เปิดลิสต์หุ้นอาหาร-เครื่องดื่ม เน้นปลอดภัย พร้อมฟื้นตัวจากบาทอ่อน
จากสถานการณ์ความรุนแรงของการสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดต่อตลาดทุนทั่วโลก โดยในประเทศไทยไม่เพียงได้รับความกดดันในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเงินบาทที่อ่อนค่าลง เนื่องจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ อีกด้วย
โดยบทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติยังคงขายทํากําไรทั้งตราสารหนี้และหุ้น หลังเงินบาทอ่อนค่าราว 2.6% ในรอบ 5 วันทําการที่ผ่านมา จึงแนะนําให้นักลงทุนเข้าไปหลบในหุ้นที่ปลอดภัยและพร้อมที่จะฟื้นตัวจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ CPF, TU, TFG, BTG, ICHI, MALEE
สำหรับปัจจัยพื้นฐานของCPF บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” คาดการณ์ธุรกิจ Farm ในไทยและจีนจะมีแนวโน้มเชิงบวก โดยได้รับแรงสนับสนุนจากราคาหมูในทั้งสองประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ราคาไก่ในไทยยังคงทรงตัว ต้นทุนอาหารสัตว์ก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนสำหรับธุรกิจในเวียดนาม คาดการณ์รายได้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากราคาหมูในประเทศเวียดนามมีแนวโน้มอ่อนตัวลงตั้งแต่ไตรมาส 3/67 คาดจะลดลงจนถึงไตรมาส 4/67
ประกอบกับต้นทุนข้าวโพดที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มคงที่หรือปรับตัวลดลงเล็กน้อยในไตรมาส 3/67 โดยเบื้องต้นคาดการณ์ว่ารายได้ในไตรมาส 3/67 จะอยู่ที่ประมาณ 148,000 ล้านบาท ลดลง 1% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 2.4% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 29.50 บาท
ถัดมาTU บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” โดยประมาณการของบล.บัวหลวง ชี้ให้เห็นว่ากำไรสุทธิของ TU ในไตรมาส 3/67จะอยู่ที่ 1.24 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และ 1% จากไตรมาสก่อน (จากที่คาดก่อนหน้าที่ 1.3 พันล้านบาท) โดยคาดการณ์กำไรสุทธิที่ลดลงนี้อาจมาจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สูงกว่าคาด
ทั้งนี้ คาดว่ายอดขายในไตรมาส 3/67จะเติบโต 4% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน แต่ทรงตัวจากไตรมาสก่อน หนุนจากยอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารทะเลแปรรูป แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ให้ราคาเป้าหมาย 18.00 บาท
TFG บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด แนะนำ “ซื้อ” แนวโน้มไตรมาส 3/67 คาดจะดีขึ้นต่อเนื่องจากธุรกิจไก่และสุกรดีขึ้น ราคาสุกรที่เริ่มฟื้นตัวทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม โดยยังคงประมาณการเดิมปี 2567-68 คาดกำไรสุทธิเติบโตจากธุรกิจสุกรที่ดีขึ้นในไทยและเวียดนาม รวมถึงการขยายร้านค้าปลีก
โดย 1) ธุรกิจสุกรดีขึ้น คาดรายได้ธุรกิจสุกรเพิ่มขึ้น 9% และปีถัดไปเพิ่มขึ้นปีละ 5% 2) ธุรกิจไก่ดีขึ้นจากต้นทุน 3) ร้านค้าปลีกปีนี้สาขาเพิ่มขึ้น 50 สาขา (สิ้นปี 2566 มีสาขา 350 สาขา) คาดรายได้ 2 หมื่นล้านบาท จากปี 2566 อยู่ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท แนวโน้มต้นทุนอาหารสัตว์เริ่มลดลงตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นทั้งกากถั่วเหลืองและข้าวโพดอาหารสัตว์ ให้ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 5.15 บาท
BTG บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “Trading Buy” ประเมินแนวโน้มผลประกอบการของ BTG จะฟื้นตัวต่อเนื่องในไตรมาส 3/67 จากแนวโน้มราคาขายเฉลี่ยที่จะปรับขึ้นต่อตามราคาหมูในประเทศและธุรกิจไก่ที่ยังแข็งแกร่งจากตลาดการส่งออก ขณะที่ฝั่งอุปสงค์มี Upside จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
ด้านต้นทุนการเลี้ยงของ BTG คาดจะยังลดลงต่อจากไตรมาส 2/67 แม้ราคาข้าวโพดในประเทศจะปรับสูงขึ้นก็ตาม เพราะบริษัทยังมีสต็อกวัตถุดิบที่ราคาต่ำอยู่ นอกจากนี้ ประเมินราคาข้าวโพดจะทยอยปรับลงในเดือน ก.ย.เป็นต้นไป หลังเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยว ทำให้โดยรวมเราคาด GPM จะฟื้นตัวได้ต่อในช่วงครึ่งปีหลัง 2567 ให้ราคาเป้าหมาย 25.00 บาท
ICHI บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อ” บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ในปี 2567 ที่ 9,000 ล้านบาท แต่มีโอกาสที่บริษัทจะปรับเป้าหมาย GPM และ NPM ขึ้นในอนาคต จากเดิมที่ 25% และ 15% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนถึงผลการดำเนินงานดีกว่าที่บริษัทประเมินไว้ก่อนหน้า
ซึ่งหากบริษัทมีปรับเป้าหมายดังกล่าวขึ้นจะทำให้ประมาณการกำไรปกติปี 2567 ของบล.หยวนต้า มี Upside ที่มีโอกาสในการปรับขึ้นในอนาคต แต่เบื้องต้นยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2567 ที่ 1,318 ลบ. (+19.7% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน) ให้ราคาเป้าหมาย 21.60 บาท
MALEE บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” แนวโน้มระยะสั้นช่วงครึ่งปีหลัง 2567 บริษัทปรับราคาสินค้าแบรนด์ในไทยขึ้นเฉลี่ยราว 5% ตั้งแต่ 1 ก.ย.67 เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยมอง Margin จะดีขึ้น รวมถึงสินค้าใหม่ผลตอบรับดี โดยมองกำไรช่วงครึ่งปีหลัง 2567 ฟื้นตัวแรงจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน (ลดจากช่วงครึ่งปีแรกจาก SG&A เพิ่มขึ้น) ขณะที่ปี 2568 เริ่มเห็นทิศทางที่ดีหลังบริษัทได้ออเดอร์ OEM จากลูกค้าใหม่อีก 2 รายที่มีนัยฯ เริ่มไตรมาส 2/68 ให้ราคาเป้าหมาย 17.70 บาท