โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

โอกาสของ ‘MAJOR’ ความท้าทายของธุรกิจโรงหนัง

The Bangkok Insight

อัพเดต 16 ส.ค. 2567 เวลา 03.42 น. • เผยแพร่ 16 ส.ค. 2567 เวลา 03.37 น. • The Bangkok Insight

โอกาสของหุ้น "MAJOR" ความท้าทายของธุรกิจโรงหนัง มีลุ้นต่อครึ่งปีหลัง

สําหรับปี 2567 ยังคงเป็นอะไรที่ท้าทายของธุรกิจโรงภาพยนตร์ แม้จะกลับมาเปิดให้บริการได้แทบจะเป็นปกติแล้วหลังผ่านพ้นช่วงโควิด แต่ด้วยพฤติกรรมการรับชมภาพยนตร์ที่เปลี่ยนไป ผู้คนมีตัวเลือกหลายหลายมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงหนังต้องปรับเกมกันพอสมควร

หนึ่งในนั้นก็คือ MAJOR หรือ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ผู้นำในธุรกิจโรงภาพยนตร์ของเมืองไทย รวมทั้งยังมีธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโบว์ลิ่ง คาราโอเกะ ลานสเก็ตน้ำแข็ง พื้นที่เช่าและศูนย์การค้า และธุรกิจบริการสื่อโฆษณา

MAJOR รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 2 ปี 2567 มีรายได้รวมเท่ากับ 2,033 ล้านบาท มีกําไรสุทธิเท่ากับ 232 ล้านบาท ลดลง 11% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 2,283 ล้านบาท ในขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 232 ล้านบาท ลดลง 56% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 532 ล้านบาท

โรงหนัง

จะเห็นว่า MAJOR ทำผลงานไตรมาส 2/2567 ได้แย่กว่าไตรมาส 2/2566 เนื่องจากปีก่อนมีหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์เข้าฉายหลายเรื่อง เช่น Fast and Furious X, Guardians of the Galaxy Vol3 และ Transformers Rise of the Beasts ส่วนปีนี้มีหนังไทยชูโรงเพียงเรื่องเดียวคือหลานม่า

หนังที่ทํารายได้สูงสุด 5 อันดับแรกของ MAJOR งวดไตรมาส 2/2567 เป็นหนังไทยถึง 3 เรื่อง และอีก 2 เรื่องเป็นหนังฮอลลีวูด ดังนี้

1. หลานม่า รายได้ 226 ล้านบาท

2. อนงค์ รายได้ 110 ล้านบาท
3. Godzilla x Kong The New Empire รายได้ 83 ล้านบาท
4. เทอม 3 รายได้ 67 ล้านบาท
5. Inside Out รายได้ 63 ล้านบาท

อีกทั้งไตรมาส 2/2567 บริษัทมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการประเมินด้อยค่าพื้นที่เช่าสาขาสุขุมวิท รวมถึงการปิดโรงภาพยนตร์ 4DX อีก 3 สาขา แต่ไตรมาส 3/2567 บริษัทมีกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุน ในบริษัท เอ็ม พิศเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จ้ากัด (มหาชน) จำนวน 346 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี หากเทียบกับไตรมาส 1/2566 MAJOT สามารถสร้างกำไรเติบโตถึง 66% ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ เพราะการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่อัตรากําไรขั้นต้นเฉลี่ยงวด 2/2567 ทําได้ 35.59% เพิ่มขึ้นจากงวด 1/67 ที่ทําได้ 31.15% เกิดจากอัตรากําไรธุรกิจโรงภาพยนตร์ที่ดีขึ้นตามรายได้ และการต่อรองส่วนลดค่าเช่าพื้นที่ได้บางส่วน

กําไรพอไหว มีลุ้นต่อครึ่งปีหลัง

บทวิเคราะห์บล. เอเซีย พลัส ให้ความเห็นต่อหุ้น MAJOR ว่ากำไรพอไหว มีลุ้นต่อครึ่งปีหลัง จากกองทัพหนังแฟรนไชส์และหนังไทยจํานวนมากที่เตรียมเข้าฉายในที่เหลือของปีนี้ น่าจะช่วยหนุนผลประกอบการให้กลับมาดูดี แต่จุดเปลี่ยนสําคัญจะเกิดขึ้นในปีหน้าจากการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของหนังฮอลลีวูด

จึงให้น้ำหนักการลงทุน OUTPERFORM หุ้น MAJOR ประเมินราคาเหมาะสมวิธี DCF ได้ที่ 21.50 บาท และมีเกราะป้องกันจากโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 1,000 ล้านบาท ในช่วงระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 - 16 มกราคม 2568

โรงหนัง

ขยายเป้าหมายขายป๊อปคอร์น 30 ล้านบาทต่อเดือน

หนึ่งในอัพไซด์ของ MAJOR ในครึ่งหลังของปีนี้ คือยอดขายป๊อปคอร์นที่มีโอกาสการเติบโตต่อเนื่อง บทวิเคราะห์ บล.บัวหลวง ระบุว่า บริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มยอดขายจาก 20 ล้านบาทต่อเดือน เป็น 30 ล้านบาทต่อเดือน และเพิ่มยอดขายผ่าน 7-Eleven จาก 5 แสนซองต่อเดือน ไปที่ 1 ล้านซองต่อเดือน

ทั้งนี้ การเติบโตของยอดขายป๊อปคอร์น หากทำได้จะกลายเป็นปัจจัยที่ช่วยเสริมรายได้ของบริษัทในช่วงที่ภาพยนตร์บางส่วนยังไม่กลับมาฉายเต็มที่ ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนยอดขายป๊อบคอร์นในโรงหนังยังทรงตัวอยู่ที่ 81% และที่เหลือเป็นส่วนอื่นๆ เช่น 7-Eleven และ Delivery

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...