โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เนรเทศไม่เป็นไร ข้าเกิดใหม่พร้อมคลังเสบียง!

นิยาย Dek-D

อัพเดต 14 ม.ค. เวลา 06.36 น. • เผยแพร่ 20 ก.ย 2568 เวลา 01.23 น. • ฮาจิฮาจิ
ถูกเนรเทศ…!? เรื่องเล็ก! เพราะข้าเกิดใหม่พร้อมคลังเสบียงไร้ขอบเขต

ข้อมูลเบื้องต้น

เนรเทศไม่เป็นไร ข้าเกิดใหม่พร้อมคลังเสบียง!

ถูกเนรเทศ…!? เรื่องเล็ก! เพราะข้าเกิดใหม่พร้อมคลังเสบียงไร้ขอบเขต

บทที่ 1 องค์ชายองค์หญิงผู้สิ้นวาสนา (?)

บทที่ 1

องค์ชายองค์หญิงผู้สิ้นวาสนา (?)

แคว้นต้าเซี่ย

ณ วังหลวง

ยามวิกาลก่อนออกเดินทาง

ภายในตำหนักขององค์หญิงสี่

แม้ตำหนักแห่งนี้จะกว้างใหญ่โอ่อ่าเพียงใด หากยามนี้กลับเงียบสงัดวังเวงชวนให้ขนหัวลุก อันเนื่องมาจากไร้เงาของนางกำนัลและขันที

ท่ามกลางความเงียบงันนั้น เด็กสาววัยกำดัดดวงหน้างดงามอ่อนหวาน ทว่าซีดเซียวไร้สีเลือด ค่อยๆ ปรือตาขึ้น สายตาที่แสดงออกถึงความมึนงงสับสนกวาดมองไปรอบๆ ห้อง

เครื่องเรือนแต่ละชิ้นทำจากไม้ ถูกแกะสลักลวดลายวิจิตรสวยงาม ม่านข้างเตียงปักลายอย่างประณีตงดงาม แต่มองอย่างไรก็ให้รู้สึกแปลกนัก เพราะบรรยากาศของห้องนี้เหมือนหลุดมาจากยุคโบราณไม่มีผิด

คิดมาถึงตรงนี้ ดวงตาที่สับสนพลันเบิกโพลงอย่างตกใจ

ยุคโบราณ!?

พลันนั้นเอง จู่ๆ ศีรษะก็เจ็บแปลบ ก่อนความทรงจำของใครบางคนที่ไม่ใช่ของเธอจะถาโถมเข้ามาในหัว

เด็กสาวยกมือแตะขมับด้วยความเจ็บปวด

เจ้าของร่างนี้นามว่า ‘เซี่ยหยู่’ องค์หญิงลำดับที่สี่แห่งราชวงศ์เซี่ย กำเนิดจากหวงกุ้ยเฟยและองค์จักรพรรดิ

องค์หญิงเซี่ยหยู่มีน้องชายที่คลานตามกันมาคนหนึ่ง นามว่า ‘เซี่ยอวี้’ องค์ชายลำดับสาม เด็กคนนั้นอายุ 5 ขวบ

ด้วยอายุที่ห่างกันมากพี่น้องคู่นี้จึงไม่ค่อยสนิทกันนัก

หวนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้ จู่ๆ จักรพรรดิก็เรียกองค์หญิงเซี่ยหยู่กับองค์ชายเซี่ยอวี้เข้าเฝ้าที่ท้องพระโรง

ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม ขันทีคนสนิทของจักรพรรดิก็สั่งให้สองพี่น้องคุกเข่ารับราชโองการ

“ฟ้าดินยิ่งใหญ่เหนือสรรพสิ่ง เคราะห์ร้ายซ้ำซากมิอาจคลี่คลาย พายุทำลายไร่นา แผ่นดินแห้งแล้ง ประชาชนทั่วแคว้นต้าเซี่ยต่างโอดครวญ โหรหลวงตรวจฟ้า เห็นลางร้ายผูกพันชะตาองค์ชายสามเซี่ยอวี้ หากไม่รีบแก้ไข ราชวงศ์ต้าเซี่ยย่อมสั่นคลอน…

เพื่อปลอบประโลมความทุกข์ยากของประชาชน จักรพรรดิทรงประกาศพระราชโองการส่งองค์ชายสามลงใต้ ฟื้นฟูดินแดน โดยให้องค์หญิงสี่เสด็จตามไปด้วย…องค์หญิงสี่ องค์ชายสาม โปรดรับราชโองการ”

จบคำประกาศ ขุนนางในท้องพระโรงต่างฮือฮา บางคนสมเพช บางคนสะใจ และส่วนน้อยที่แสดงออกถึงความสงสาร

เซี่ยหยู่อยากจะหัวเราะดังๆ

ขับไล่เด็กน้อยคนหนึ่งแล้วฝนจะตกตามฤดูกาลหรืออย่างไร

ขี้เยี่ยวไม่ออกก็โทษคนอื่น นิสัยแบบนี้อย่าเรียกตัวเองว่าจักรพรรดิเลย ต้องเรียกตัวเองว่า หัวหน้าอันธพาลนิสัยท็อกซิกถึงจะถูก!

อย่างไรก็ตาม องค์ชายสามยังเยาว์วัยเกินกว่าจะเข้าใจราชโองการ แต่ก็ฉลาดพอจะจับสังเกตจากสีหน้าของทุกคน เมื่อเห็นบรรยากาศตึงเครียด องค์ชายเซี่ยอวี้จึงเบะปากแล้วร้องไห้

น้ำตาเม็ดโตทั้งบริสุทธิ์และไร้เดียงสาขององค์ชายน้อยเซี่ยอวี้สั่นสะเทือนหัวใจของใครหลายคน

แต่ทว่า ราชโองการฉบับนี้ต้องการลดทอนอำนาจของหวงกุ้ยเฟยและตระกูลซินที่เป็นบิดาของพระนาง ต่อให้มีใจอยากช่วยองค์หญิงองค์ชายทั้งสองพระองค์ แต่กลับไม่มีใครกล้าเอ่ยวาจาใดออกมา

ขนาดหวงกุ้ยเฟย ถึงไม่ได้ถูกถอดออกจากตำแหน่ง หากก็ไม่สามารถออกจากตำหนักได้ จึงไม่อาจออกมาปกป้องบุตรรักทั้งสอง

เรียกได้ว่าแผนลดทอนอำนาจตระกูลซินครั้งนี้ ถูกจักรพรรดิวางกลยุทธ์ไว้อย่างแยบยล

ขันทีคนสนิทได้แต่แสดงสีหน้าจนใจ ก่อนจะบอกให้องค์หญิงเซี่ยหยู่รับราชโองการแทนองค์ชายสาม

หากใครจะคาดคิด บัดนี้องค์หญิงสี่ช็อคจนหมดสติเสียก่อนแล้ว

..

..

หลังจากมีราชโองการ ตำหนักขององค์ชายและองค์หญิงก็สับสนอลหม่าน

เหล่านางกำนัลและขันทีเก็บกวาดข้าวของเตรียมหนี ทุกคนต่างหาทางรอดให้กับตัวเอง

เพียงไม่นาน ภายในตำหนักขององค์ชายน้อยก็ว่างเปล่า เหล่านางกำนัลกับขันทีใช้จังหวะวุ่นวายขโมยของมีค่าขององค์ชายจนเกลี้ยง ข้างกายองค์ชายตอนนี้จึงเหลือแค่แม่นมกับเสียงร้องไห้โฮของเด็กชาย

“อย่าไป…อย่าทิ้งข้า! ฮือออ!”

องค์ชายน้อยร้องไห้โฮเหมือนใจจะขาด ไม่รู้เลยว่าทำไมนางกำนัลกับขันทีที่เป็นเพื่อนเล่นถึงได้ทอดทิ้งเขาไปทีละคน

เด็กน้อยร้องจนหลับ แต่ก็สะดุ้งตื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อตระหนักว่าพรุ่งนี้เช้าต้องออกจากวัง น้ำตาใสก็ร่วงเผาะบนแก้มกลมป้อมอีกครั้ง

ในด้านขององค์หญิงสี่ ยามนี้ยังหมดสติด้วยอาการช็อค

..

..

ย้อนกลับมาปัจจุบัน

องค์หญิงเซี่ยหยู่…หรือแท้จริงคือเซี่ยหยู่ หญิงสาวจากศตวรรษที่ 21 ตื่นขึ้นมาในห้องที่เงียบสงัดและมืดมิด

จากอาการช็อคอย่างรุนแรง วิญญาณขององค์หญิงเซี่ยหยู่ตัวจริงออกจากร่างตั้งแต่ตอนนั้น ทำให้ ‘เซี่ยหยู่’ หญิงสาวผู้มีชีวิตแสนจะธรรมดาและอยู่ในวัย 31 แต่ก็กลับยังไม่ได้แต่งงานเข้ามาสวมร่างนี้แทน

พอคิดมาถึงตรงช่วงท้ายๆ เซี่ยหยู่ก็ทอดถอนหายใจออกมาอย่างเจ็บปวด

ยังไม่ทันได้วางแผนว่าจากนี้จะทำอย่างไรต่อ เสียงแจ้งเตือนประหลาดพลันดังขึ้นในศีรษะ

[ติ๊ง! ระบบคลังสวรรค์ไร้ขอบเขตกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง]

เซี่ยหยู่เบิกตาโพลงอีกรอบ รีบยกมือขึ้นมองข้อมือของตัวเองตามสัญชาตญาณ

เมื่อเห็นกำไลหยกที่เป็นสมบัติเอาไว้ดูต่างหน้าของคุณตาจากโลกเดิมยังอยู่บนข้อมือ เธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

กำไลหยกยังอยู่สินะ…

หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง ดวงตากลมโตของเธอก็กระพริบตาปริบๆ วินาทีต่อมา ดวงตาคู่นั้นพลันเปล่งประกายและเต็มไปด้วยแผนการ

บทที่ 2 คลังสวรรค์ไร้ขอบเขต

บทที่ 2

คลังสวรรค์ไร้ขอบเขต

เซี่ยหยู่ไม่รอช้ารีบตรวจสอบของที่สะสมในคลังสวรรค์ไร้ขอบเขตในทันที

หมุนกำไลเบาๆ หนึ่งครั้ง ร่างทั้งร่างก็หายเข้ามาอยู่ในมิติ

เซี่ยหยู่สูดหายใจเอากลิ่นอายบริสุทธิ์เข้ามาเต็มปอด กลิ่นสดชื่นของอากาศในมิติแผ่ซ่านไปทั่วร่าง อาการปวดหัวและเหนื่อยล้าของเจ้าของร่างเดิมก็หายสิ้น

เดิมที มิติสวรรค์แห่งนี้เป็นเพียงพื้นที่ว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าสีเขียว บนสุดคือท้องฟ้าสีครามอันไร้ขอบเขต ถัดมาคือทะเลสาบใสกระจ่างส่องประกายระยิบระยับ

กลางมิติยังมีบ่อน้ำพุใสแวววาว เหนือผิวน้ำก็คือไอวิญญาณ

เซี่ยหยู่มองสวนสมุนไพร สวนผัก สวนผลไม้และทุ่งข้าวนานาชนิดที่นางเคยกวาดเข้ามิติ ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย…ดีมาก

ภายในโกดังเก็บของก็มีอาหารสด อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยาเม็ด สมุนไพรสด สมุนไพรตากแห้ง เมล็ดพันธุ์ผักและผลไม้ ข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวโพด ข้าวฟ่าง เกลือ น้ำตาลและอื่นๆ

เมื่อเห็นว่าของในมิติติดตามมาด้วย เซี่ยหยู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะเดินมายังหอคอยสูงตระหง่านสีขาวหลายชั้นที่ตั้งอยู่กลางมิติ

หอคอยนี้เก็บความลับฟ้าดินมากมาย ในแต่ละชั้นจะมีกุญแจล็อคอย่างแน่นหนา การปลดล็อคแต่ละชั้นต้องมีเงินในคลังครบตามเป้า

ในชาติก่อน เซี่ยหยู่กวาดทรัพยากรและรวบรวมเงินทองที่ตนมีทั้งหมดเข้ามาในมิติ แม้ไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่ก็สามารถปลดล็อคชั้น 1 ได้แล้ว

ชั้น 1 เป็นสถานที่เก็บตำราพื้นฐาน หากเรียนรู้ครั้งหนึ่ง ศักยภาพทางร่างกายก็จะเพิ่มขึ้นและติดตัวตลอดชีวิต

เซี่ยหยู่เพิ่มค่าพลังชีวิต ความทนทาน ความคล่องตัว พลังปราณ รวมถึงวิชาตัวเบา

หลังจากตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นางก็เดินออกมาจากมิติ พร้อมกับมุมปากที่กระตุกเป็นรอยยิ้ม

“ไหนๆ ก็จะถูกขับไล่ออกจากวังนี้แล้ว งั้นก็ขอเก็บกวาดต้นทุนมาอัพเกรดมิติหน่อยเถอะ!”

เซี่ยหยู่อดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่า หากอัพเกรดมิติสวรรค์จนถึงชั้นสูงสุด นางจะกลายเป็นเทพเจ้าเลยหรือไม่

..

..

ตอนที่เซี่ยหยู่ตั้งท่าลุกจากเตียง เสียงของหญิงคนหนึ่งกลับดังขึ้น

“อะ องค์หญิง ท่านฟื้นแล้วหรือ!”

สิ้นเสียงตื่นเต้นดีใจนั้น ร่างของนางกำนัลคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า ในอกของนางคือห่อผ้าใบใหญ่

ท่ามกลางความมืดสลัว เซี่ยหยู่เพ่งตามองนางกำนัลตรงหน้าพร้อมกับค้นหาความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม

นางกำนัลคนนี้จะมีชื่อว่า ‘ลี่ถิง’ เดิมทีเป็นนางกำนัลในตำหนักของหวงกุ้ยเฟย ภายหลังถูกส่งมาให้รับใช้องค์หญิงเซี่ยหยู่

เนื้อแท้ขององค์หญิงเซี่ยหยู่นั้นถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมและตามใจ นิสัยของนางจึงไม่ค่อยน่ารักสักเท่าไร วันนี้…วันที่นางตกต่ำ เหล่านางกำนัลและขันทีที่เคยรับใช้ข้างกายพร้อมใจกันเก็บของหนีอย่างไม่ลังเล เหลือเพียงลี่ถิงคนเดียวที่ยังซื่อสัตย์

ครั้นเห็นองค์หญิงเซี่ยหยู่ฟื้นจากอาการสลบไสลที่ยาวนาน ทั้งสีหน้ายังกลับมาสงบเยือกเย็น ความกลัดกลุ้มของลี่ถิงก็ค่อยผ่อนคลายลง

หญิงสาววางห่อผ้า ก่อนจะทรุดลงนั่งแทบเท้าขององค์หญิงแล้วปล่อยโฮอย่างสุดจะกลั้นออกมา

“ฮื่อ…หม่อมฉันคิดว่าองค์หญิงจะไม่ฟื้นแล้ว ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณสวรรค์…ฮื่อๆๆ”

หลังจากองค์หญิงหมดสติและไม่ฟื้นขึ้นมาเสียที หมอหลวงหลายคนผลัดกันเข้ามาตรวจดูอาการ ต่างก็วินิจฉัยตรงกันว่าอาการนี้ไม่ได้เกิดจากร่างกายที่ป่วย แต่สาเหตุมาจากจิตใจที่ถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจึงไม่อาจรักษาได้ องค์หญิงจะฟื้นขึ้นมาหรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับเจ้าตัว

ถึงอย่างนั้น ราชโองการส่งองค์หญิงไปชายแดนหาได้เปลี่ยนแปลงไม่

ลี่ถิงนั้นทางหนึ่งก็เฝ้าองค์หญิง ทางหนึ่งก็เก็บของเตรียมออกเดินทาง ใครบ้างที่แอบหยิบของล้ำค่าขององค์หญิงไปนางเองก็จับไม่ได้

เซี่ยหยู่ไม่มีเวลามาปลอบลี่ถิง นางเพียงเหลือบตามองห่อผ้าแล้วเอ่ยถาม “ห่อผ้าอะไรน่ะ”

ลี่ถิงปาดน้ำตาที่ร่วงเป็นสาย สะอึกสะอื้นพร้อมกับตอบว่า “ฮึก…ตอนที่องค์หญิงหมดสติ ขันทีจากตำหนักของหวงกุ้ยเฟยแอบใช้ประตูลับเอาห่อผ้านี้ออกมาให้เพคะ ในนี้เป็นของมีค่าที่หวงกุ้ยเฟยรวบรวมมาได้ เอาไว้ให้องค์หญิงกับองค์ชายใช้ระหว่างเดินทาง แล้วก็…ของใช้อย่างอื่น จวนท่านโหวจะนำมาให้ตอนที่รถม้าออกจากเมืองหลวงแล้วเพคะ”

หวงกุ้ยเฟยคือมารดาของร่างนี้ ส่วนจวนท่านโหวก็คือบ้านของท่านตาแท้ๆ

นอกจากจักรพรรดิหน้าเหม็น ครอบครัวฝ่ายมารดาไม่ได้ทอดทิ้งเด็กทั้งสอง ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวนับว่าดี

“หากท่านโหวอยู่ที่เมืองหลวงละก็ องค์หญิงกับองค์ชายก็คงไม่…”

“ช่างมันเถอะ”

เซี่ยหยู่ขัดจังหวะ ไม่เสียเวลาเอ่ยวาจาให้ฟุ่มเฟือย สั่งเพียงแค่ให้ลี่ถิงรักษาห่อผ้านั้นให้ดี จากนั้นก็ก้าวอาดๆ ออกจากตำหนักด้วยท่วงท่าสง่างาม

ลี่ถิงเผลอขยี้ตามองตามแผ่นหลังที่ทอดไกลออกไปทีละก้าว ใจพลันสั่นสะท้าน

ไม่อยากจะเชื่อ!

องค์หญิงราวกับไม่ใช่คนเดิม ท่าทางองอาจนั้นเหมือนแม่ทัพหญิงที่ทำให้ผู้คนอดยำเกรงไม่ได้

บางที สายเลือดตระกูลซินอาจจะเข้มข้นกว่าพระโลหิตขององค์จักรพรรดิก็เป็นได้

ว่าแต่…

องค์หญิงจะออกไปที่ใดกันหรือ!?

บทที่ 3 วังหลวงสั่นสะเทือน!

บทที่ 3

วังหลวงสั่นสะเทือน!

เซี่ยหยู่หามุมลับ แอบเข้าสู่มิติ เปลี่ยนมาสวมชุดสีดำสนิท ภายใต้แสงจันทร์ นางเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วดุจแมวกลางคืน ดวงตาเปล่งประกายวาววับ

เมื่อลัดเลาะมาถึงตำหนักฮองเฮา เซี่ยหยู่หยิบหน้ากากป้องกันสารเคมีออกมาสวม ก่อนจะเอาเครื่องพ่นสารละอองที่ผสมยานอนหลับสูตรล้มช้างออกมา รมควันคนทั้งตำหนักในพริบตาเดียว

ภายในตำหนักฮองเฮาเต็มไปด้วยของหรูหรามากมาย นางแค่ขยับมือเบาๆ แก้วแหวนเงินทองทั้งหมดก็หายวับเข้ามิติ

[ติ๊ง! ยอดเงินถึงเป้าหมาย ปลดล็อคประตูชั้น 2]

เซี่ยหยู่กะพริบตาปริบๆ อดจะร้อง “โห!” ออกมาไม่ได้

แค่ตำหนักฮองเฮาก็อัพเกรดมิติได้แล้วเรอะ…สุดยอด!

[ติ๊ง! ศูนย์การค้าเปิดใช้งานแล้ว]

“ศูนย์การค้า…? อยากลองแวะเข้าไปดูจัง แต่เอาไว้ทีหลังละกัน”

เด็กสาวเดินต่อจนมาถึงสวนหย่อมข้างตำหนัก นางยกมือกวาดเบาๆ ต้นไม้มงคล ดอกไม้หอมทั้งสวนก็ถูกเก็บเข้ามิติเรียบร้อย ศาลาทรงแปดเหลี่ยมสุดหรูก็ไม่เว้น

เซี่ยหยู่วิ่งลัดเลาะไปยังตำหนักสนมต่อ กวาดเอาของใช้สมบัติเล็กน้อยติดไม้ติดมือมาด้วย

สนมพวกนี้ไร้เส้นสาย สมบัติในตำหนักเลยน้อยนิด แต่ปากมากเกินความจำเป็น เซี่ยหยู่ไม่คิดจะปรานี มือเดียวก็กวาดเอาของมีค่าทั้งหมดของพวกนางมาจนเกลี้ยง

เซี่ยหยู่เคลื่อนไหวต่อ ไม่นานนักก็มาถึงคลังหลวง พลันนั้น ดวงตากลมโตของนางก็ทอประกาย

“โอ๊ะ ข้าวสาร ข้าวสาลี ข้าวขาว…กวาด!”

“หีบเงิน หีบทอง…กวาด!”

“แก้วแหวนเงินทอง กองอัญมณี…กวาดอีก!”

“เครื่องบรรณาการ ไข่มุก ประการัง…เก็บเรียบ!”

“ผ้าไหม ผ้าแพร ผ้าฝ้าย…เก็บอย่าให้เหลือ!”

[ติ๊ง! หอตำราเพิ่มเป็นระดับ 2]

[โฮสต์ต้องการเรียนรู้เลยหรือไม่]

“ได้สิ เรียนเลย”

นางตอบ

เพียงพริบตา พลังกาย พลังปราณพลันเพิ่มขึ้นอีกระดับ ร่างกายเบาสบาย เคลื่อนไหวว่องไวราวกับสายลม

ในขณะวิ่งไปตามเงามืด เซี่ยหยู่ยิ้มบางๆ ด้วยความพอใจ

เมื่อความเหนื่อยล้าหายไปสิ้น เหลือเพียงความฮึกเหิม อีกทั้งท้องฟ้ายังไม่สว่างดี เซี่ยหยู่ไม่รอช้า มุ่งหน้าสู่ห้องเครื่องกับกรมแพทย์หลวง นางยังคงใช้แผนเดิม วางยานอนหลับ ก่อนจะกวาดเอาข้าวของทั้งหมดเข้ามิติรวดเดียว

[ติ๊ง! ทรัพยากรในคลังถึงเป้าหมาย ปลดล็อคประตูชั้น 3]

[ติ๊ง! ความรู้วิชาแพทย์ขั้นต้นเปิดใช้งาน]

[ติ๊ง! ศูนย์การค้าเพิ่มเป็นระดับ 3]

เซี่ยหยู่เก็บกวาดสมบัติในวังหลวงเข้ามิติอย่างเพลิดเพลินราวกับกำลังตามล่าขุมทรัพย์ เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังไม่หยุด

ทว่าขณะวิ่งกลับตำหนักองค์หญิง ใจของนางกลับรู้สึกหนักหน่วง

นอกกำแพงเมือง ชาวบ้านยังอดอยากท่ามกลางภัยแล้ง แต่ภายในวัง สมบัติของจักรพรรดิกลับล้นพระคลัง อาหารในห้องเครื่องก็สุดจะหรูหรา แสดงให้เห็นว่าจักรพรรดิกับขุนนางชั่วขูดรีดประชาชนมาไม่น้อย

คิดมาถึงตรงนี้ เซี่ยหยูก็กลับมาถึงตำหนักแล้ว

เมื่อเห็นองค์หญิงกลับมาอย่างปลอดภัย ลี่ถิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก

นางกำนัลผู้แสนภักดีไม่ได้ถามองค์หญิงว่าไปที่ใดมา ด้วยเกรงว่าองค์หญิงที่กลับมามือเปล่าจะเศร้าเสียใจ แต่กลับกล่าวปลอบเบาๆ

“ไม่เป็นไรเพคะ ของขององค์หญิงหม่อมฉันจัดใส่หีบเรียบร้อยแล้ว แม้บางส่วนจะหายไปบ้าง แต่ก็ยังมากพอให้ใช้ชีวิตที่ชายแดนได้อีกสองสามปีเลยเพคะ”

“อ้อ” เซี่ยหยู่ตอบสั้นๆ ก่อนจะนั่งพักเอาแรง รอเวลาออกเดินทางในรุ่งเช้า

..

..

รุ่งอรุณมาเยือน

ลี่ถิงช่วยองค์หญิงเซี่ยหยู่อาบน้ำ แต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศ ถึงใต้ตาของนางจะคล้ำเพราะนอนไม่พอ แต่เซี่ยหยู่ในวัย 16 ปีกลับเปล่งประกายความงดงาม

ใบหน้ารูปไข่ ผิวขาวเนียนดุจไข่มุก ดวงตากลมโตซ่อนความดื้อรั้น จมูกโด่ง ริมฝีปากสีชมพูจิ้มลิ้ม ความงามลงตัวราวถอดแบบจากหวงกุ้ยเฟยสมัยยังสาว

ด้านองค์ชายสามเซี่ยอวี้อายุ 5 ขวบ ใบหน้าเล็กยังกลมแป้นแบบเด็กๆ แก้มยุ้ยนุ่มนิ่ม ดวงตาไร้เดียงสาแม้จะบวมช้ำเหมือนหมีแพนด้าเพราะร้องไห้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่โดยรวมแล้ว เจ้าตัวเล็กหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูไม่ต่างจากพี่สาว

ตอนเดินมาขึ้นรถม้า องค์ชายน้อยเดินผ่านพี่สาวหน้าตาเฉย และก้าวขึ้นรถม้าไปอย่างหน้าตาเฉย จะมีก็แต่แม่นมจื่อฮวาที่หยุดคารวะอย่างนอบน้อมให้กับองค์หญิง

สองพี่น้องเกิดจากมารดาเดียวกันก็จริง แต่ด้วยวัยที่ต่างกันมาก ทั้งนิสัยที่เข้ากันไม่ได้ ทั้งคู่จึงไม่มีความสนิทสนมกันแม้แต่น้อย

เซี่ยหยู่เห็นน้องชายเมินใส่ก็เพียงยักไหล่ ก่อนก้าวขึ้นรถม้าของตน

ในสถานการณ์แบบนี้จะเรียกว่าโชคดีได้หรือเปล่า ราชโองการครั้งนี้แม้ไม่ต่างจากการเนรเทศ แต่ฮ่องเต้สุนัขกลับไม่ได้ถอดถอนฐานันดร พวกนางจึงได้โดยสารรถม้า ทั้งยังมีแม่ทัพที่เพิ่งถูกแต่งตั้งกับทหารองครักษ์อีกสามสิบนายคุ้มกันไปตลอดทาง

ขณะเซี่ยหยู่กำลังจะปิดผ้าม่านลง องค์ชายใหญ่เซี่ยไคเหริน ก้าวฉับเข้ามา แล้วยื่นห่อขนมกับถุงเงินเล็กๆ ให้น้องสาว

“เสด็จพี่ใหญ่?”

พี่น้องของเซี่ยหยู่มีมากมาย แต่กลับมีเพียงพี่ชายคนโตที่เกิดจากสนมชั้นเล็กๆ มาส่งอย่างนั้นหรือ แปลกจริง

ตั้งแต่อายุ 14-15 เซี่ยไคเหรินก็จับดาบเข้าสู่สนามรบ พออายุครบ 20 บริบูรณ์ เขาก็ดำรงตำแหน่งแม่ทัพ ดังนั้นใบหน้าของพี่ชายใหญ่คนนี้จึงบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็มิได้เกลียดน้องๆ เพียงแต่รู้สึกเฉยๆ เท่านั้นเอง

เซี่ยไคเหรินเกิดจากมารดาเผ่าหนี่ว์ เพราะอย่างนั้นจึงไม่อาจมีสิทธิ์ชิงบัลลังก์ เขาเองก็ไม่ได้สนใจ แล้วจะสิ้นเปลืองพลังงานคิดเรื่องบัลลังก์ไปทำไม

“ขนมจากตำหนักข้า น้ำใจเล็กๆ รับไว้สิ” เซี่ยไคเหรินกล่าวเสียงขรึม

“ขอบพระทัยเพคะเสด็จพี่ ว่าแต่…” เซี่ยหยู่รับของพลางยิ้มแฉ่ง ก่อนจะแกล้งสอดส่ายสายตามองหาองค์หญิงองค์ชายองค์อื่น

“เมื่อคืนมีโจรบุกวัง ของหายเกลี้ยงเหมือนพวกมันเดินได้เอง ทุกตำหนักวุ่นวายกันหมด เช้านี้ไม่มีใครมีกะจิตกะใจมาส่งเจ้าหรอก”

เซี่ยหยู่ได้ยินแบบนั้นก็ตีหน้าหวาดผวา “ต้องเป็นผีแน่นอนเพคะ”

“เฮอะ!” เซี่ยไคเหรินแค่นหัวเราะ “งมงายเหลวไหล ผีที่ไหนจะวางยานอนหลับแล้วค่อยขโมย”

“จริงๆ แล้ว เมื่อวานตำหนักของข้ากับองค์ชายสามก็ถูกปล้นนะ ข้าวของหายเกลี้ยง เสด็จพี่ช่วยจับคนร้ายให้ทีเถิด หากปล่อยให้หายไร้ร่องรอยเช่นนี้ ศักดิ์ศรีราชวงศ์ต้าเซี่ยคงกลายเป็นเรื่องตลก”

เซี่ยหยู่ฉวยโอกาสฟ้องเซี่ยไคเหริน ให้เขาจัดการเหล่านางกำนัลกับขันทีที่ใช้ความวุ่นวายจากราชโองการเก็บของในตำหนักหนีหาย

เซี่ยไคเหรินไม่ใช่คนโง่ ย่อมเข้าใจความต้องการของเซี่ยหยู่

แม้เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเซี่ยไคเหริน แต่หากนึกถึงหน้าตาและศักดิ์ศรีของราชวงศ์ การที่คนรับใช้ขโมยของเจ้านายย่อมเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

“ได้” เซี่ยไคเหรินตอบอย่างเคร่งขรึม

“ขอบพระทัยเพคะ แล้วพบกันนะ” เซี่ยหยู่กล่าวลาด้วยรอยยิ้มที่สดใส

เซี่ยไคเหรินพยักหน้าอีกครา “อืม…เอ๊ะ!?”

อึดใจสั้นๆ ดวงตาเข้มดุจพญาเหยี่ยวพลันฉายความประหลาดใจ…แล้วพบกันหรือ?

เซี่ยหยู่คงไม่ได้เข้าใจว่า นางกับองค์ชายสามถูกฮ่องเต้ส่งไปเมืองชายแดน เพียงให้ไปเดินเล่นหรอกกระมัง หือ!?

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...