พ่อแม่เป็นโรคซึมเศร้า เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้ลูกได้รับผลกระทบ
Mood of the Motherhood
อัพเดต 16 ต.ค. 2568 เวลา 13.13 น. • เผยแพร่ 16 ต.ค. 2568 เวลา 13.11 น. • Featuresการเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างมีความสุขคือความต้องการของพ่อแม่ทุกคน แต่กลับไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่สามารถทำให้ตัวเองมีความสุข หรือกำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้า เพราะอาการอ่อนล้า หมดแรง ความรู้สึกท้อแท้ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจและควบคุมไม่ได้ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ขาดพลังงานและกำลังใจในการดูแลลูกให้มีความสุขได้อย่างที่ใจต้องการ และข้อจำกัดนั้นยิ่งสร้างความรู้สึกผิดให้คุณพ่อคุณแม่และทำให้ภาวะซึมเศร้าย่ำแย่ลงสิ่งที่ควรเข้าใจก็คือ พ่อแม่เป็นโรคซึมเศร้า ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะโรคซึมเศร้าเป็นการป่วยที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่การรับมือกับอาการของโรคซึมเศร้าต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะโรคซึมเศร้าไม่เพียงมีผลต่อสภาพจิตใจและอารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่ แต่สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของลูกในทุกด้านคุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องมีวิธีประคับประคองจิตใจตัวเอง เพื่อให้สามารถเลี้ยงลูกได้อย่างมีคุณภาพ สามารถสร้างและเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับลูกได้สำหรับครอบครัวที่กำลังเผชิญสถานการณ์ พ่อแม่เป็นโรคซึมเศร้า ลองนำ 5 แนวทางดูแลจิตใจตัวเอง เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเลี้ยงลูกให้เติบโตขึ้นอย่างมีความสุขได้1. อธิบายอาการของโรคซึมเศร้าให้ลูกเข้าใจตามวัย
คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจคิดว่า ลูกไม่จำเป็นต้องรับรู้เรื่องความเจ็บป่วยของพ่อแม่ แต่ความจริงแล้วการปกปิด ไม่อธิบาย และไม่พูดความจริงกับลูกต่างหากที่จะสร้างความรู้สึกสับสนและวิตกกังวลให้กับลูกได้ โดยเฉพาะโรคซึมเศร้าที่ส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่ ย่อมทำให้ลูกรับรู้ได้ว่าในบ้านมีบรรยากาศที่ไม่สดใส คุณพ่อคุณแม่เงียบขรึม เศร้าซึม แต่ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น การอธิบายให้ลูกเข้าใจอาการที่เกิดขึ้นให้ลูกเข้าใจอย่างเหมาะสมตามวัยของลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญแต่หากลูกยังเล็กเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ คุณพ่อคุณแม่อาจพูดให้ลูกเข้าใจง่ายๆ ว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังไม่สบาย อาจมีบางช่วงที่รู้สึกเหนื่อยมากๆ จนไม่ค่อยยิ้มแย้ม ไม่ค่อยพูดคุย อาจต้องขอเวลาบ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่จะรักลูกน้อยลง2. สร้างกิจวัตรประจำวันที่สม่ำเสมอ
ในวันที่คุณพ่อคุณแม่มีอาการซึมเศร้า อาจทำให้ต้องยกเลิกกิจกรรมบางอย่าง เมื่อกิจวัตรของลูกเกิดความเปลี่ยนแปลงอาจทำให้ลูกรู้สึกวิตกกังวลได้สิ่งที่พอจะทำได้ก็คือคุณพ่อคุณแม่ควรสร้างกิจวัตรประจำวันที่ลูกสามารถจัดการและรับผิดชอบด้วยตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคุณพ่อคุณแม่เป็นหลัก เช่น การกำหนดเวลานอน เวลารับประทานอาหาร เวลาเล่น และเวลาทำการบ้านให้ลูก เพื่อช่วยให้ลูกสามารถทำกิจวัตรประจำวันเองได้ในวันที่คุณพ่อคุณแม่ไม่พร้อม แต่ถ้าทำได้คุณพ่อคุณแม่ลองกำหนดช่วงเวลาคุณภาพให้ลูกสัก 10-15 นาทีต่อวัน เพื่อให้ลูกยังคงรู้สึกเป็นคนสำคัญที่ไม่ถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวมากเกินไป3. ขอความช่วยเหลือจากคนรัก
ในสถานการณ์ที่ยากและท้าทาย การพึ่งพาและขอความช่วยเหลือจากคนรอบตัวเป็นอีกวิธีสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดใจยอมรับ เช่น ขอให้คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย ญาติสนิท หรือเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้ มาช่วยดูแลลูกในช่วงที่คุณพ่อคุณแม่รู้สึกไม่ดีหรือเหนื่อยล้ามากเป็นพิเศษ อาจเป็นการขอให้ช่วยไปรับที่โรงเรียน หรือพาลูกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน จะช่วยลดความรู้เครียดวิตกกังวล และลูกยังคงได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี ไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็จะมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้นด้วย4. สอนลูกให้แสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสมและเปิดกว้าง
เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่ที่มีภาวะซึมเศร้า มักจะเก็บซ่อนความรู้สึกของตัวเองไว้ เพราะกลัวว่าจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่สบายใจหรือรู้สึกแย่มากขึ้น การสอนให้รู้จักและยอมรับอารมณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ เศร้า เหงา หรือมีความสุข จะช่วยให้ลูกสามารถรับมือกับภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และเข้าใจคุณพ่อคุณแม่มากขึ้นรวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมให้ลูกแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม จากนั้นจึงส่งเสริมให้ลูกเรียนรู้การระบายอารมณ์ด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์ เช่น การวาดรูป การเล่นกีฬา หรือการเขียนบันทึกการทำเช่นนี้เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจ และสอนให้ลูกมีทักษะการจัดการอารมณ์ที่เหมาะสม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญอย่างยิ่งต่อตัวลูกและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม5. ดูแลตัวเองเพื่อลูก
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเผชิญภาวะซึมเศร้า การดูแลสุขภาพจิตใจและอารมณ์ของตัวเองคือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยปกป้องลูก ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากอาการและพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่ เพราะเมื่อคุณพ่อคุณแม่มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ก็จะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคงและปลอดภัยต่ออารมณ์ให้ลูกได้ดียิ่งขึ้นดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรได้รับการรักษาตามแผนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการพบจิตแพทย์ การรับประทานยา หรือการบำบัดทางจิตวิทยา และควรจัดเวลาพักผ่อนส่วนตัวให้กับตัวเองอย่างเคร่งครัด แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็มีประโยชน์ทั้งกับตัวเองและทุกคนในครอบครัวได้อ่านบทความ: ลูกเป็นโรคซึมเศร้า : เช็ก 5 สิ่งกระตุ้นภาวะซึมเศร้าในเด็กอ้างอิงYalemedicineChildmindinstituteMind