โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ดีเอ็นเอโบราณเผยการพบกันของ “ไวกิ้ง” กับชนพื้นเมืองอเมริกา ก่อนยุคโคลัมบัส

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 ต.ค. 2567 เวลา 08.52 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2567 เวลา 08.45 น.
เรือไวกิ้ง (ภาพจาก Wikimedia Commons)

การศึกษา “ดีเอ็นเอ” ของวอลรัสโบราณบนเส้นทางการค้ายุคไวกิ้ง ทำให้พบว่า “ชาวนอร์ส” หรือชาวไวกิ้ง มีการติดต่อกับชนพื้นเมืองอเมริกาในภูมิภาคอาร์กติกเพื่อซื้อขายสินค้ากัน ณ ดินแดนห่างไกลทางเหนือของเกาะกรีนแลนด์ และการติดต่อดังกล่าวเกิดขึ้นหลายร้อยปีก่อนนักสำรวจผู้โด่งดังอย่าง คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส(Christopher Columbus) จะ “ค้นพบ” ทวีปอเมริกาเสียอีก

การค้นพบครั้งสำคัญนี้เป็นความร่วมมือของทีมวิจัยนานาชาติ นำโดยมหาวิทยาลัยลุนด์ (Lund University) แห่งสวีเดน และถูกตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Science Advances เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา

ปีเตอร์ จอร์แดน(Peter Jordan) อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยลุนด์ เผยว่า

“สำหรับมนุษยชาติ การติดต่ออันน่าทึ่งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภูมิประเทศสุดตระการตาและน่าหวาดหวั่นของภูมิภาคอาร์กติกเหนือ มันปลุกทั้งความอยากรู้อยากเห็น ความหลงใหล และความตื่นเต้น”

ตามรอย “นักล่าวอลรัส”

ยุโรปยุคกลางไม่ได้มืดหม่นตามชื่อ “ยุคมืด” (Dark Ages) ชาวยุโรปมีความต้องการสินค้าแปลก ๆ จากต่างถิ่น รวมถึง “เขี้ยว” หรือฟันหน้าอันยาวยืดของ วอลรัส(Walrus) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวอ้วนท้วนคล้ายแมวน้ำ สัตว์ประจำถิ่นของภูมิภาคอาร์กติกหรือเขตขั้วโลกเหนือ

อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่เคยเข้าถึงแหล่งสินค้าสุด “เอ็กโซติก” นี้โดยตรง แต่อาศัยพ่อค้าชาวไวกิ้งซึ่งไม่ได้เก่งกาจแค่ล่องเรือออกปล้นไปทั่วเท่านั้น แต่ยังสามารถพาสินค้าต่างถิ่นมาเสนอขายให้ผู้มั่งมีในยุโรปด้วย

ดูเหมือนว่า ความต้องการสินค้าดังกล่าวได้เรียกร้องให้ชาวนอร์สพาเรือฝ่าทะเลน้ำแข็งอันหนาวเหน็บไปบุกเบิกดินแดนในแอตแลนติกเหนือ จนได้พบกับไอซ์แลนด์และกรีนแลนด์ เพื่อแสวงหาแหล่งค้าเขี้ยววอลรัสแห่งใหม่ด้วย

“สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจคือ เขี้ยววอลรัสจำนวนมากที่ส่งไปขายในยุโรปมีที่มาจากพื้นที่ล่าสัตว์อันห่างไกลในอาร์กติกเหนือ ก่อนหน้านี้เราเชื่อกันมาโดยตลอดว่า ชาวนอร์สแค่ล่าวอลรัสกันแถว ๆ ถิ่นฐานหลักของพวกเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรีนแลนด์” ปีเตอร์ จอร์แดน กล่าว

ด้านดร. มอร์เทน แทนจ์ โอลเซ่น(Dr. Morten Tange Olsen) รองศาสตราจารย์สถาบันโกลบ แห่งโคเปนเฮเกน อธิบายการพิสูจน์แหล่งที่มาของเขี้ยววอลรัสจากรหัสพันธุกรรมกว่า

“เราสกัด DNA โบราณจากตัวอย่างวอลรัสที่ค้นพบจากสถานที่ต่าง ๆ มากมายทั่วอาร์กติกตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก เมื่อมีข้อมูลนี้แล้ว เราก็สามารถจับคู่ลายพิมพ์พันธุกรรมของสิ่งประดิษฐ์จาก (เขี้ยว) วอลรัส ซึ่งซื้อขายกันโดยชาวนอร์สแห่งกรีนแลนด์กับแหล่งล่าสัตว์เฉพาะถิ่นในอาร์กติกได้”

เมื่อผลการวิจัยถูกเผยแพร่ออกไป คำถามสำคัญที่ตามมาคือ หากเขี้ยวพวกนี้ถูกพามาจากอาร์กติกเหนือ ชาวนอร์สแห่งกรีนแลนด์มีทักษะและความรู้เรื่องการเดินเรือมากถึงขนาดสามารถผจญภัยไปทั่วน่านน้ำอาร์กติกเหนือซึ่งเต็มไปด้วยน้ำแข็งจริงหรือ?

เกรียร์ จาร์เรตต์(Greer Jarrett) สมาชิกทีมวิจัยพยายามหาคำตอบด้วยการจำลองเส้นทางเดินเรือที่เป็นไปได้ เขาใช้เรือนอร์เวย์แบบดั้งเดิมล่องตามเส้นทางที่เชื่อว่าชาวนอร์สเคยใช้กัน และได้ข้อสรุปว่า ชาวไวกิ้ง “นักล่าวอลรัส” น่าจะออกจากถิ่นของพวกเขาทันทีที่น้ำแข็งละลาย กลุ่มที่มุ่งขึ้นเหนือจะมีฤดูกาลจำกัดมากในการล่องเรือลัดเลาะตามชายฝั่งเพื่อออกล่าวอลรัสที่เคราะห์ร้าย จากนั้นชำแหละและเก็บหนังกับเขี้ยวของพวกมัน แล้วรีบเดินทางกลับก่อนที่ทะเลจะกลายเป็นน้ำแข็งอีกครั้ง

ชาวนอร์สพบเจออะไรบ้างในการเดินเรือสุดทรหดนี้? แน่ทีเดียวว่า พื้นที่ล่าสัตว์อันห่างไกลในอาร์กติกเหนือไม่ใช่ดินแดนรกร้าง เพราะที่นั่นมี “ชาวอินูอิต” (Inuit) และชนพื้นเมืองอาร์กติกกลุ่มอื่น ๆ อาศัยอยู่ ซึ่งพวกเขาเองก็ล่าวอลรัสและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดนี้ในทะเลแถบนั้นเช่นกัน จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะไม่เคยพบกัน

การวิจัยยังเผยถึงการติดต่อกันระหว่างชาวนอร์สและชนพื้นเมืองอเมริกาเหนือที่ถกเถียงกันมานานว่ามัน (เคย) เกิดขึ้นจริงหรือไม่ และยืนยันได้ว่าพื้นที่ทะเลเปิดในภูมิภาคอาร์กติกที่เรียกว่า “North Water Polynya”คือพื้นที่ซึ่งกลุ่มคน 2 วัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงได้มาปฏิสัมพันธ์กัน

ขอให้ลองจินตนาการถึงการพบกันระหว่างชาวนอร์สที่มีรูปร่างสูงใหญ่แบบชาวยุโรป หนวดเคราดกหนา ห่มผ้าขนสัตว์ มาพร้อมเรือไม้ขึงผ้าใบแบบเรือไวกิ้ง กับชาวอินูอิต ลูกหลานของกลุ่มชนวัฒนธรรมทูเล (Thule culture) อันมีใบหน้าแบบชาวเอเชีย ผู้พัฒนาเรือคายัค ใช้ฉมวกล่าสัตว์อย่างช่ำชอง และท่องไปทั่วผืนน้ำแข็งด้วยสุนัขลากเลื่อน ไม่มีชนกลุ่มไหนจะปรับตัวให้เข้ากับดินแดนอาร์กติกและเชี่ยวชาญการล่าวอลรัสในน่านน้ำเปิดได้เท่าพวกเขาอีกแล้ว

ด้วยสภาพอากาศอันเลวร้ายและเวลาที่มีจำกัด ชาวนอร์สอาจเลือกหนทางที่ง่ายกว่าการลงมือล่าด้วยตนเองเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าที่พวกเขามีกับเขี้ยววอลรัสในครอบครองของนายพรานชาวอินูอิต

ปีเตอร์ จอร์แดน ยังเผยด้วยว่า เรายังไม่มีข้อมูลมากพอจะอธิบายว่าการติดต่อระหว่างพวกเขาเป็นไปในลักษณะใด มีการค้าขายจริงจังแค่ไหน มีความรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่ หรืออะไรบ้างที่เป็นแรงจูงใจส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ดังกล่าว นักวิจัยจึงต้องทำงานหนักกันต่อไป เพื่อมุ่งตอบคำถามเหล่านี้ให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้นในอนาคต

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

https://www.science.org/doi/epdf/10.1126/sciadv.adq4127

https://www.lunduniversity.lu.se/article/early-interactions-between-europeans-and-indigenous-north-americans-revealed

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 ตุลาคม 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดีเอ็นเอโบราณเผยการพบกันของ “ไวกิ้ง” กับชนพื้นเมืองอเมริกา ก่อนยุคโคลัมบัส

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...