โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เช็ก! สัญญาณเตือน เส้นเลือดในสมองแตก หลังผู้ประกาศดังวูบหมดสติเสียชีวิต

The Bangkok Insight

อัพเดต 10 ส.ค. 2567 เวลา 09.29 น. • เผยแพร่ 10 ส.ค. 2567 เวลา 09.29 น. • The Bangkok Insight

เช็ก! สัญญาณเตือน เส้นเลือดในสมองแตก หลังผู้ประกาศดังวูบหมดสติเสียชีวิต แพทย์ชี้หากมีอาการรีบพบแพทย์ด่วน!

จากเกิดเหตุผู้ประกาศข่าวและพิธีกรโทรทัศน์ดีเด่นแห่งปี เกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลัน จนต้องรีบเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากตอนล้มฟาด ศีรษะส่วนก้านสมองได้รับความกระทบกระเทือนหนัก และเสียชีวิตในเวลาต่อมา วันนี้ thebangkokinsight รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคเส้นเลือดในสมองมาให้ทุกท่านได้อ่าน สังเกตอาการ หากมีความผิดปกติต้องรีบพบแพทย์ทันที

เส้นเลือดในสมองแตก หรือ หลอดเลือดสมองแตก เป็นอาการที่พบได้บ่อยในปัจจุบันถือว่าเป็นอาการของโรคร้ายแรง ซึ่งหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลอันตรายถึงแก่ชีวิต ดังนั้น การป้องกันหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง รวมถึงการเฝ้าระวังและคอยสังเกตอาการจึงเป็นทางออกของผู้ที่อาจเป็นโรคนี้ได้

หลอดเลือดในสมองแตกเกิดจากอะไร ?

เส้นเลือดในสมองแตกหรือหลอดเลือดสมองแตก เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักเกิดจากหลอดเลือดในสมองที่มีความเสื่อมสะสมจากสาเหตุต่าง ๆ ซึ่งนอกจากทำให้หลอดเลือดแตกได้แล้ว หลอดเลือดที่เสื่อมสภาพนั้นอาจจะตีบ อุดตัน ทำให้สมองขาดการหล่อเลี้ยงจากเลือด ส่งผลทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ หากสมองขาดออกซิเจนเป็นระยะเวลานานก็จะทำให้เซลล์สมองตาย และอาจกลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิต

ใครบ้างเสี่ยงอาการหลอดเลือดสมองแตก ?

กลุ่มคนที่เสี่ยงอาการหลอดเลือดสมองแตกบ่อยที่สุดคือผู้ป่วยวัยสูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากการเสื่อมของอวัยวะที่ผ่านไปตามกาลเวลา ตามวัยของมนุษย์ที่มากขึ้นทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างถดถอยลง ทั้งนี้มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ความเสื่อมของหลอดเลือดสมองเกิดได้มากขึ้น ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการควบคุม ไขมันสูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ ผู้ที่ดูแลสุขภาพสม่ำเสมอ ออกกำลังประจำ เลี่ยงอาหารประเภทแป้งและไขมัน รวมทั้งการควบคุมภาวะต่าง ๆ ดังกล่าวได้ดีมักมีความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองต่ำกว่าผู้ที่ละเลยการดูแลสุขภาพ ทั้งนี้อาจพบหลอดเลือดสมองแตกในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่าที่พบโดยทั่วไป ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีความผิดปกติของหลอดเลือดตั้งแต่กำเนิดซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

สัญญาณอันตราย หลอดเลือดสมองแตก

อาการที่บ่งบอกว่าอาจเกิดอาการหลอดเลือดสมองแตกได้นั้นมีลักษณะเฉียบพลันเหมือนกับอาการหลอดเลือดสมองตีบซึ่งผู้ป่วยหรือผู้เห็นเหตุการณ์ (ในกรณีที่ผู้ป่วยหมดสติ) มักจะสามารถเล่าได้ว่าผู้ป่วยกำลังทำอะไรอยู่เมื่อเกิดอาการขึ้นมาทันทีในขณะนั้น ทั้งนี้ อาการเฉียบพลันทันทีของผู้ป่วยหลอดเลือดสมองแตกอาจมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดก้อนเลือดที่แตกออกมาจากหลอดเลือดสมอง สัญญาณอันตรายเหล่านี้เป็นอาการที่มักเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยโรคนี้ เช่น

  • อาการชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้า แขน หรือขา ซึ่งมักจะเป็นร่างกายซีกซ้ายหรือซีกขวาเพียงด้านเดียว สับสน พูดไม่ชัด หรือไม่เข้าใจคำพูดของผู้อื่น
  • ปัญหาในด้านการมอง อาจเกิดขึ้นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
  • ปัญหาในการเดิน ทรงตัว หรือการประสานงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรงโดยเฉพาะที่มีระดับความปวดที่มากที่สุดในชีวิตที่ผู้ป่วยเคยประสบมา อาการจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและไม่มีสาเหตุนำมาก่อนที่ชัดเจน
  • วิงเวียน คลื่นไส้ หรืออาเจียนผิดปกติ

หากตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการเหล่านี้ ควรรีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที เนื่องจากอาการหลอดเลือดสมองแตกหรือภาวะเส้นเลือดฝอยในสมองแตกเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยโดยไม่ล่าช้า และหากพบว่ามีภาวะหลอดเลือดสมองแตกแล้ว ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อลดความเสี่ยงของความเสียหายของสมองและภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจตามมาภายหลัง

การรักษาหลอดเลือดสมองแตก หายได้หรือไม่ ?

อาจมีคำถาม เส้นเลือดในสมองแตก มีโอกาสรอดไหม ? แล้วเมื่อเส้นเลือดในสมองแตกขึ้นมาจะรักษาหายไหม คำตอบก็คือ สามารถทำการรักษาได้ และมีโอกาสรอดชีวิตหากเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยวิธีการรักษามี 2 วิธีหลัก ๆ ดังนี้

  • การรักษาด้วยยา
    ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองแตกส่วนมากใช้การรักษาแบบประคับประคอง โดยในบางกรณีที่แพทย์พิจารณาว่าตำแหน่งของก้อนเลือดอยู่ในจุดที่ลึกมากของสมองทำให้ความเสี่ยงการผ่าตัดสูง ดังนั้นในผู้ป่วยที่อาการไม่วิกฤตถึงขั้นเสียชีวิต แพทย์อาจพิจารณารักษาแบบประคับประคองโดยใช้ยาลดความดันเลือดเนื่องจากผู้ป่วยหลอดเลือดสมองแตกมักมีภาวะความดันเลือดสูงเป็นปัจจัยหลัก โดยที่ยาลดความดันเลือดนี้ช่วยลดโอกาสที่ก้อนเลือดขยายปริมาตรเป็นขนาดใหญ่ขึ้น (ที่อาจจำเป็นต้องผ่าตัด) ได้ เมื่อการใช้ยาลดความดันชนิดฉีดหรือหยดทาสามารถควบคุมความดันเลือดได้ดีอย่างสม่ำเสมอแล้วแพทย์จะพิจารณาเปลี่ยนเป็นยาชนิดรับประทานแทนในเวลาต่อมา
  • การผ่าตัด
    สำหรับผู้ป่วยส่วนน้อย การผ่าตัดเป็นขั้นตอนการรักษาที่อาจมีความจำเป็นและถ้าหากประเมินแล้วว่าการผ่าตัดน่าจะมีประโยชน์อย่างแท้จริงต่อผู้ป่วย แพทย์จะมักพิจารณาผ่าตัดเป็นกรณีเร่งด่วนในกลุ่มผู้ป่วยที่เกิดหลอดเลือดสมองแตกเฉียบพลัน ทั้งนี้ แม้ว่าการผ่าตัดสมองเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดสมองแตกอาจช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิตในขณะนั้นได้ แต่เนื่องจากก้อนเลือดที่มีขนาดต่าง ๆ กัน ตำแหน่งที่เกิดเลือดออกที่ตำแหน่งต่างกัน รวมทั้งสภาวะของผู้ป่วยก่อนทำการรักษา เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความพิการทุพพลภาพถาวรแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย การรับทราบข้อมูล ความเป็นไปได้หรือความน่าจะเป็นของสภาพผู้ป่วยหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการรักษาในการหารือแนวทางระหว่างแพทย์ผู้รักษากับตัวผู้ป่วยเองหรือกับญาติผู้ป่วย (กรณีผู้ป่วยหมดสติ) จึงมีความสำคัญอย่างมากในการวางแผนร่วมกัน

นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว การฟื้นฟูสมรรถภาพยังเป็นส่วนืสำคัญของการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง การฟื้นฟูสมรรถภาพสามารถช่วยปรับปรุงการทำงานของร่างกายและจิตใจที่ได้รับผลกระทบจากอาการหลอดเลือดสมองแตกได้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้น้ำตาลหรือไขมันสูง ควบคุมระดับความดันเลือดให้เหมาะสม

วิธีการป้องกัน หลอดเลือดสมองแตก

วิธีการป้องกันหลอดเลือดสมองแตกเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถดูแลตนเองได้ ก่อนเกิดโรคหลอดเลือดจริงเพราะเมื่อเกิดโรคแล้ว ย่อมมีความเสียหายพิการทุพพลภาพที่กระทบต่อการดำรงชีวิตไม่มากก็น้อย

ทั้งนี้วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดสามารถทำได้ไม่ยาก หากใส่ใจและรักในสุขภาพร่างกายของตนเอง รวมไปถึงการตรวจเช็กความผิดปกติของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการรู้ถึงอาการของโรคได้อย่างรวดเร็วก็สามารถรักษา และป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ วิธีการป้องกันซึ่งสามารถทำตามได้ง่าย ๆ ดังนี้

  • ควบคุมความดันเลือด : ความดันเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญสำหรับโรคหลอดเลือดสมอง การรักษาความดันเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสามารถช่วยลดความเสี่ยงหลอดเลือดสมองแตกได้
  • ควบคุมระดับคอเลสเตอรอล : คอเลสเตอรอลสูงสามารถนำไปสู่การสะสมของคราบจุลินทรีย์ในหลอดเลือดแดง ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบตันหรือแตกได้
  • เลิกสูบบุหรี่ : การสูบบุหรี่จะทำลายหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงของหลอดเลือดสมองแตก การเลิกสูบบุหรี่จึงเป็นสิ่งที่ดี สามารถทำได้เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ : การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้หัวใจแข็งแรงและลดความดันเลือด การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน สามารถช่วยลดความเสี่ยงการเกิดหลอดเลือดสมองแตกได้
  • รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ : อาหารเพื่อสุขภาพที่ช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือดประกอบด้วยผลไม้ ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนไม่ติดมัน อาหารประเภทนี้สามารถช่วยลดความดันเลือดและระดับคอเลสเตอรอล
  • จำกัดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ : การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจเพิ่มความดันเลือดและความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง จนนำไปสู่การเกิดหลอดเลือดสมองแตก ดังนั้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ลดน้อยลงสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้
  • จัดการความเครียด : ความเครียดอาจเพิ่มความดันเลือดและความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองแตก การจัดการความเครียดให้อยู่ในสภาวะปกติอย่างมีสุขภาพจิตที่ดีสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกัน

สิ่งสำคัญที่สุดของการป้องกันหลอดเลือดสมองแตก คือการประเมินความเสี่ยงของสุขภาพร่างกาย แต่หากเกิดอาการของโรคขึ้นแล้ว สามารถทำได้ด้วยการรักษาตามอาการเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจส่งผลต่อร่างกายที่หนักขึ้น หรืออาจเสี่ยงถึงแก่ชีวิต การหมั่นตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คนในยุคสมัยนี้ควรตระหนักให้มากขึ้น

ข้อมูลจาก

  • ศ. นพ.เอก หังสสูต
  • สาขาวิชาประสาทศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์
  • คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...