เปิดนัย “Shine The Series” ผ่านแนวคิดวรรณกรรมในวงเสวนา ที่อักษร จุฬาฯ
✨ เปิดนัย Shine The Series ผ่านแนวคิดวรรณกรรมในวงเสวนา “จากซีรีส์วายสู่ซีรีส์เกย์ : วิพากษ์การเมือง ประวัติศาสตร์ และความเป็นชาย ผ่านการเขียนบท Shine The Series”
ถ้าใครติดตาม“Shine The Series” ซีรีส์เกย์สุดครบรส ที่มีทั้งความรัก สังคม การเมืองไทยอยู่ในเรื่องเดียว แถมมี “hint” มากมายให้คิดและตีความ ซึ่งเป็นเสน่ห์อีกอย่างของซีรีส์เรื่องนี้
แม้ซีรีส์เรื่องนี้จะจบลงแล้ว แต่ก็ยังมีแง่มุมที่น่าสนใจให้นำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ต่อ โครงการอักษรศาสตร์สู่สังคม คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงจัดเสวนา “จากซีรีส์วายสู่ซีรีส์เกย์ : วิพากษ์การเมือง ประวัติศาสตร์ และความเป็นชาย ผ่านการเขียนบท Shine the Series” เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ที่ศูนย์มนุษยศาสตร์ดิจิทัล อาคารบรมราชกุมารี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
ระดมผู้อยู่เบื้องหลัง Shine The Series ทั้งผู้เขียนบท ผู้กำกับ และผู้แปล ที่อีกด้านล้วนเป็นนักวิชาการเบอร์ต้นในสาขาของตนเอง และนักวิชาการผู้ศึกษาวิจัยประเด็นซีรีส์วาย มาร่วมกันพูดคุยในเชิงวิชาการ และเล่าถึงเกร็ดน่ารู้ต่างๆ ในเรื่อง โดยเฉพาะประเด็น“วรรณกรรม”ซึ่งเป็นอีกรสชาติที่คนดูได้รับจากซีรีส์ ทั้ง…
✨ ผศ. ดร. พันพัสสา ธูปเทียนหนึ่งในผู้กำกับ Shine The Series และอาจารย์ประจำสาขาวิชาสื่อและการสื่อสาร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล
✨ ผศ. ดร. ปริดา มโนมัยพิบูลย์หนึ่งในผู้เขียนบท Shine The Series และอาจารย์ประจำภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
✨ รศ. ดร. แพร จิตติพลังศรีผู้แปลซับไทเทิลเป็นภาษาอังกฤษ Shine The Series และอาจารย์ประจำศูนย์การแปลและการล่ามเฉลิมพระเกียรติ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
✨ รศ. ดร. นัทธนัย ประสานนาม นักวิชาการผู้รอบรู้เรื่องซีรีส์-ภาพยนตร์แนววาย และอาจารย์ประจำภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ท้ายสุดที่ขาดไม่ได้เพราะทำให้ทั้งห้องเต็มไปด้วยเสียงกรี๊ดกร๊าดนั่นก็คือ “ปีเตอร์ เดรี่ย์”นักแสดงจาก Shine The Series ผู้รับบทเป็น “วิกเตอร์” ในเรื่องนั่นเอง
แม้งานเสวนาจะผ่านไปแล้ว และเชื่อว่าแฟน ๆ Shine The Series จำนวนไม่น้อยน่าจะได้ฟังกันบ้าง แต่ “ศิลปวัฒนธรรม” ก็ขอนำแง่มุมที่น่าสนใจมาบอกเล่าอีกครั้ง
ในการพูดคุยครั้งนี้ อาจารย์แต่ละท่าน รวมถึง “ปีเตอร์ เดรี่ย์” นักแสดงน้องใหม่ดาวรุ่ง ต่าง “เมาธ์” กันอย่างออกรส ไม่ว่าจะเป็น ครูหนิง-พันพัสสา ที่บอกเล่าถึงเบื้องลึกเบื้องหลังการถ่ายทำ การออกแบบตัวละครให้มีเส้นทางที่ต่างกัน ทว่าลงตัว
เสริมด้วยครูบัว-ปริดา หนึ่งในทีมเขียนบทของซีรีส์เรื่องนี้ก็ให้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของซีรีส์ รวมถึงความยากง่ายในการเขียนบท ที่หยิบยกมาทั้งเลิฟไลน์ ประวัติศาสตร์ สังคม การเมืองมาเต็มขั้น ทำอย่างไรให้เกลี่ยลงตัวจนคนดูอิ่มแต่ไม่เอียน
ส่วน ครูดิว-นัทธนัย ก็ไม่น้อยหน้า จัดเต็มข้อมูลเกี่ยวกับ “ซีรีส์วาย-เกย์” ที่รีเสิร์ชมาทั้งชีวิต ทั้งยังถกเถียงและให้ข้อสังเกตถึงคำถามว่าสรุปแล้ว “Shine The Series” เป็นซีรีส์วายหรือเกย์กันแน่ ?
ด้าน ปีเตอร์ เดรี่ย์ นักแสดงมากฝีมือก็พูดถึงความยากง่ายในการเล่นตัวละครนี้ เนื่องจากตนเองเป็นนักแสดงใหม่ ทำให้มีความท้าทายมากมายในการแสดง ไหนจะต้องทำการบ้านในเรื่องการเมืองและการออกเสียงภาษาไทยให้ชัดเจนเพื่อให้ซีรีส์ออกมาดีที่สุด
ขณะที่อ. แพร รับหน้าที่พูดประเด็น“วรรณกรรม”ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญในการเสวนา โดยผู้แปลซับไทเทิลภาษาอังกฤษของซีรีส์เรื่องนี้ได้วิเคราะห์องค์ประกอบหลายอย่างที่ปรากฏใน Shine The Series ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดด้านวรรณกรรม หนึ่งในนั้นคือฉากของ “ตฤณ-ธันวา” สองคาแรกเตอร์หลักจากซีรีส์ดังกล่าว
✨ “ตฤณ” กับความหมายแห่ง “การเดิน”
หากสังเกต ในเรื่องจะมีตัวละครหลักตัวหนึ่งที่เรามักจะเห็นเขา “เดิน” อยู่เสมอ นั่นก็คือ “ดร. ตฤณ สุวรรณภาสน์” (รับบทโดย อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์)
หลายคนอาจจะคิดว่าการเดินของตฤณ คงเป็นการเดินที่แสนธรรมดาทั่วไป เพราะไม่ว่าซีรีส์หรือละครเรื่องไหน ตัวละครต่างก็ต้องเดิน แต่ในเวทีเสวนาวงนี้เผยว่า สิ่งนี้คือความพิเศษที่สามารถตีความออกมาได้ เช่นที่ อ. แพร บอกว่า การเดินนี้ได้รับอิทธิพลมาจากตัวละครประเภทหนึ่งของชาร์ลส์ โบดแลร์ (Charles Baudelaire) นักกวีมีชื่อชาวฝรั่งเศส เรียกว่า“ฟลาเนอร์”(Flâneur)
“ฟลาเนอร์คือคนที่เดินไปตามถนนหนทางในเมืองไปเรื่อย ๆ จะเห็นว่าตฤณก็เดินไปเรื่อย ๆ หลายฉากของตฤณคือการเดิน ตั้งคำถาม ครุ่นคิด หาคำตอบ บางทีก็เดินอย่างสับสน ร้องไห้ โดยมีฉากหลังเป็นถนนหนทางในกรุงเทพฯ และปารีส” อาจารย์ประจำศูนย์การแปลและการล่ามฯ กล่าว
ฟลาเนอร์มีความสำคัญมากในฝรั่งเศส โดยเฉพาะช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ช่วงนั้นปารีสเป็นมหานครสำคัญของโลก เป็นศูนย์กลางจักรวรรดิอาณานิคม มีกลุ่มชนชั้นกลาง พวกนี้จะมีเวลาว่างเดินชมเมือง ดูและตั้งคำถามกับสถาปัตยกรรมต่างๆ อย่างหอไอเฟล โบดแลร์จึงนำมาสร้างเป็นตัวละครประเภทฟลาเนอร์ ที่ไม่ต้องอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้เป็นกรรมาชีพ แต่ออกเดินเพื่อสำรวจวิถีชีวิตและสิ่งรอบตัว พร้อมกับขบคิดและตั้งคำถาม โดยที่ตัวฟลาเนอร์เองก็มีความพิเศษตรงที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมที่ตัวเองเดินอยู่
อ. แพร เล่าด้วยว่า โบดแลร์ได้จำกัดความสิ่งที่เรียกว่า “ฟลาเนอร์” ในงานของตนเองว่า กลุ่มคนพวกนี้พิเศษ เพราะไม่ต้องอยู่ในภาวะที่หาเงินเลี้ยงชีพ ออกมาดูโลกได้ และการดูโลกของฟลาเนอร์คือการสังเกตการณ์ที่ไม่ต้องเข้าไปอยู่ในโลกตลอดเวลา
ตัดกลับมาที่ตฤณกับความเป็นฟลาเนอร์ อ. แพร อธิบายว่า
“ถ้าเรามาดูตัวตฤณ อย่างที่เปิดมาตั้งแต่แรก ตัวละครตัวอื่นไม่มีใครเดินอย่างตฤณ ถ้าเป็นธันวาก็จะอยู่ในสวนของเขาไป ส่วนเทวีก็จะอยู่แต่ในบ้าน เป็นแม่หญิงงามเรือน ตฤณจึงเป็นตัวละครตัวเดียวที่เดิน ถ้าสังเกตดูดี ๆ เป็นคาแรกเตอร์ที่ใช้ความเป็นฟลาเนอร์ค่อนข้างเยอะ นอกจากนี้ยังใช้การเดินเป็นการดำเนินเรื่องและการตั้งคำถาม รวมไปถึงการหาคำตอบ
การเดินของตฤณทำให้เขาเจอผู้ยากไร้ที่มีอยู่ทั่วไปตามท้องถนนกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2512 เห็นความเป็นไปของประเทศไทยและปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งเวลาเขาเดินก็จะต้องมีอะไร เพราะถ้าไม่มีอะไรก็จะไม่เดิน เช่น เดินตอนคิด, เดินไปในม็อบ, เดินคุยกับวิกเตอร์ เป็นต้น”
ทั้งหมดนี้คือความเป็น“ฟลาเนอร์” ของตฤณที่แฝงไว้ในเรื่อง ซึ่งวิเคราะห์จากแนวคิดทางวรรณกรรม แล้วตฤณเป็นตัวละครที่เติบโตทางความคิด ผ่านความทุกข์ทรมาน จนหาคำตอบให้ตัวเองผ่านภาวะความเป็นฟลาเนอร์ที่แปลกแยกจากสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นที่กรุงเทพฯ ซึ่งตฤณเป็น ดร. หนุ่ม แต่ภูมิหลังเป็นเด็กบ้านสวน ที่ปารีสก็ยังเป็นคนนอกจากประเทศตะวันออก
ภาวะแปลกแยกนี้อธิบายได้ด้วยแนวคิดเรื่องสุนทรียศาสตร์แบบเควียร์ (queer aesthetics) ที่ผู้สร้างได้สอดแทรกไว้ในการเล่าเรื่องด้วย
✨สุนทรียศาสตร์แบบเควียร์ ใน Shine The Series
อ. แพร อธิบายเพิ่มเติมเรื่องนี้ให้เข้าใจมากขึ้นว่า สุนทรียศาสตร์แบบเควียร์ ตามแนวคิดของจูดิธ แจ็ค ฮัลเบอร์สแตม (Judith Jack Halberstam) กล่าวถึงการใช้มิติเวลาและสถานที่ที่แปลกออกไปจากการรับรู้ตามปรกติของสังคม ที่มีมาตรฐานแบบเพศตรง (heteronormative society) ในงานศิลปะ ศิลปินอาจใช้มุมมองแบบเควียร์ในการสร้างงาน เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์แบบเควียร์ ที่คุณค่าแบบเพศตรงไม่สามารถอธิบายได้
เราจะเห็นการใช้มิติสถานที่เควียร์ในเรื่อง Shine เช่น ฉากในห้องลับในห้องสมุดคีตกาลของ “ไกรเลิศ-ณรัน” ซึ่งเต็มไปด้วยความเสน่หาปรารถนาของคนเพศเดียวกัน ที่ไม่มีภาระต่อการสืบพันธ์ุ หรือการใช้เทคนิคทางภาพยนตร์ เพื่อเล่าความเหนือจริง (surreal) ของภาวะความเป็นเควียร์ของตัวละคร เห็นได้จากฉากธันวาเดินเข้าหาตฤณในสวน ในขณะที่คนอื่นหยุดนิ่งเหมือนเวลาหยุดนิ่งไปด้วย และในขณะนั้นมีเพียงตฤณและธันวาที่เคลื่อนไหว นำไปสู่การจูบ ซึ่งเป็นการที่ตฤณเข้าสู่สภาวะเควียร์เป็นครั้งแรก หรือการเปลี่ยนสีไฟเป็นสีน้ำเงินระหว่างตฤณอาบน้ำ ก็สะท้อนความเป็นเควียร์ที่สอดแทรกเข้ามาในตัวตฤณว่ามีความรู้สึกเริ่มชอบผู้ชายด้วยกัน
สุนทรียศาสตร์แบบเควียร์ยังปรากฏเด่นชัดในความสัมพันธ์ระหว่างธันวากับตฤณแบบที่ไม่ปรากฏกับตัวละครตัวอื่น เช่น ฉากเปิดใจระหว่างตัวละครทั้งสองที่ชายทะเล ภายใต้ท้องฟ้าสีแปลกตา แยกไม่ออกว่าเป็นเย็นหรือค่ำ ซึ่งเป็นสีท้องฟ้าแบบ “วานิลลา สกาย” ในฉากสุดท้ายที่ปารีส เมื่อทั้งสองคนกลับมาพบกันอีกครั้ง ความเควียร์ที่ปรากฏบนสีของท้องฟ้าสะท้อนอิทธิพลศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ ที่สีสันของช่วงเวลาเฉพาะกลายเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในความทรงจำของมนุษย์คู่หนึ่ง
การแสดงออกของตัวละครผ่านซีรีส์ ไม่ได้มีเพียงแค่ตฤณเท่านั้น แต่ยังปรากฏอยู่ในตัวละครอย่าง “ธันวา” (รับบทโดย มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง) อีกด้วย
✨ ฉากเปิดหันหลังของ “ธันวา” ที่บอกทุกอย่างภายในซีนเดียว
ถ้าใครจำฉากเปิดอีพีแรกของซีรีส์เรื่องนี้ได้ คงจะเห็นว่าธันวาเป็นตัวละครที่หันหลังแล้วหันหน้ามาพร้อมกับเล่นกีตาร์ไปด้วย ซีนนี้บางคนอาจจะไม่คิดอะไร แต่ถ้าในมุมมองของภาพยนตร์มีความพิเศษมาก ถึงขั้นบอกจุดเริ่มต้นและจุดจบได้เลย
อ. แพร ผู้แปลซับไทเทิลเป็นภาษาอังกฤษของซีรีส์ บอกว่า “ฉากนี้ถ้ามองในมุมไวยากรณ์ภาพยนตร์ Cinematography (การถ่ายภาพยนตร์)เรารู้เลยว่าเรื่องนี้เล่าเรื่องย่อให้ฟังจนจบแล้ว คือเปิดด้วยธันวาหันหลังแล้วหันหน้ามา
เรื่องนี้ธันวาเป็นเมนคาแรกเตอร์ แล้วเรากำลังจะเล่าว่าเขามาจาก Far side of the moon สู่การค้นพบตัวเองได้อย่างไร ครบสมบูรณ์ด้วยไวยากรณ์ของภาพยนตร์ เล่าแค่ 2 วินาทีเท่านั้น จะเห็นว่ากล้องโฟกัสที่ธันวาตั้งแต่แรก คนอื่นไม่ได้โฟกัสในลักษณะเดียวกัน และจะพบว่าหากมองจากมุมกล้อง เรื่องนี้เริ่มที่ธันวาและตฤณ และจบลงด้วยฉากของตฤณและธันวาเช่นกัน”
เมื่อได้ฟังบทวิเคราะห์ในมุมนี้ ครูหนิง-พันพัสสา หนึ่งในผู้กำกับของซีรีส์ก็เห็นด้วย ทั้งยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถ่ายทำไว้ว่า
“จริง ๆ ในเชิง composition (องค์ประกอบ) หรือ blocking (ตำแหน่ง)ที่ดีที่สุดคือหันหลังอยู่แล้ว ในการแสดงหรือการกำกับ เวลาเปิดตัวศิลปิน หันหลังคือดีที่สุด หันหน้าแบบเต็มตัวคือรองลงมา อันนี้คือตามสูตร เราเลยเลือกแบบนั้นให้ธันวา”
อีกหนึ่งอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือฉากหนึ่งในซีรีส์ที่ธันวานอนในสระลม ฉากนี้ อ. แพร เล่าว่ามีความคล้ายคลึงกับภาพ “Vitruvian man” ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci)
“ธันวาฉากนี้ จริง ๆ ครั้งแรกเห็นแล้วนึกถึง Vitruvian man ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ภาพนี้เป็นภาพคลาสสิกมากของการแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบของมนุษย์ผู้ชาย ที่สมส่วนทุกมิติ ซึ่งมันเหมือนเป็นการไป Queer ภาพผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ เพราะธันวาคือแตกสลาย ไม่มีความสมบูรณ์แบบใด ๆ”
ยังมีอีกฉากที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นความสมบูรณ์แบบของมนุษย์ผู้ชาย ซึ่ง ครูหนิง-พันพัสสา เล่าในเวทีเสวนาว่า หากสังเกตฉากที่ไกรเลิศเปลือยอยู่ในห้องสมุดคีตกาล เราจะเห็นรูปปั้นเดวิดอยู่ข้าง ๆ ซึ่งรูปปั้นนี้สื่อถึงมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ เป็นความเป็นชายในอุดมคติที่ไกรเลิศต้องแบกรับ
ทั้งหมดนี้ทำให้“Shine The Series” ไม่เพียงให้ความสนุกและความประทับใจแก่ทุกคนที่ได้ดู แต่ยังเป็นซีรีส์ที่สร้างสรรค์และยกระดับสุนทรียศาสตร์ทุกด้าน ทั้งบท การแสดง การถ่ายทำ การกำกับ การตัดต่อ ขณะเดียวกัน องค์ประกอบทางศิลปะก็มีส่วนสำคัญในการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนให้ปรากฏเป็นภาษาภาพได้อย่างงดงาม เพราะอารมณ์มนุษย์หลายอย่างไม่สามารถสื่อสารผ่านการแสดงหรือบทพูดได้เพียงอย่างเดียว
นอกจากการใช้เทคนิคทางภาพยนตร์แล้ว “ดนตรี” ยังเป็นสิ่งที่ช่วยขับเน้นเรื่องราวให้กินใจมากขึ้น เพลงในซีรีส์ทุกเพลงมีบทบาทในการเล่าเรื่องหรือถ่ายทอดประเด็นสำคัญในทุกอีพี อย่างเพลง “Half of Everything” ที่สื่อประเด็นลึกซึ้ง คือการเลือกมองเพียงด้านใดด้านหนึ่งของมนุษย์ออกมาเป็นเพลงที่ไพเราะกินใจ
ความสนุกในการขบคิด “Shine The Series” ผ่านมุมมองของวรรณกรรมยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ใครอยากฟังมากกว่านี้ จุใจกว่านี้ สามารถติดตามได้ในคลิปด้านล่างเลย!
อ่านเพิ่มเติม :
- กว่าจะส่องสว่างเป็น “วิกเตอร์” ใน Shine The Series เปิดเบื้องหลังจากปาก “ปีเตอร์ เดรี่ย์”
- “ณรัน” นักข่าวเปี่ยมอุดมการณ์ ใน Shine The Series ผู้มีส่วนคล้าย “อิศรา อมันตกุล”
- ดร. ตฤณ Shine The Series ตัวละครที่มี “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” เป็นต้นแบบ
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 ตุลาคม 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดนัย “Shine The Series” ผ่านแนวคิดวรรณกรรมในวงเสวนา ที่อักษร จุฬาฯ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com