โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'อยู่กันอย่างอดออม' : การครองชีพสมัยสงคราม (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 ต.ค. 2568 เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2568 เวลา 02.00 น.

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

‘อยู่กันอย่างอดออม’

: การครองชีพสมัยสงคราม (จบ)

ความยากลำบากของประชาชน

ความขาดแคลนสินค้าในช่วงสงคราม ลาวัณย์ โชตามระ บันทึกว่า สินค้าอุปโภคบริโภคเริ่มขาดแคลน แม้นมีเงินก็หาซื้อไม่ได้ พ่อค้าต้องแจ้งปริมาณสินค้าในความครอบครองต่อกระทรวงพาณิชย์ การแจกกระจายสินค้าต้องใช้ระบบปันส่วนตามทะเบียนสำมะโนครัวเรือนโดยทางอำเภอเป็นผู้กำหนดให้ เช่น ข้าวสาร น้ำตาล เทียนไข และไม้ขีดไฟ มีการเข้าคิวเพื่อซื้อสินค้า ประชาชนชนสามารถซื้อข้าวสารได้ครั้งละ 5 ลิตร น้ำตาลทราย 1 กิโล เทียนไข 1 ห่อ มี 10 เล่ม ไม้ขีดไฟ 2 กลัก สำหรับแต่ละครอบครัวที่มีจำนวนไม่เกิน 5 คน (ลาวัณย์, 2527, 183-184)

เมื่อเกิดสงคราม สินค้าในพระนครขยับราคาขึ้นสูง บางชนิดขาดตลาดไป บางชนิดมีการควบคุม บางชนิดถึงกับมีการปันส่วนกันเลยทีเดียว เช่น ข้าวสาร น้ำตาล ไม้ขีดไฟ น้ำมันก๊าด ต้องเข้าแถวซื้อกันตามร้านค้าที่รัฐบาลกำหนดให้ ทุกคนต้องแสดงทะเบียนสำมะโนครัวเป็นหลักฐานในการยื่นขอซื้อ (lek-prapai.org)

ข้าราชการมหาดไทยคนหนึ่งเล่าว่า “…อาหารการกินก็ขาดแคลน ต้องมีการปันส่วนตามคูปอง เสื้อผ้าข้าราชการก็เริ่มปุปะ เพราะสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาไม่ได้ เครื่องแบบข้าราชการหันไปใช้ผ้าฝ้ายไทยทอด้วยมือเป็นส่วนมาก…” (จำนง เทพหัสดิน ณ อยุธยา, 2520, 12-13)

สินค้าอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นช่วงสงคราม

ยางรถยนต์ยี่ห้อ “กู๊ดน็อต”

ท่ามกลางความขาดแคลนสินค้าที่ไทยผลิตไม่ได้เอง ด้วยเหตุจากเส้นทางการขนส่งถูกปิดกั้นจากสัมพันธมิตรทำให้สินค้าจำเป็นหลายชนิดขาดแคลน ดังชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ หากรถยนต์ใครเสียต้องไปหาซื้อจากอะไหล่ชิ้นส่วนรถยนต์เก่าและต้องจ้างโรงกลึงปรับแต่งให้ใช้ได้เอาเอง ในช่วงแรกสงคราม ยางรถยนต์ จากยุโรปและอเมริกาขาดตลาด ไม่ว่าจะเป็นยางรถยนต์ยี่ห้อกู๊ดเยียร์ มิชลินมีขายแต่ในตลาดมืดเท่านั้น ต้องหายางรถยนต์ของญี่ปุ่นมาใช้ทดแทน ต่อมา กองทัพญี่ปุ่นก็สงวนไว้สำหรับกิจการกองทัพไม่ขายให้คนไทย โดยเฉพาะขนาดขนาด 32×6 ที่ใช้สำหรับรถบรรทุก หากใครต้องการต้องหาซื้อจากตลาดมืดอันเป็นโลกการค้าของนักเซ็งลี้เท่านั้น (อาจินต์ ปัญจพรรค์, 2541, 167-168)

ครั้งนั้น ยางรถยนต์ต่างๆ ขาดแคลน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยางรถยนต์โดยสารขาดแคลนมากจำต้องวิ่งถนอมยาง หากยางรั่วยางซึมครั้งนั้นช่างจะปะยางในด้วยผ้าใบกันรั่วกันซึมบางทีต้องใช้น็อตขันเอาไว้ จนกระทั่งคนสมัยสงครามเรียก ยางรถยนต์กู๊ดเยียร์จากต่างประเทศที่ปะด้วยผ้าใบและขันน็อตอันเป็นนวัตกรรมของช่างในช่วงสงครามว่า “กู๊ดน็อต” (พล.ต.อ.จำรัส มัณฑุกานนท์, 2521, 75)

แม้กระทั่งน้ำมันก๊าดที่ใช้จุดไฟแสงสว่างครั้งนั้นก็ขาดแคลน ชาวบ้านต้องเคี่ยวน้ำมันมะพร้าวจุดตะเกียงแทนน้ำมันก๊าด น้ำมันมะพร้าวบางส่วนเก็บเอาไว้ทำอาหาร ส่วนผ้าโจงกระเบนที่ไม่ได้ใช้แล้วด้วยสมัยรัฐนิยมส่งเสริมให้นุ่งผ้าถุงหรือกระโปรง ชาวบ้านนำผ้าโจงกระเบนมาตัดทำเป็นผ้าถุงได้ถึง 2 ผืน (lek-prapai.org)

จักรยานญี่ปุ่น สินค้าที่เขาทดแทนสินค้าจากยุโร

ผลิตสินค้าทดแทน

รัฐบาลเข้าแก้ไขปัญหาความขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าอื่นๆ อันจำเป็นแก่การดำรงชีวิตของประชาชนโดยใช้ 2 วิธีการ คือ การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชดเชยในส่วนที่ขาดไป และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าดังนี้

การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชดเชยเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นก่อน อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นสงครามไทยยังมีศักยภาพอุตสาหกรรม ไม่ขาดแคลนเครื่องจักรในระดับอุตสาหกรรม ดังจะเห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งกล่าวถึงการผลิตผ้าเพื่อชดเชยการขาดแคลนว่า “…เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ยืนยันว่า ประเทศไทยมีเจตจำนงที่จะปลูกฝ้ายให้มากยิ่งขึ้น ประเทศไทยมีที่ดินและกรรมกรเพียงพอที่จะดำเนินการให้สมประสงค์ได้ ทั้งเครื่องปั่นและเครื่องทอที่จำเป็นก็สามารถผลิตเองได้เพียงพอในประเทศ…” (สมศักดิ์ นิลนพคุณ, 2527, 47-48)

ต่อมาในช่วงปลายสงคราม เครื่องจักรอุตสาหกรรมเริ่มไม่เพียงพอทำให้รัฐบาลต้องพึ่งการผลิตด้วยมือในผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคควบคู่ไปด้วย ความขาดแคลนเครื่องจักรอุตสาหกรรมได้รับการเน้นย้ำในบันทึกการประชุมที่ประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 6-8 พฤศจิกายน พ.ศ.2486 ของกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ว่าทรงได้เจรจากับผู้แทนของญี่ปุ่นถึงความจำเป็นที่ต้องการเครื่องจักรโดยระบุตอนหนึ่งว่า “การบำรุงเศรษฐกิจโดยการจัดตั้งโรงงาน เช่น โรงงานน้ำตาล โรงงานทอผ้านั้น ดำเนินไปถึงไหนแล้ว ฉันตอบว่ายังอยู่ในการเจรจากัน เพราะข้อเรื่องเครื่องจักรในตอนนี้ได้ทำความตกลงกันว่า จะตั้งโรงงานทอผ้าขึ้น เพราะมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะราษฎร ชาวนา ไม่มีผ้าจะใช้ บางแห่งต้องเปลือยกายก็มี บางแห่งนักเรียนในครอบครัวเดียวกันต้องผลัดกันไปโรงเรียน เพราะผ้ามีไม่ทั่วถึง ด้วยเหตุนี้รัฐบาลญี่ปุ่นช่วยให้ประเทศไทยได้เครื่องจักรเกี่ยวกับการทอผ้าจะเป็นการดีมาก…” (สมศักดิ์, 48)

สินค้าจากห้างญี่ปุ่นในช่วงสงคราม

การขายของเก่าและการประยุกต์สินค้า

ในระหว่างสงคราม สินค้าจากต่างประเทศเริ่มขาดแคลน ม.ล.ฟ่อน สนิทวงศ์ เล่าว่า ชาวพระนครขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพต่างก็นำสมบัติเก่าในบ้านออกมาขายเพื่อนำเงินมาประทังชีวิต ในขณะที่การกักตุนสินค้าและตลาดมืดทำให้เกิด “เศรษฐีสงคราม” ขึ้น คนพวกนี้มีเงินมาก อยากได้สินค้าอะไรก็สามารถหามากินมาใช้ได้อย่างสบาย

ม.ล.ฟ่อน เจ้าของร้านเสื้อสมัยนั้นเล่าว่า เธอต้องนำถ้วยชามยุโรปและญี่ปุ่นที่สะสมไว้ตั้งแต่ก่อนสงครามออกมาขาย รวมทั้งนำผ้าลายดอกม้วนสำหรับตัดเสื้อมาจำหน่ายเป็นเมตรได้ราคาดีกว่านำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าด้วยผ้าลายดอกและผ้าลายสองไม่ใช่สินค้าควบคุมเหมือนผ้าดิบ (ม.ล.ฟ่อน, 2520, 18-19)

เครื่องนุ่งห่มขาดแคลนแม้กระทั่งกิ๊บหนีบผม กระดุมเสื้อ เข็มกลัดสวยๆ ก็ขาดแคลน ม.ล.ฟ่อนจึงนำมาออกแบบใหม่เพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าสตรีที่มีคู่รักเป็นทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศด้วยการออกแบบตกแต่งเข็มกลัดให้มีกระบี่ มีสมอเรือ มีกงจักร ให้มีเครื่องหมายทหารแทรก เครื่องตกแต่งกายที่ออกเป็นสัญลักษณ์ทหาร

ม.ล.ฟ่อนเล่าว่า เครื่องประดับแนวทหารขายดิบขายดีมาก ประดิษฐ์จนไม่มีเวลากินข้าว เธอประยุกต์นำกระดุมเม็ดใหญ่สำหรับติดเสื้อกันหนาวมาเลื่อยผ่าครึ่งและเลื่อยส่วนที่เป็นรูและฉลุเอาแต่ขอบวงนอกแล้วนำมาตกแต่งด้วยดอกไม้ โบ ดาวประดิษฐ์เป็นกิ๊บติดผมขายได้หมดเกลี้ยง (ม.ล.ฟ่อน, 2520, 19)

ในช่วงสงครามแม้นสินค้านำเข้าจำนวนมากจะขาดแคลนทำให้ความเป็นอยู่และความสะดวกสบายของคนไทยจะขัดสนก็ตาม แต่รัฐบาลพยายามควบคุมราคาสินค้าและส่งเสริมการผลิตเพื่อทดแทนก็ตามแต่ไม่ช่วยให้ภาวะขาดแคลนสินค้าลดลง อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานั้น สังคมไทยเรียนรู้การประยุกต์และประดิษฐ์สินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้าได้บ้าง

ด้วยไทยเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ความขาดแคลนสินค้าในไทยช่วงปลายสงคราม ทางกองทัพญี่ปุ่นได้จัดหาสินค้าของญี่ปุ่นมาจำหน่ายให้คนไทยในราคาถูก แม้ของเล่นเป็นสินค้าขาดแคลนเช่นกัน แต่ของเล่นนั้นจะขายให้เฉพาะเด็กเท่านั้น ดังนั้น บางบ้านจึงให้ลูกๆ ไปเข้าแถวเพื่อขอซื้อแล้วมาจำหน่ายต่อเพื่อเอากำไร เช่น ห่านเซลลูลอยด์ของเล่นซื้อมาตัวละ 2 บาท สามารถขายต่อได้ถึง 12 บาท (ม.ล.ฟ่อน, 2520, 20)

พล.ต.เนตร เขมะโยธิน เล่าถึงภาวะสินค้าขาดแคลนช่วงปลายสงครามว่า หลังจากนายควง (2487) ขึ้นเป็นนายกฯ ภายหลังจากจอมพล ป.ลงจากอำนาจแล้ว การบริหารงานของรัฐบาลใหม่โอนอ่อนต่อความต้องการของญี่ปุ่นมากกว่าเดิมและ “ยิ่งสงครามยืดเยื้อไปนานเพียงใด ประชาชนพลเมืองก็ได้รับความอดอยากขาดแคลนยิ่งขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มตลอดจนยารักษาโรคมีจำนวนน้อยลงทุกทีและมีราคาสูงลิ่ว” (เนตร เขมะโยธิน, 2500, 93)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘อยู่กันอย่างอดออม’ : การครองชีพสมัยสงคราม (จบ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...