โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ระเบิดที่ตกค้าง จากกองทัพสหรัฐฯ ตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดระเบิดขึ้นที่สนามบินในญี่ปุ่น

The MATTER

อัพเดต 03 ต.ค. 2567 เวลา 06.47 น. • เผยแพร่ 03 ต.ค. 2567 เวลา 06.47 น. • Brief

เมื่อวานนี้ (2 ตุลาคม 2024) สื่อหลายสำนักรายงานว่า ระเบิดที่สหรัฐฯ ทิ้งไว้ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดระเบิดขึ้นที่สนามบินแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ทำให้เกิดหลุมขนาดใหญ่บริเวณทางขับเครื่องบิน (taxiway) จนเที่ยวบินมากกว่า 80 เที่ยวบินถูกยกเลิก

รัฐบาลญี่ปุ่นรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่สนามบินมิยาซากิ (Miyazaki Airport) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ โดยช่วงเวลาที่ระเบิดนั้น ไม่มีเครื่องบินลำใดอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ทำให้ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ทั้งนี้หลุมระเบิดมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 เมตรและลึก 1 เมตร โดยเชื่อกันว่าเป็นระเบิดของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถูกทิ้งลง เพื่อสกัดกั้นเครื่องบินของหน่วยรบพลีชีพ (kamikaze) ที่โจมตีทางอากาศ

ไม่นานหลังจากเกิดเหตุ ทีมเก็บกู้ระเบิดจากกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นได้ยืนยันว่า เป็นระเบิดขนาด 500 ปอนด์ หรือมากกว่า 200 กิโลกรัม ของสหรัฐฯ แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าระเบิดนี้ถูกทิ้งเมื่อใด โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งหาสาเหตุ ว่าอะไรทำให้ระเบิดดังกล่าวระเบิดอย่างกะทันหัน

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวว่า ในพื้นที่ดังกล่าว ยังขุดพบระเบิดที่ยังไม่ระเบิด อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นระเบิดตกค้างที่กองทัพสหรัฐฯ ทิ้งลงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

อย่างไรก็ตาม ทางสนามบินรายงานว่า taxiway ที่ได้รับความเสียหาย ถูกซ่อมแซมเรียบร้อยแล้วในช่วงกลางคืนเมื่อวานนี้ และในเช้าวันนี้ (3 ตุลาคม) เที่ยวบินได้กลับมาดำเนินการเป็นปกติอีกครั้ง

การระเบิดครั้งนี้สร้างความกังวลให้หลายฝ่าย เนื่องจากปัจจุบัน ในญี่ปุ่นยังมีระเบิดที่ไม่ทำงานจากช่วงสงคราม หลงเหลือมากถึงหลายร้อยตัน ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจสะท้อนว่า แม้สงครามจะจบลงมานานแล้ว แต่พลเมืองรุ่นหลังยังคงได้รับผลกระทบถึงวันนี้

อ้างอิงจาก

bbc.com

apnews.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...