'อินโด-แปซิฟิก' ไปยังไงต่อภายใต้ 'ทรัมป์ 2.0'
โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ได้กลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สมัยที่ 2 มาคราวนี้ ทรัมป์พร้อมจัดหนักกว่าครั้งก่อน โดยเฉพาะชุดนโยบาย ‘ผลประโยชน์สหรัฐต้องมาก่อน’ ที่ชาวอเมริกันหวังให้มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จนมีความกังวลว่าสหรัฐจะถอยออกจากการเมืองโลก แต่ดูเหมือนอาจต้องคิดใหม่
เมื่อทรัมป์แสดงจุดยืนด้านการต่างประเทศมาตั้งแต่ช่วงหาเสียงซึ่งมีจุดต่างจากฟากเดโมแครตหลายเรื่อง ทำให้ชัยชนะของทรัมป์ส่งผลต่อทิศทางการเมืองโลกอย่างมาก โดยเฉพาะภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นตรงกันทั้งเดโมแครตและรีพับลิกัน คือ “จีน” ยังคงเป็นมหาอำนาจคู่แข่ง (ถึงขั้นภัยคุกคาม) ที่สหรัฐต้องคุม แต่ทรัมป์จะจัดหนักกับจีนเป็นพิเศษ
และอาจทำให้ชาติคู่ค้าหรือเป็นมิตรกับจีนพากันร้อนๆ หนาวๆ ว่าทรัมป์จะตัดสินใจยังไง
‘อินโด-แปซิฟิก’ ของสหรัฐในยุคทรัมป์ 2.0
จะเปลี่ยนไปแค่ไหน
การที่กล่าวว่านโยบายทรัมป์ถอยจากการเมืองโลกโดยเฉพาะแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งอยู่ในพื้นที่อินโด-แปซิฟิกนั้น เป็นความเข้าใจผิด รัฐบาลทรัมป์สมัยแรกก็ให้ความสนใจถึงขั้นเผยแพร่เอกสารยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกในปี 2019 แต่มีจุดต่างกับของรัฐบาลไบเดน ตรงที่ทรัมป์เลือกหลักปฏิบัติฝ่ายเดียวในการทำข้อตกลงทวิภาคี การทำสงครามการค้ากับจีน และมุ่งเน้นผลประโยชน์มากกว่าเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
ทรัมป์ในสมัยที่ 2 จึงเป็นการสานต่อสิ่งที่เคยทำไว้และได้วางตัวคนที่จะทำหน้าที่นี้ โดยมีรายงานว่า ทรัมป์เข้ามาเลือกด้วยตัวเอง โดยมีชื่อของ มาร์โก รูบิโอ อดีต ส.ว.ฟลอริดา ที่เคยนั่งทั้ง กมธ.ต่างประเทศ และ กมธ.ข่าวกรอง มาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ กับ ไมเคิล วอลซ์ อดีต ส.ส.จากฟลอริดา และอดีตทหารหน่วยกรีนเบเร่ต์ มาเป็นที่ปรึกษาความมั่นคง
หากเช็กจุดยืนด้านการต่างประเทศ รูบิโอและวอลซ์ ทั้งคู่จัดเป็นสายเหยี่ยวกับจีน
โดยรูบิโอเคยเรียกร้องให้สหรัฐบอยคอตการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่จีนในปี 2022 จากที่จีนไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการระบาดของโควิด-19 และการปฏิบัติอย่างโหดร้ายต่อชาวอุยกูร์
ส่วนวอลซ์ก็ใช่ย่อย เพราะเคยเรียกร้องให้รัฐบาลสั่งห้ามผลิตภัณฑ์ของ “หัวเว่ย” เข้ามาจำหน่ายในสหรัฐทุกช่องทาง
รูบิโอนิยามนโยบายต่างประเทศของสหรัฐของเขาว่าเป็นสาย “ปฏิบัตินิยม” ที่เหนือกว่า โดยเคยให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็นในช่วงวันเลือกตั้งว่า สหรัฐจำเป็นต้องมี “ความรอบรู้และรอบคอบอย่างยิ่งในวิธีลงทุนในต่างประเทศ สิ่งที่เราทำ และวิธีการดำเนินการต่างๆ” โดยอ้างถึงภัยคุกคามจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นของรัสเซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน และจีน
ยิ่งทรัมป์ออกมาประกาศว่า จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนถึง 60% ยังไงจีนโดนอยู่แล้ว แต่คำถามที่ต้องคิดต่อคือ แล้วประเทศคู่ค้ากับจีน ที่ให้จีนมาตั้งโรงงานและผลิตสินค้าโดยสวมทับว่า ผลิตจากประเทศนั้นๆ จะโดนหางเลขไปด้วยหรือไม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้นำประเทศในแถบอินโด-แปซิฟิกในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับจีนและพึ่งพาจีนมากเป็นพิเศษ พวกเขาเหล่านี้จะรับมือยังไง
แต่กว่าจะเห็นทรัมป์ทำอะไรกับอินโด-แปซิฟิก ก็ต้องหลังพิธีสาบานตนในวันที่ 20 มกราคม ปี 2568 ตอนนี้ทำได้แค่ประเมินปฏิกิริยาแรกและการคาดการณ์ว่าอินโด-แปซิฟิกจะโดนอะไรบ้าง
สิ่งที่เราได้เห็นหลังทรัมป์ได้รับชัยชนะคือ การแสดงความยินดีจากผู้นำโซนเอเชีย ทั้งปราโบโว สุเบียนโต ของอินโดนีเซีย แพทองธาร ชินวัตร ของไทยที่ประกาศพร้อมร่วมงานกับรัฐบาลทรัมป์ หรือนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ซึ่งมีความใกล้ชิดกับทรัมป์สมัยแรกก็ร่วมยินดีกับเพื่อนที่กลับสู่ทำเนียบขาวอีกครั้ง
แต่ได้มีผู้นำเอเชียบางคน (นอกจากจีน) อาจถูกทรัมป์ขึ้นบัญชีแล้วอย่าง มูฮัมหมัด ยูนุส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2006 และผู้นำรัฐบาลเฉพาะกาลของบังกลาเทศหลังประชาชนลุกฮือขับไล่ ชีก ฮาซินา อดีตนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
ยูนุสมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมืองฟากเดโมแครตโดยเฉพาะบิลและฮิลลารี คลินตัน ได้เคยพาดพิงทรัมป์ในปี 2016 หลังชนะเลือกตั้งสมัยแรกว่า “ชัยชนะของทรัมป์ได้ทำให้ยามเช้าต้องมืดมน แต่จะต้องไม่ทำลายและดูดวิญญาณของเราไป”
ขณะที่ทรัมป์เองเคยพาดพิงยูนุสอ้อมๆ กับคณะผู้แทนบังกลาเทศหลายปีก่อนว่า “ชายเจ้าของธนาคารคนจนในกรุงดาการ์นั้นอยู่ไหน ผมได้ยินว่าเขาเคยบริจาคเงินเพื่ออยากเห็นผมแพ้เลือกตั้ง” หรือในช่วงหาเสียง ทรัมป์ได้โพสต์อวยพรวันดิวารีพร้อมกับประณามการทำร้ายชาวฮินดูและชนกลุ่มน้อยอื่นจากม็อบขับไล่นางฮาซินา
กระนั้น ท่าทีผู้นำชาติเอเชียที่ร่วมยินดีกับชัยชนะของทรัมป์ ก็ไม่ได้รับประกันว่า วันข้างหน้าทรัมป์จะไม่ทำอะไรกับประเทศในแถบนี้
ในช่วงสงครามการค้ารอบแรก ประเทศแถบเอเชียะตะวันออกเฉียงใต้ได้ประโยชน์มากสุดเพราะนักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังแถบนี้ เช่น เวียดตนาม มาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่ทรัมป์สมัย 2 จะต้องกังวลเพราะทรัมป์ประกาศด้วยว่า ประเทศที่ไม่ใช่จีนก็โดนกำแพงภาษีนำเข้า 10-20%
สตีเฟ่น เนกีย์ นักวิจัยของสถาบันการต่างประเทศญี่ปุ่นกล่าวกับไทม์ว่า นโยบายทรัมป์จะกดดันให้ชาติในเอเชียต้องเลือกเอาว่า จะโดนเก็บพ่วงด้วยหรือจะแยกตัวออกจากจีน
“นั่นอาจหมายความว่าเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย ฯลฯ จะพบกับความยากลำบากมากขึ้นในการทำธุรกิจกับจีน” เนกีย์กล่าว
ขณะที่หง ถี่ ฮา และ วิลเลี่ยม จง นักวิจัยจาก ISEAS – Yusof Ishak Institute ของสิงคโปร์ ตั้งข้อสังเกตว่า สหรัฐกับอาเซียน ได้ดุลการค้าเกินมาต่อเนื่องทั้งรัฐบาลทรัมป์และไบเดน โดยระหว่างปี 2017-2023 การส่งออกของเวียดนาม ไทย และมาเลเซียไปยังสหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าหรือมากกว่า ประเทศเหล่านี้จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น
รัฐบาลทรัมป์สมัยแรกเรียกมาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ว่าเป็น “ผู้บิดเบือนค่าเงิน” ซึ่งไม่ได้อยู่ในรายชื่อในช่วงรัฐบาลไบเดน แต่ยังคงเฝ้าติดตามอยู่
ทั้งสองแนะนำว่า นโยบายทรัมป์ 2.0 จะมีความกล้าและไร้การควบคุมมากกว่า ผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องใช้ประโยชน์จากความรอบรู้ สร้างความสัมพันธ์อันดีกับทรัมป์ และหลีกเลี่ยงการใช้ท่าทีเชิงอุดมการณ์หรือการแสดงออกถึงคุณธรรม แบบที่ผู้นำยุโรปชอบทำ
แม้จะไม่มีการเตรียมตัวใดๆ เพื่อรับมือได้เต็มที่ แต่ความอดทน ความสามารถในการปรับตัว และสติสัมปชัญญะ จะเป็นกุญแจสำคัญในการฝ่ามรสุมของทรัมป์
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘อินโด-แปซิฟิก’ ไปยังไงต่อภายใต้ ‘ทรัมป์ 2.0’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com