‘การย้ายบ้านบ่อยๆ’ ในช่วงชีวิตวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นตอนต้น อาจส่งผลต่อการเป็นซึมเศร้าตอนโต เมื่อมันคือการบังคับกลายๆ ให้เราต้องเปลี่ยนสังคม
เวลาพูดถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า ปัจจัยหนึ่งที่มักจะถูกหยิบยกมาพูดถึงก็คือเรื่องของประสบการณ์ในวัยเด็กกับสิ่งที่พบเจอในช่วงระหว่างการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ความรุนแรง ความสัมพันธ์ในครอบครัว การถูกทอดทิ้ง หรือปัญหาทางเศรษฐกิจ เช่น ความยากจน และการล้มละลายของครอบครัว เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงกับการเกิดปัญหาสุขภาพจิตในวัยผู้ใหญ่ได้ทั้งสิ้น
น่าสนใจที่งานวิจัยชิ้นล่าสุดในเดนมาร์กซึ่งเพิ่งตีพิมพ์ผ่านวารสาร JAMA Psychiatry พบความเป็นไปได้ใหม่ว่า ปัจจัยที่เราอาจไม่เคยนึกถึงมาก่อนอย่าง ‘การย้ายบ้านบ่อยๆ’ ในช่วงชีวิตวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นตอนต้น อาจเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าเมื่อโตขึ้นได้เหมือนกัน
ดร.ไคลฟ์ เซเบิล (Clive Sabel) นักภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัย Plymouth ผู้ศึกษาผลกระทบจากสภาพแวดล้อมกับภาวะการเกิดโรคต่างๆ และผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้บอกว่า การย้ายบ้านหรือที่อยู่อาศัยในวัยเด็กบ่อยๆ เป็นเรื่องใหญ่กว่าการอยู่หรือเติบโตมาในย่านที่มีความข้นแค้นทางเศรษฐกิจสูงๆ เสียอีก เพราะในความเป็นจริงก็คือการอาศัยอยู่แบบ ‘ยาวๆ’ แม้ในชุมชนที่รายได้น้อยที่สุดก็ไม่ได้เป็นผลร้ายต่อสุขภาพจิตของเรามากเท่ากับการย้ายที่อยู่ไปมา และการอยู่แบบไม่เป็นหลักเป็นแหล่งที่แน่นอน
ในงานวิจัยชี้ว่า การย้ายบ้านมากกว่าหนึ่งครั้งระหว่างช่วงอายุ 10-15 ปี ของคนที่เกิดระหว่างปี 1982-2003 มากกว่าหนึ่งล้านคน หรือประมาณ 2.3% มีความเสี่ยงมากถึง 61% ที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ที่ตลกร้ายก็คือแม้ว่าจะอยู่อาศัยในย่านที่ร่ำรวยที่สุด แต่การย้ายบ้านแม้เพียงครั้งเดียว โอกาสที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็อาจจะสูงกว่าคนที่ไม่เคยย้ายบ้านไปไหนเลย แม้จะอยู่อาศัยในย่านยากจนที่สุดก็ตาม
เหตุผลที่น่าจะอธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือการย้ายบ้าน ย้ายที่อยู่อาศัยในวัยเด็กบ่อยๆ จะส่งผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กๆ คล้ายกับเป็นการบังคับกลายๆ ให้ต้องเปลี่ยนสังคม เปลี่ยนกลุ่มเพื่อนๆ ทั้งในละแวกบ้าน ในชุมชน เพื่อนที่โรงเรียน เพื่อนที่เล่นกีฬาด้วยกัน แม้แต่เพื่อนๆ หรือสังคมที่พบเจอกันในกลุ่มทางศาสนา และการย้ายไปสู่ชุมชนที่ร่ำรวยทางเศรษฐกิจก็ไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ภาวะความกดดันของเด็กๆ ในช่วงวัยนี้บรรเทาลงเลย จากผลสำรวจที่ยืนยันว่ากว่า 13% ของผู้ใหญ่ที่เคยมีประสบการณ์การย้ายจากย่านยากจนมาอยู่ในย่านที่มีฐานะดีขึ้นนั้น ก็มีความเสี่ยงสูงไม่แพ้กันที่จะเกิดภาวะซึมเศร้า และอาจเกิดมากกว่าคนที่ไม่เคยย้ายไปไหนเลยด้วยซ้ำ เช่นเดียวกันกับคนที่ย้ายจากย่านฐานะดีมาสู่ย่านยากจน ที่ก็จะมีความเสี่ยงตรงนี้สูงถึงกว่า 18% ด้วย
วัยเด็กจนถึงวัยรุ่นตอนต้น เป็นวัยแห่งการเปลี่ยนผ่าน เปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย นักภูมิศาสตร์สังคมถึงกับใช้คำว่า ‘Vulnerable Age’ หรือวัยแห่งความเจ็บปวดเลยทีเดียว เพราะนอกจากต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงภายในของตัวเองทั้ง Physical และ Mental แล้ว พวกเขายังต้องรับมือกับสัมคมที่เปลี่ยนแปลงด้วย และการย้ายบ้านก็เป็นการเปลี่ยนสังคมที่เคยรู้จัก ไหนจะต้องปรับตัวให้ได้อีก ซึ่งภาวะความกดดันเหล่านี้อาจนำมาสู่ความรู้สึกหนักหนาได้ไม่เบาเอาเสียเลย และตัวเลขนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงว่าภาวะกดดันจากการเปลี่ยนแปลงในช่วยวัยนี้นั้นสร้างผลกระทบได้มากมายอย่างไรต่อทั้งสภาวะทางสังคม และสภาวะทางจิตใจของพวกเขา
นอกจากนั้นแล้ว งานวิจัยหนึ่งยังชี้ด้วยว่าการย้ายบ้านในวัยเด็กจะยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า โดยเฉพาะกับชาว ‘Introvert’ ซึ่งมักจะพบว่าส่งผลต่อเนื่องจนถึงวัยผู้ใหญ่ ที่จะทำให้มีคุณภาพชีวิตไม่ค่อยดีนัก มีความพึงพอใจในตัวเองต่ำ และยังมีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตายจากภาวะเหล่านี้อีกด้วย
หากมองในแง่ภูมิศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับสังคม ‘ทุนทางสังคม’ (Social Capital) หรือการมีปฏิสัมพันธ์กันในชุมชน จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนเรามีการลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงในชุมชนใดชุมชนหนึ่ง ไม่เว้นแม้แต่ชุมชนที่ยากจนหรือมีฐานะยากลำบากที่สุดก็ยังพบว่าคนในชุมชนเหล่านั้นมีความเชื่อมโยงผูกพันกันกับชุมชนของตัวเองไม่มากก็น้อย อีกทั้งการย้ายจากชุมชนที่มีความขัดสนทางการเงินไปสู่ชุมชนที่ฐานะดีกว่า สุดท้ายก็อาจไม่ได้การันตีว่าคนเหล่านั้นจะสามารถ ‘Fit in’ หรือปรับตัวเข้ากับสภาพวัฒนธรรมของชุมชนใหม่ที่ตัวเองย้ายเข้าไปเสียทั้งหมด เพราะยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกัน ทั้งรายได้ ระดับการศึกษา ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต นั่นยิ่งไม่ได้เป็นตัวการันตีอีกด้วยว่าพวกเขาจะอยู่ในชุมชนที่ดีโดยไม่เป็น ‘คนนอก’ จากความรู้สึกแปลกแยก
นักภูมิศาสตร์สังคมมองว่า การที่เด็กๆ รวมถึงวัยรุ่นตอนต้นได้มีช่วงเวลาอยู่ ‘บ้าน’ ที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นบ้านจริงๆ และมีสังคมของพวกเขาเองเป็นเรื่องสำคัญมาก การย้ายที่อยู่อาศัยแต่ละครั้ง พ่อแม่ผู้ปกครองจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคิดให้ดีๆ ว่ามันจะส่งผลกระทบต่อเด็กๆ มากน้อยอย่างไรหรือเปล่า
อ้างอิง
https://www.nytimes.com/2024/07/17/health/moving-childhood-depression.html
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ‘การย้ายบ้านบ่อยๆ’ ในช่วงชีวิตวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นตอนต้น อาจส่งผลต่อการเป็นซึมเศร้าตอนโต เมื่อมันคือการบังคับกลายๆ ให้เราต้องเปลี่ยนสังคม
- Medium Friend ว่าด้วยความเปราะบาง ของความสัมพันธ์แบบ ‘เพื่อนกลางๆ’ ที่อาจนำไปสู่ปัญหา เวลาที่เรามีความคาดหวังไม่เท่ากัน
- ‘Groundhogging’ การเลือกคบคนแบบเดิม ที่ทำให้ติดอยู่ในลูปของความสัมพันธ์รูปแบบเดิมๆ ตอกย้ำให้ยิ่งเจอปัญหา และมูฟออนไปไหนไม่ได้
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com