019 แต่มีจุดต่างกับของรัฐบาลไบเดน ตรงที่ทรัมป์เลือกหลักปฏิบัติฝ่ายเดียวในการทำข้อตกลงทวิภาคี การทำสงครามการค้ากับจีน และมุ่งเน้นผลประโยชน์มากกว่าเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

ทรัมป์ในสมัยที่ 2 จึงเป็นการสานต่อสิ่งที่เคยทำไว้และได้วางตัวคนที่จะทำหน้าที่นี้ โดยมีรายงานว่า ทรัมป์เข้ามาเลือกด้วยตัวเอง โดยมีชื่อของ มาร์โก รูบิโอ อดีต ส.ว.ฟลอริดา ที่เคยนั่งทั้ง กมธ.ต่างประเทศ และ กมธ.ข่าวกรอง มาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ กับ ไมเคิล วอลซ์ อดีต ส.ส.จากฟลอริดา และอดีตทหารหน่วยกรีนเบเร่ต์ มาเป็นที่ปรึกษาความมั่นคง

หากเช็กจุดยืนด้านการต่างประเทศ รูบิโอและวอลซ์ ทั้งคู่จัดเป็นสายเหยี่ยวกับจีน

โดยรูบิโอเคยเรียกร้องให้สหรัฐบอยคอตการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่จีนในปี 2022 จากที่จีนไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการระบาดของโควิด-19 และการปฏิบัติอย่างโหดร้ายต่อชาวอุยกูร์

ส่วนวอลซ์ก็ใช่ย่อย เพราะเคยเรียกร้องให้รัฐบาลสั่งห้ามผลิตภัณฑ์ของ “หัวเว่ย” เข้ามาจำหน่ายในสหรัฐทุกช่องทาง

รูบิโอนิยามนโยบายต่างประเทศของสหรัฐของเขาว่าเป็นสาย “ปฏิบัตินิยม” ที่เหนือกว่า โดยเคยให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็นในช่วงวันเลือกตั้งว่า สหรัฐจำเป็นต้องมี “ความรอบรู้และรอบคอบอย่างยิ่งในวิธีลงทุนในต่างประเทศ สิ่งที่เราทำ และวิธีการดำเนินการต่างๆ” โดยอ้างถึงภัยคุกคามจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นของรัสเซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน และจีน

ยิ่งทรัมป์ออกมาประกาศว่า จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนถึง 60% ยังไงจีนโดนอยู่แล้ว แต่คำถามที่ต้องคิดต่อคือ แล้วประเทศคู่ค้ากับจีน ที่ให้จีนมาตั้งโรงงานและผลิตสินค้าโดยสวมทับว่า ผลิตจากประเทศนั้นๆ จะโดนหางเลขไปด้วยหรือไม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้นำประเทศในแถบอินโด-แปซิฟิกในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับจีนและพึ่งพาจีนมากเป็นพิเศษ พวกเขาเหล่านี้จะรับมือยังไง

แต่กว่าจะเห็นทรัมป์ทำอะไรกับอินโด-แปซิฟิก ก็ต้องหลังพิธีสาบานตนในวันที่ 20 มกราคม ปี 2568 ตอนนี้ทำได้แค่ประเมินปฏิกิริยาแรกและการคาดการณ์ว่าอินโด-แปซิฟิกจะโดนอะไรบ้าง

สิ่งที่เราได้เห็นหลังทรัมป์ได้รับชัยชนะคือ การแสดงความยินดีจากผู้นำโซนเอเชีย ทั้งปราโบโว สุเบียนโต ของอินโดนีเซีย แพทองธาร ชินวัตร ของไทยที่ประกาศพร้อมร่วมงานกับรัฐบาลทรัมป์ หรือนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ซึ่งมีความใกล้ชิดกับทรัมป์สมัยแรกก็ร่วมยินดีกับเพื่อนที่กลับสู่ทำเนียบขาวอีกครั้ง

แต่ได้มีผู้นำเอเชียบางคน (นอกจากจีน) อาจถูกทรัมป์ขึ้นบัญชีแล้วอย่าง มูฮัมหมัด ยูนุส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2006 และผู้นำรัฐบาลเฉพาะกาลของบังกลาเทศหลังประชาชนลุกฮือขับไล่ ชีก ฮาซินา อดีตนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ยูนุสมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมืองฟากเดโมแครตโดยเฉพาะบิลและฮิลลารี คลินตัน ได้เคยพาดพิงทรัมป์ในปี 2016 หลังชนะเลือกตั้งสมัยแรกว่า “ชัยชนะของทรัมป์ได้ทำให้ยามเช้าต้องมืดมน แต่จะต้องไม่ทำลายและดูดวิญญาณของเราไป”

ขณะที่ทรัมป์เองเคยพาดพิงยูนุสอ้อมๆ กับคณะผู้แทนบังกลาเทศหลายปีก่อนว่า “ชายเจ้าของธนาคารคนจนในกรุงดาการ์นั้นอยู่ไหน ผมได้ยินว่าเขาเคยบริจาคเงินเพื่ออยากเห็นผมแพ้เลือกตั้ง” หรือในช่วงหาเสียง ทรัมป์ได้โพสต์อวยพรวันดิวารีพร้อมกับประณามการทำร้ายชาวฮินดูและชนกลุ่มน้อยอื่นจากม็อบขับไล่นางฮาซินา

กระนั้น ท่าทีผู้นำชาติเอเชียที่ร่วมยินดีกับชัยชนะของทรัมป์ ก็ไม่ได้รับประกันว่า วันข้างหน้าทรัมป์จะไม่ทำอะไรกับประเทศในแถบนี้

ในช่วงสงครามการค้ารอบแรก ประเทศแถบเอเชียะตะวันออกเฉียงใต้ได้ประโยชน์มากสุดเพราะนักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังแถบนี้ เช่น เวียดตนาม มาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่ทรัมป์สมัย 2 จะต้องกังวลเพราะทรัมป์ประกาศด้วยว่า ประเทศที่ไม่ใช่จีนก็โดนกำแพงภาษีนำเข้า 10-20%

สตีเฟ่น เนกีย์ นักวิจัยของสถาบันการต่างประเทศญี่ปุ่นกล่าวกับไทม์ว่า นโยบายทรัมป์จะกดดันให้ชาติในเอเชียต้องเลือกเอาว่า จะโดนเก็บพ่วงด้วยหรือจะแยกตัวออกจากจีน

“นั่นอาจหมายความว่าเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย ฯลฯ จะพบกับความยากลำบากมากขึ้นในการทำธุรกิจกับจีน” เนกีย์กล่าว

ขณะที่หง ถี่ ฮา และ วิลเลี่ยม จง นักวิจัยจาก ISEAS – Yusof Ishak Institute ของสิงคโปร์ ตั้งข้อสังเกตว่า สหรัฐกับอาเซียน ได้ดุลการค้าเกินมาต่อเนื่องทั้งรัฐบาลทรัมป์และไบเดน โดยระหว่างปี 2017-2023 การส่งออกของเวียดนาม ไทย และมาเลเซียไปยังสหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าหรือมากกว่า ประเทศเหล่านี้จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น

รัฐบาลทรัมป์สมัยแรกเรียกมาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ว่าเป็น “ผู้บิดเบือนค่าเงิน” ซึ่งไม่ได้อยู่ในรายชื่อในช่วงรัฐบาลไบเดน แต่ยังคงเฝ้าติดตามอยู่

ทั้งสองแนะนำว่า นโยบายทรัมป์ 2.0 จะมีความกล้าและไร้การควบคุมมากกว่า ผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องใช้ประโยชน์จากความรอบรู้ สร้างความสัมพันธ์อันดีกับทรัมป์ และหลีกเลี่ยงการใช้ท่าทีเชิงอุดมการณ์หรือการแสดงออกถึงคุณธรรม แบบที่ผู้นำยุโรปชอบทำ

แม้จะไม่มีการเตรียมตัวใดๆ เพื่อรับมือได้เต็มที่ แต่ความอดทน ความสามารถในการปรับตัว และสติสัมปชัญญะ จะเป็นกุญแจสำคัญในการฝ่ามรสุมของทรัมป์

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘อินโด-แปซิฟิก’ ไปยังไงต่อภายใต้ ‘ทรัมป์ 2.0’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...