โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จีนกับขุมทรัพย์ในเมียนมา จินตนาการที่เกินความเป็นจริง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 ต.ค. 2568 เวลา 00.32 น. • เผยแพร่ 13 ต.ค. 2568 เวลา 00.32 น.

บทความต่างประเทศ

จีนกับขุมทรัพย์ในเมียนมา

จินตนาการที่เกินความเป็นจริง

กระแสข่าวที่น่าสนใจยิ่งประการหนึ่งจากเมียนมาในระยะหลังมานี้คือ รายงานข่าวที่ระบุว่า พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ คือแหล่งสะสมสำคัญของสินแร่หายาก หรือแรร์ เอิร์ธ ที่เป็นที่ต้องการของชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน และสหรัฐอเมริกา

เพราะฝ่ายหนึ่งอาศัยสินแร่ดังกล่าวนี้ในการสร้างอำนาจอิทธิพลในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ

ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องการเช่นเดียวกัน เพื่อทำลายการครอบงำที่แทบจะเป็นการผูกขาดดังกล่าวนี้ลงให้ได้

นัยสำคัญของเรื่องนี้ เริ่มต้นมาจากการที่พื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งมีสินแร่หายากปรากฏอยู่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดในโลก เริ่มให้ผลผลิตลดลง หลังจากที่มีการขุดขึ้นมาหาประโยชน์อย่างต่อเนื่องในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

ชั้นของสินแร่ที่เข้าถึงได้ง่ายและอุดมที่สุดหมดไปอย่างรวดเร็ว หลงเหลือแค่ส่วนที่เป็นแร่เกรดต่ำซึ่งยากต่อกระบวนการถลุงให้ได้สินแร่ที่มีคุณภาพอย่างที่ต้องการ

เมื่อบวกเข้ากับการเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นของทางการจีน ผู้ผลิตสินแร่หายากในแผ่นดินใหญ่ก็ต้องมองหาแหล่งแร่ชนิดเดียวกันจากที่อื่น

คำตอบที่ได้ก็คือ แหล่งแร่หายากในรัฐคะฉิ่น ดินแดนตอนเหนือสุดของเมียนมา

เฉพาะในปี 2023 เพียงปีเดียว จีนนำเข้าสินแร่หายากจากเมียนมามากมาย คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 98 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด ถ้าคิดเป็นปริมาณก็มากเกินกว่า 9,000 ตัน

สินแร่หายากดังกล่าว ซึ่งรวมถึงธาตุอย่างเทอร์เบียม และดิสโพรเซียม เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นในการผลิตแม่เหล็กถาวรทนความร้อนสูง ซึ่งนำมาใช้ในการผลิตสินค้าอย่างมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี), กังหันลมสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า และเทคโนโลยีทางด้านการทหารอีกหลายประการ

นั่นนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า เมียนมาเจอ “ขุมทอง” ที่มีนัยสำคัญในเชิงเศรษฐกิจและการเมืองโลก เป็นขุมทองที่พลิกชะตากรรมของประเทศชาติจากยากจน สู่มั่งคั่ง จากประเทศที่ถูกเมิน เป็นประเทศที่มีนัยสำคัญในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของโลกไปในชั่วพริบตา

ปัญหาก็คือ นั่นเป็นเพียงจินตนาการ เป็นเพียงความคิดฝันที่ไม่ได้คำนึงถึงบริบทแวดล้อมในความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย

จริงอยู่ ภาคอุตสาหกรรมแรร์ เอิร์ธของจีนแผ่อิทธิพลครอบงำไปทั่วโลก คิดเป็นสัดส่วนแล้วสูงถึง 87 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ทั่วโลกผลิตได้ (สถิติในปี 2019)

แต่ก็เป็นความจริงอีกเช่นเดียวกัน ที่ สินแร่หายากทั้งหลายซึ่งนำเข้าจากเมียนมา ต้องถูกนำมาผ่านกระบวนการถลุงในทางภาคใต้ของจีน ทำให้ทั้งหมดของห่วงโซ่ในอุตสาหกรรมดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของทางการจีนโดยสิ้นเชิง

จีนไม่ได้นำเข้าสินแร่หายากเหล่านี้ (แบบผิดกฎหมาย) จากรัฐคะฉิ่นเพราะจนแต้ม

แต่เป็นเพราะต้องการรักษาแหล่งแร่หายากของประเทศตนเอาไว้ สำหรับใช้ในเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว

แหล่งแร่หายากในรัฐคะฉิ่นเกือบทั้งหมดตกอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์การคะฉิ่นอิสระ (เคไอโอ) และกองทัพคะฉิ่นอิสระ (เคไอเอ) ที่เป็นปีกด้านการทหารของตนเอง

แน่นอน ภายในองค์กรทั้งสองนี้ย่อมมีแนวคิดสองประการปรากฏอยู่

ทางหนึ่งนั้นเห็นด้วยกับการพึ่งพา “ผู้ซื้อ” จากจีนเช่นนี้อยู่ต่อไป

อีกทางหนึ่งก็คิดเช่นกันว่า ควรเปิดทางเลือกให้กว้างขึ้นและแสวงหาลูกค้ารายอื่นๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ปลายเดือนกรกฎาคม 2025 เกิดข่าวสะพัดว่า รัฐบาลอเมริกันภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เห็นดีเห็นงามกับข้อเสนอให้หาทางเข้าถึงแหล่งแร่หายากในรัฐคะฉิ่น ที่อาจหมายถึงการเข้าไปติดต่อมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับเคไอโอ

หรือไม่ก็หาทางจัดซื้อผ่านทางอินเดีย โดยอาศัยกรอบความร่วมมือ 4 ชาติ หรือ QUAD ที่มีอยู่แต่เดิม

แต่ข้อเท็จจริงที่ว่า การดำเนินการตามแนวคิดเหล่านี้สุ่มเสี่ยงจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องผูกพันต่อมามากมายเป็นหางว่าว

และในทางประวัติศาสตร์ สหรัฐไม่เคยติดต่อมีปฏิสัมพันธ์กับกองกำลังติดอาวุธที่ไม่ใช่ “รัฐ” มาก่อนนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกเรื่อยมา

ทำให้โอกาสที่แนวคิดเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงได้ลดน้อยลงอย่างมาก

การค้าขายสินแร่หายากระหว่างเมียนมากับจีน จึงไม่ได้อยู่ในนัยเดียวกับการส่งออกที่ถูกต้องจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง

แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังคงเป็นการลักลอบทำการค้าชายแดน โดยที่รัฐบาลทหารเมียนมาไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ ของคะฉิ่นกับพ่อค้าชาวจีนเท่านั้นเอง

ในส่วนของความสนใจจากสหรัฐอเมริกาก็เช่นเดียวกัน เป็นได้อย่างดีที่สุดก็แค่ในจินตนาการ ด้วยความเป็นจริงหลากหลายประการด้วยกัน

ตั้งแต่แหล่งแร่เป็นแหล่งที่การปกครองของรัฐเข้าไม่ถึง ไม่มีอำนาจสั่งการใดๆ

ไปจนถึงความจริงที่ว่า สหรัฐอเมริกาจะทำอย่างไร ถ้าหากเกิดผลกระทบขนานใหญ่ต่อสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นตามมา

ในขณะเดียวกัน การที่โรงถลุงแร่ ที่เป็นอุตสาหกรรมกลางน้ำ ปรากฏมีก็แต่เฉพาะในประเทศจีนเท่านั้น ก็เป็นอุปสรรคใหญ่ นอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่ว่า จีนครอบงำอุตสาหกรรมนี้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำทั้งหมดมาเนิ่นนานแล้ว

ดังนั้น ในความเป็นจริง แหล่งแร่หายากในเมียนมา ไม่ได้มีความหมายใดๆ ต่อสหรัฐอเมริกาเอาเลย

สำหรับจีนก็เช่นเดียวกัน แหล่งแร่หายากในเมียนมาไม่ได้มีนัยยิ่งใหญ่ถึงขนาดสร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลจีนได้

ว่ากันว่า เมื่อต้นปี 2025 เกิดการสู้รบครั้งใหญ่ในรัฐคะฉิ่น ทำให้การค้าสินแร่หายากหยุดชะงัก แต่อุตสาหกรรมของจีนก็ยังดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ด้วยการอาศัยการนำเข้าจากประเทศอย่าง บราซิล, ลาว, มาเลเซีย และจากเหมืองในประเทศมาทดแทน

แหล่งแร่หายากในเมียนมา สำหรับจีนจึงมีความหมายเพียงแค่เป็นแหล่งที่สะดวกและราคาถูกกว่าเล็กน้อยเท่านั้นเอง

จีนครอบงำตลาดสินแร่หายากของโลกได้ ไม่ใช่เพราะประเทศอื่นไม่มี

แต่เป็นเพราะจีนสามารถผลิตสินแร่นี้ได้ และสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่นำมันไปใช้งานได้

ด้วยเหตุนี้ แหล่งแร่หายากของเมียนมาจึงไม่ได้มีคุณค่าในเชิงยุทธศาสตร์ใด

จะเป็นได้ก็แค่เพียง “โบนัส” หากได้มา ของประเทศอย่างจีนและสหรัฐอเมริกาเท่านั้นเอง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จีนกับขุมทรัพย์ในเมียนมา จินตนาการที่เกินความเป็นจริง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...