โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โลกที่เราเห็นหลังปี 2000s…เรามาไกลแค่ไหนแล้ว?

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 10 ส.ค. 2568 เวลา 17.22 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. 2568 เวลา 15.11 น.

ดร.สุทธิ สุนทรานุรักษ์

หากย้อนกลับไปตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราเติบโตมาในโลกแบบไหน”

คำตอบที่ผมพยายามค้นหา คือ การสังเกตตัวเองที่กำลังเดินทางผ่าน “ยุคสมัย” ซึ่งเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ของมนุษย์ เทคโนโลยี และความหมายของชีวิต

ผมเกิดในยุคที่บ้านยังใช้โทรศัพท์บ้าน มีวิทยุเทปคาสเซ็ต และคุ้นชินกับการเขียนจดหมายจ่าหน้าซองส่งไปรษณีย์

เมื่อเข้าสู่โลกการทำงานช่วงปลายทศวรรษที่ 90 ต่อช่วงปี 2000s โลกได้เปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันย้อนกลับ ยุคนี้มักถูกเรียกว่า “Y2K Era” หรือ “Dot-com Boom”

Y2K คือ การเริ่มต้นของโลกาภิวัตน์ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล อินเทอร์เน็ตยังค่อนข้างช้า แต่เริ่มทำให้โลกใบใหญ่กลายเป็น “ห้องเดียวกัน” เป็นยุคที่ Google ยังใหม่ YouTube ยังไม่เกิด แต่เรารู้สึกว่าโลกเริ่มหมุนเร็วขึ้น พอ ๆ กับจำนวนแท็บในเบราว์เซอร์ที่เราเปิดไว้ระหว่างทำงาน

พอเข้าสู่ทศวรรษ 2010s นั่นคือยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้แค่เปลี่ยนโลก แต่เปลี่ยน “ตัวตนเรา” ไปด้วย

สมาร์ตโฟนกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ การสื่อสารเกิดขึ้นตลอดเวลา และความสนใจกลายเป็นสินค้าหลักในเศรษฐกิจยุคใหม่ หลายคนเรียกยุคนี้ว่า “Digital Decade” หรือ “Mobile–Social Era” เพราะชีวิตเริ่มถูกออกแบบโดยอัลกอริธึมโดยที่เราไม่รู้ตัว

ผมใช้ Facebook ช่วงนั้นเพื่อเชื่อมต่อผู้คน ใช้ LINE เพื่อคุยกับคนในครอบครัว ใช้ YouTube เพื่อเรียนรู้

ช่วงทศวรรษนี้เองที่ผมเริ่มต้นบทบาท “พ่อ” เมื่อปี 2017 และเห็นลูกสาวคนเดียวของผมเติบโตมาในโลกที่ความรู้หาได้จาก YouTube และ ChatGPT

แล้ววันหนึ่ง…โลกได้หยุดเดินพร้อมกันในทศวรรษ 2020s โควิด-19 ไม่ได้แค่ปิดเมือง แต่เปิดให้เราเห็นถึง “ความไม่แน่นอน” ไม่มีข้อยกเว้น แต่เป็นสัจธรรมข้อสำคัญของชีวิตทุกคน

การทำงานเปลี่ยนไปสู่รูปแบบออนไลน์ เราต้องเรียนรู้การสื่อสารอย่างเข้าใจกันโดยไม่มีการพบหน้า

ผมเห็นราชการทั้งระบบสั่นสะเทือนไปกับคำว่า Digital Transformation และในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีก็ก้าวกระโดดอีกครั้ง ด้วย Generative AI อย่าง ChatGPT, Midjourney, และระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ที่เริ่มเขียนอีเมลแทนเรา สรุปเอกสารแทนเรา และอาจกำลัง “คิดแทนเรา” โดยที่เราไม่รู้ตัว

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือในขณะที่โลกวิ่งเร็วอย่างบ้าคลั่ง ผู้คนกลับหันมาพูดถึงคำว่า “ช้า” มากขึ้น

แนวคิดอย่าง Slow Life, Stoicism, Minimalism, Mindfulness กลายเป็นกระแสรองที่กำลังเติบโต

“ความเงียบ” กลายเป็นสิ่งที่มีราคา แม้เราสามารถเลือกอยู่กับความเงียบได้อย่างไม่กระวนกระวาย

… การอยู่กับธรรมชาติกลายเป็นการบำบัด และฮีลใจเรา

ทศวรรษหน้า 2030s คือ ทศวรรษที่โลกเข้าสู่ยุคของ Hybrid Intelligence มนุษย์ไม่ได้ทำงานคนเดียวอีกต่อไป แต่ต้องทำงานร่วมกับ AI อย่างกลมกลืน นี่คือยุคของ Co-agency ที่มนุษย์จะต้องใช้ทั้งปัญญาภายนอก (ข้อมูล) และปัญญาภายใน (สติ) ไปพร้อมกัน

เราไม่สามารถพึ่งพาแค่ความรู้หรือความเร็วได้อีกแล้ว แต่ต้อง “รู้จักตัวเอง” เพื่อเข้าใจผู้อื่นในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน

มองกลับมา…ผมพบว่าการเดินทางผ่านช่วงเวลาที่เล่ามาของโลกหลังปี 2000 ไม่ใช่แค่เส้นตรงที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน แต่คือพัฒนาการของชีวิตที่สอนเราว่า “เราต้องปรับตัว แต่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวตน”

เราใช้เทคโนโลยีได้อย่างชาญฉลาดก็ต่อเมื่อเราเข้าใจว่ามันคือ “เครื่องมือ” ไม่ใช่ “ตัวตน” และเราจะไม่กลัวโลกในอนาคต ตราบใดที่เรายังซื่อสัตย์กับใจเราเอง

ในฐานะพ่อ ในฐานะข้าราชการ และในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่เคยใช้พิมพ์ดีดมาก่อนจะพิมพ์ผ่าน AI… ผมไม่แน่ใจว่าลูกสาวตัวน้อยจะโตมาในโลกที่หน้าตาแบบไหน แต่ผมมั่นใจว่า ถ้าลูกมี “ใจที่มั่นคงพอ มีปัญญาที่แยกแยะได้ ” ไม่ว่ายุคไหน…เธอน่าจะยืนและอยู่รอดบนโลกใบนี้ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...