โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดนัย “Shine The Series” ผ่านแนวคิดวรรณกรรมในวงเสวนา ที่อักษร จุฬาฯ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 02 ต.ค. 2568 เวลา 11.06 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2568 เวลา 10.19 น.
ปีเตอร์ เดรี่ย์ นักแสดงผู้รับบทเป็นวิกเตอร์, ผศ. ดร. พันพัสสา ธูปเทียน หนึ่งในผู้กำกับ Shine The Series, ผศ. ดร. ปริดา มโนมัยพิบูลย์ หนึ่งในผู้เขียนบท Shine The Series, รศ. ดร. แพร จิตติพลังศรี ผู้แปลซับไทเทิลเป็นภาษาอังกฤษ Shine The Series, รศ. ดร. นัทธนัย ประสานนาม นักวิชาการผู้รอบรู้เรื่องซีรีส์-ภาพยนตร์แนววาย แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ภาพโดย : วรวิทย์ พานิชนันท์)

✨ เปิดนัย Shine The Series ผ่านแนวคิดวรรณกรรมในวงเสวนา “จากซีรีส์วายสู่ซีรีส์เกย์ : วิพากษ์การเมือง ประวัติศาสตร์ และความเป็นชาย ผ่านการเขียนบท Shine The Series”

ถ้าใครติดตาม“Shine The Series” ซีรีส์เกย์สุดครบรส ที่มีทั้งความรัก สังคม การเมืองไทยอยู่ในเรื่องเดียว แถมมี “hint” มากมายให้คิดและตีความ ซึ่งเป็นเสน่ห์อีกอย่างของซีรีส์เรื่องนี้

แม้ซีรีส์เรื่องนี้จะจบลงแล้ว แต่ก็ยังมีแง่มุมที่น่าสนใจให้นำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ต่อ โครงการอักษรศาสตร์สู่สังคม คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงจัดเสวนา “จากซีรีส์วายสู่ซีรีส์เกย์ : วิพากษ์การเมือง ประวัติศาสตร์ และความเป็นชาย ผ่านการเขียนบท Shine the Series” เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ที่ศูนย์มนุษยศาสตร์ดิจิทัล อาคารบรมราชกุมารี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

ระดมผู้อยู่เบื้องหลัง Shine The Series ทั้งผู้เขียนบท ผู้กำกับ และผู้แปล ที่อีกด้านล้วนเป็นนักวิชาการเบอร์ต้นในสาขาของตนเอง และนักวิชาการผู้ศึกษาวิจัยประเด็นซีรีส์วาย มาร่วมกันพูดคุยในเชิงวิชาการ และเล่าถึงเกร็ดน่ารู้ต่างๆ ในเรื่อง โดยเฉพาะประเด็น“วรรณกรรม”ซึ่งเป็นอีกรสชาติที่คนดูได้รับจากซีรีส์ ทั้ง…

✨ ผศ. ดร. พันพัสสา ธูปเทียนหนึ่งในผู้กำกับ Shine The Series และอาจารย์ประจำสาขาวิชาสื่อและการสื่อสาร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล

ผศ. ดร. ปริดา มโนมัยพิบูลย์หนึ่งในผู้เขียนบท Shine The Series และอาจารย์ประจำภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ. ดร. แพร จิตติพลังศรีผู้แปลซับไทเทิลเป็นภาษาอังกฤษ Shine The Series และอาจารย์ประจำศูนย์การแปลและการล่ามเฉลิมพระเกียรติ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ. ดร. นัทธนัย ประสานนาม นักวิชาการผู้รอบรู้เรื่องซีรีส์-ภาพยนตร์แนววาย และอาจารย์ประจำภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ท้ายสุดที่ขาดไม่ได้เพราะทำให้ทั้งห้องเต็มไปด้วยเสียงกรี๊ดกร๊าดนั่นก็คือ “ปีเตอร์ เดรี่ย์”นักแสดงจาก Shine The Series ผู้รับบทเป็น “วิกเตอร์” ในเรื่องนั่นเอง

แม้งานเสวนาจะผ่านไปแล้ว และเชื่อว่าแฟน ๆ Shine The Series จำนวนไม่น้อยน่าจะได้ฟังกันบ้าง แต่ “ศิลปวัฒนธรรม” ก็ขอนำแง่มุมที่น่าสนใจมาบอกเล่าอีกครั้ง

ในการพูดคุยครั้งนี้ อาจารย์แต่ละท่าน รวมถึง “ปีเตอร์ เดรี่ย์” นักแสดงน้องใหม่ดาวรุ่ง ต่าง “เมาธ์” กันอย่างออกรส ไม่ว่าจะเป็น ครูหนิง-พันพัสสา ที่บอกเล่าถึงเบื้องลึกเบื้องหลังการถ่ายทำ การออกแบบตัวละครให้มีเส้นทางที่ต่างกัน ทว่าลงตัว

เสริมด้วยครูบัว-ปริดา หนึ่งในทีมเขียนบทของซีรีส์เรื่องนี้ก็ให้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของซีรีส์ รวมถึงความยากง่ายในการเขียนบท ที่หยิบยกมาทั้งเลิฟไลน์ ประวัติศาสตร์ สังคม การเมืองมาเต็มขั้น ทำอย่างไรให้เกลี่ยลงตัวจนคนดูอิ่มแต่ไม่เอียน

ส่วน ครูดิว-นัทธนัย ก็ไม่น้อยหน้า จัดเต็มข้อมูลเกี่ยวกับ “ซีรีส์วาย-เกย์” ที่รีเสิร์ชมาทั้งชีวิต ทั้งยังถกเถียงและให้ข้อสังเกตถึงคำถามว่าสรุปแล้ว “Shine The Series” เป็นซีรีส์วายหรือเกย์กันแน่ ?

ด้าน ปีเตอร์ เดรี่ย์ นักแสดงมากฝีมือก็พูดถึงความยากง่ายในการเล่นตัวละครนี้ เนื่องจากตนเองเป็นนักแสดงใหม่ ทำให้มีความท้าทายมากมายในการแสดง ไหนจะต้องทำการบ้านในเรื่องการเมืองและการออกเสียงภาษาไทยให้ชัดเจนเพื่อให้ซีรีส์ออกมาดีที่สุด

ขณะที่อ. แพร รับหน้าที่พูดประเด็น“วรรณกรรม”ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญในการเสวนา โดยผู้แปลซับไทเทิลภาษาอังกฤษของซีรีส์เรื่องนี้ได้วิเคราะห์องค์ประกอบหลายอย่างที่ปรากฏใน Shine The Series ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดด้านวรรณกรรม หนึ่งในนั้นคือฉากของ “ตฤณ-ธันวา” สองคาแรกเตอร์หลักจากซีรีส์ดังกล่าว

✨ “ตฤณ” กับความหมายแห่ง “การเดิน”

หากสังเกต ในเรื่องจะมีตัวละครหลักตัวหนึ่งที่เรามักจะเห็นเขา “เดิน” อยู่เสมอ นั่นก็คือ “ดร. ตฤณ สุวรรณภาสน์” (รับบทโดย อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์)

หลายคนอาจจะคิดว่าการเดินของตฤณ คงเป็นการเดินที่แสนธรรมดาทั่วไป เพราะไม่ว่าซีรีส์หรือละครเรื่องไหน ตัวละครต่างก็ต้องเดิน แต่ในเวทีเสวนาวงนี้เผยว่า สิ่งนี้คือความพิเศษที่สามารถตีความออกมาได้ เช่นที่ อ. แพร บอกว่า การเดินนี้ได้รับอิทธิพลมาจากตัวละครประเภทหนึ่งของชาร์ลส์ โบดแลร์ (Charles Baudelaire) นักกวีมีชื่อชาวฝรั่งเศส เรียกว่า“ฟลาเนอร์”(Flâneur)

“ฟลาเนอร์คือคนที่เดินไปตามถนนหนทางในเมืองไปเรื่อย ๆ จะเห็นว่าตฤณก็เดินไปเรื่อย ๆ หลายฉากของตฤณคือการเดิน ตั้งคำถาม ครุ่นคิด หาคำตอบ บางทีก็เดินอย่างสับสน ร้องไห้ โดยมีฉากหลังเป็นถนนหนทางในกรุงเทพฯ และปารีส” อาจารย์ประจำศูนย์การแปลและการล่ามฯ กล่าว

ฟลาเนอร์มีความสำคัญมากในฝรั่งเศส โดยเฉพาะช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ช่วงนั้นปารีสเป็นมหานครสำคัญของโลก เป็นศูนย์กลางจักรวรรดิอาณานิคม มีกลุ่มชนชั้นกลาง พวกนี้จะมีเวลาว่างเดินชมเมือง ดูและตั้งคำถามกับสถาปัตยกรรมต่างๆ อย่างหอไอเฟล โบดแลร์จึงนำมาสร้างเป็นตัวละครประเภทฟลาเนอร์ ที่ไม่ต้องอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้เป็นกรรมาชีพ แต่ออกเดินเพื่อสำรวจวิถีชีวิตและสิ่งรอบตัว พร้อมกับขบคิดและตั้งคำถาม โดยที่ตัวฟลาเนอร์เองก็มีความพิเศษตรงที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมที่ตัวเองเดินอยู่

อ. แพร เล่าด้วยว่า โบดแลร์ได้จำกัดความสิ่งที่เรียกว่า “ฟลาเนอร์” ในงานของตนเองว่า กลุ่มคนพวกนี้พิเศษ เพราะไม่ต้องอยู่ในภาวะที่หาเงินเลี้ยงชีพ ออกมาดูโลกได้ และการดูโลกของฟลาเนอร์คือการสังเกตการณ์ที่ไม่ต้องเข้าไปอยู่ในโลกตลอดเวลา

ตัดกลับมาที่ตฤณกับความเป็นฟลาเนอร์ อ. แพร อธิบายว่า

“ถ้าเรามาดูตัวตฤณ อย่างที่เปิดมาตั้งแต่แรก ตัวละครตัวอื่นไม่มีใครเดินอย่างตฤณ ถ้าเป็นธันวาก็จะอยู่ในสวนของเขาไป ส่วนเทวีก็จะอยู่แต่ในบ้าน เป็นแม่หญิงงามเรือน ตฤณจึงเป็นตัวละครตัวเดียวที่เดิน ถ้าสังเกตดูดี ๆ เป็นคาแรกเตอร์ที่ใช้ความเป็นฟลาเนอร์ค่อนข้างเยอะ นอกจากนี้ยังใช้การเดินเป็นการดำเนินเรื่องและการตั้งคำถาม รวมไปถึงการหาคำตอบ

การเดินของตฤณทำให้เขาเจอผู้ยากไร้ที่มีอยู่ทั่วไปตามท้องถนนกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2512 เห็นความเป็นไปของประเทศไทยและปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งเวลาเขาเดินก็จะต้องมีอะไร เพราะถ้าไม่มีอะไรก็จะไม่เดิน เช่น เดินตอนคิด, เดินไปในม็อบ, เดินคุยกับวิกเตอร์ เป็นต้น”

ทั้งหมดนี้คือความเป็น“ฟลาเนอร์” ของตฤณที่แฝงไว้ในเรื่อง ซึ่งวิเคราะห์จากแนวคิดทางวรรณกรรม แล้วตฤณเป็นตัวละครที่เติบโตทางความคิด ผ่านความทุกข์ทรมาน จนหาคำตอบให้ตัวเองผ่านภาวะความเป็นฟลาเนอร์ที่แปลกแยกจากสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นที่กรุงเทพฯ ซึ่งตฤณเป็น ดร. หนุ่ม แต่ภูมิหลังเป็นเด็กบ้านสวน ที่ปารีสก็ยังเป็นคนนอกจากประเทศตะวันออก

ภาวะแปลกแยกนี้อธิบายได้ด้วยแนวคิดเรื่องสุนทรียศาสตร์แบบเควียร์ (queer aesthetics) ที่ผู้สร้างได้สอดแทรกไว้ในการเล่าเรื่องด้วย

✨สุนทรียศาสตร์แบบเควียร์ ใน Shine The Series

อ. แพร อธิบายเพิ่มเติมเรื่องนี้ให้เข้าใจมากขึ้นว่า สุนทรียศาสตร์แบบเควียร์ ตามแนวคิดของจูดิธ แจ็ค ฮัลเบอร์สแตม (Judith Jack Halberstam) กล่าวถึงการใช้มิติเวลาและสถานที่ที่แปลกออกไปจากการรับรู้ตามปรกติของสังคม ที่มีมาตรฐานแบบเพศตรง (heteronormative society) ในงานศิลปะ ศิลปินอาจใช้มุมมองแบบเควียร์ในการสร้างงาน เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์แบบเควียร์ ที่คุณค่าแบบเพศตรงไม่สามารถอธิบายได้

เราจะเห็นการใช้มิติสถานที่เควียร์ในเรื่อง Shine เช่น ฉากในห้องลับในห้องสมุดคีตกาลของ “ไกรเลิศ-ณรัน” ซึ่งเต็มไปด้วยความเสน่หาปรารถนาของคนเพศเดียวกัน ที่ไม่มีภาระต่อการสืบพันธ์ุ หรือการใช้เทคนิคทางภาพยนตร์ เพื่อเล่าความเหนือจริง (surreal) ของภาวะความเป็นเควียร์ของตัวละคร เห็นได้จากฉากธันวาเดินเข้าหาตฤณในสวน ในขณะที่คนอื่นหยุดนิ่งเหมือนเวลาหยุดนิ่งไปด้วย และในขณะนั้นมีเพียงตฤณและธันวาที่เคลื่อนไหว นำไปสู่การจูบ ซึ่งเป็นการที่ตฤณเข้าสู่สภาวะเควียร์เป็นครั้งแรก หรือการเปลี่ยนสีไฟเป็นสีน้ำเงินระหว่างตฤณอาบน้ำ ก็สะท้อนความเป็นเควียร์ที่สอดแทรกเข้ามาในตัวตฤณว่ามีความรู้สึกเริ่มชอบผู้ชายด้วยกัน

สุนทรียศาสตร์แบบเควียร์ยังปรากฏเด่นชัดในความสัมพันธ์ระหว่างธันวากับตฤณแบบที่ไม่ปรากฏกับตัวละครตัวอื่น เช่น ฉากเปิดใจระหว่างตัวละครทั้งสองที่ชายทะเล ภายใต้ท้องฟ้าสีแปลกตา แยกไม่ออกว่าเป็นเย็นหรือค่ำ ซึ่งเป็นสีท้องฟ้าแบบ “วานิลลา สกาย” ในฉากสุดท้ายที่ปารีส เมื่อทั้งสองคนกลับมาพบกันอีกครั้ง ความเควียร์ที่ปรากฏบนสีของท้องฟ้าสะท้อนอิทธิพลศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ ที่สีสันของช่วงเวลาเฉพาะกลายเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในความทรงจำของมนุษย์คู่หนึ่ง

การแสดงออกของตัวละครผ่านซีรีส์ ไม่ได้มีเพียงแค่ตฤณเท่านั้น แต่ยังปรากฏอยู่ในตัวละครอย่าง “ธันวา” (รับบทโดย มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง) อีกด้วย

✨ ฉากเปิดหันหลังของ “ธันวา” ที่บอกทุกอย่างภายในซีนเดียว

ถ้าใครจำฉากเปิดอีพีแรกของซีรีส์เรื่องนี้ได้ คงจะเห็นว่าธันวาเป็นตัวละครที่หันหลังแล้วหันหน้ามาพร้อมกับเล่นกีตาร์ไปด้วย ซีนนี้บางคนอาจจะไม่คิดอะไร แต่ถ้าในมุมมองของภาพยนตร์มีความพิเศษมาก ถึงขั้นบอกจุดเริ่มต้นและจุดจบได้เลย

อ. แพร ผู้แปลซับไทเทิลเป็นภาษาอังกฤษของซีรีส์ บอกว่า “ฉากนี้ถ้ามองในมุมไวยากรณ์ภาพยนตร์ Cinematography (การถ่ายภาพยนตร์)เรารู้เลยว่าเรื่องนี้เล่าเรื่องย่อให้ฟังจนจบแล้ว คือเปิดด้วยธันวาหันหลังแล้วหันหน้ามา

เรื่องนี้ธันวาเป็นเมนคาแรกเตอร์ แล้วเรากำลังจะเล่าว่าเขามาจาก Far side of the moon สู่การค้นพบตัวเองได้อย่างไร ครบสมบูรณ์ด้วยไวยากรณ์ของภาพยนตร์ เล่าแค่ 2 วินาทีเท่านั้น จะเห็นว่ากล้องโฟกัสที่ธันวาตั้งแต่แรก คนอื่นไม่ได้โฟกัสในลักษณะเดียวกัน และจะพบว่าหากมองจากมุมกล้อง เรื่องนี้เริ่มที่ธันวาและตฤณ และจบลงด้วยฉากของตฤณและธันวาเช่นกัน”

เมื่อได้ฟังบทวิเคราะห์ในมุมนี้ ครูหนิง-พันพัสสา หนึ่งในผู้กำกับของซีรีส์ก็เห็นด้วย ทั้งยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถ่ายทำไว้ว่า

“จริง ๆ ในเชิง composition (องค์ประกอบ) หรือ blocking (ตำแหน่ง)ที่ดีที่สุดคือหันหลังอยู่แล้ว ในการแสดงหรือการกำกับ เวลาเปิดตัวศิลปิน หันหลังคือดีที่สุด หันหน้าแบบเต็มตัวคือรองลงมา อันนี้คือตามสูตร เราเลยเลือกแบบนั้นให้ธันวา”

อีกหนึ่งอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือฉากหนึ่งในซีรีส์ที่ธันวานอนในสระลม ฉากนี้ อ. แพร เล่าว่ามีความคล้ายคลึงกับภาพ “Vitruvian man” ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci)

“ธันวาฉากนี้ จริง ๆ ครั้งแรกเห็นแล้วนึกถึง Vitruvian man ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ภาพนี้เป็นภาพคลาสสิกมากของการแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบของมนุษย์ผู้ชาย ที่สมส่วนทุกมิติ ซึ่งมันเหมือนเป็นการไป Queer ภาพผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ เพราะธันวาคือแตกสลาย ไม่มีความสมบูรณ์แบบใด ๆ”

ยังมีอีกฉากที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นความสมบูรณ์แบบของมนุษย์ผู้ชาย ซึ่ง ครูหนิง-พันพัสสา เล่าในเวทีเสวนาว่า หากสังเกตฉากที่ไกรเลิศเปลือยอยู่ในห้องสมุดคีตกาล เราจะเห็นรูปปั้นเดวิดอยู่ข้าง ๆ ซึ่งรูปปั้นนี้สื่อถึงมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ เป็นความเป็นชายในอุดมคติที่ไกรเลิศต้องแบกรับ

ทั้งหมดนี้ทำให้“Shine The Series” ไม่เพียงให้ความสนุกและความประทับใจแก่ทุกคนที่ได้ดู แต่ยังเป็นซีรีส์ที่สร้างสรรค์และยกระดับสุนทรียศาสตร์ทุกด้าน ทั้งบท การแสดง การถ่ายทำ การกำกับ การตัดต่อ ขณะเดียวกัน องค์ประกอบทางศิลปะก็มีส่วนสำคัญในการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนให้ปรากฏเป็นภาษาภาพได้อย่างงดงาม เพราะอารมณ์มนุษย์หลายอย่างไม่สามารถสื่อสารผ่านการแสดงหรือบทพูดได้เพียงอย่างเดียว

นอกจากการใช้เทคนิคทางภาพยนตร์แล้ว “ดนตรี” ยังเป็นสิ่งที่ช่วยขับเน้นเรื่องราวให้กินใจมากขึ้น เพลงในซีรีส์ทุกเพลงมีบทบาทในการเล่าเรื่องหรือถ่ายทอดประเด็นสำคัญในทุกอีพี อย่างเพลง “Half of Everything” ที่สื่อประเด็นลึกซึ้ง คือการเลือกมองเพียงด้านใดด้านหนึ่งของมนุษย์ออกมาเป็นเพลงที่ไพเราะกินใจ

ความสนุกในการขบคิด “Shine The Series” ผ่านมุมมองของวรรณกรรมยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ใครอยากฟังมากกว่านี้ จุใจกว่านี้ สามารถติดตามได้ในคลิปด้านล่างเลย!

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 ตุลาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดนัย “Shine The Series” ผ่านแนวคิดวรรณกรรมในวงเสวนา ที่อักษร จุฬาฯ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...