“ญี่ปุ่น” ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำชั่วโมงละ 6.3% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หนุนแรงกดดัน BOJ ขึ้นดอกเบี้ย
"ญี่ปุ่น" ประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศแตะ 1,121 เยนต่อชั่วโมง ครอบคลุมแรงงานกว่า 3 ล้านคน นับเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดตั้งแต่ปี 1978 นักวิเคราะห์ชี้ช่วยหนุนวงจรค่าจ้าง–เงินเฟ้อ แต่เพิ่มต้นทุนธุรกิจ
วันที่ 5 กันยายน 2568 เวลา 13.45 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ญี่ปุ่นประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำชั่วโมงละ 6.3% แตะระดับ 1,121 เยน หรือราว 7.56 ดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นการปรับขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1978 โดยมีผลครอบคลุมแรงงานราว 3 ล้านคน และจะทยอยบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนี้ กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ย 66 เยนต่อชั่วโมง ในปีงบประมาณปัจจุบัน
นักวิเคราะห์มองว่าการปรับขึ้นดังกล่าวอาจผลักดันให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นต่อไป เนื่องจากผู้ประกอบการผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค แต่ก็ช่วยเพิ่มรายได้ให้แรงงาน ส่งเสริมวงจรการเติบโตของอุปสงค์–เงินเฟ้อ ซึ่งธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต้องการมานาน
ราคาผู้บริโภคของญี่ปุ่นปรับขึ้น เกินกว่าเป้าหมาย 2% ของ BOJ ต่อเนื่องกว่า 3 ปี ล่าสุดอยู่ที่ 3.1% ขณะที่ BOJ เพิ่งปรับคาดการณ์เงินเฟ้อขึ้นมากกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้นักลงทุนเร่งเดิมพันว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งถัดไปอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม
ทาคุยะ โฮชิโนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Dai-ichi Life Research Institute ระบุว่า อุตสาหกรรมอาหาร เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และร้านอาหาร จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะพึ่งพาแรงงานพาร์ทไทม์ค่าแรงขั้นต่ำ โดยการขึ้นค่าแรงครั้งนี้อาจยืดระยะเวลาที่เงินเฟ้อด้านอาหารอยู่ในระดับสูง และผลักดัน BOJ ให้ขึ้นดอกเบี้ยต่อ
ตัวอย่างเช่น จังหวัดโทคุชิมะเคยปรับค่าแรงขึ้นสูงสุดถึง 9.4% ในปีที่แล้ว โดยรัฐบาลท้องถิ่นยังมอบเงินอุดหนุน 50,000 เยนต่อแรงงานประจำหนึ่งคน ให้แก่ธุรกิจขนาดเล็กที่ปรับค่าแรงขึ้นไปที่ 980 เยนจากเดิมไม่ถึง 930 เยน ผลคือภูมิภาคนี้มีกำลังซื้อจริง (real wage) ขยายตัวต่อเนื่อง 11 เดือน ในขณะที่ระดับประเทศเพิ่งเห็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกของปีในเดือนกรกฎาคม นอกจากนี้ ค่าแรงที่สูงขึ้นยังช่วยดึงดูดแรงงานต่างชาติที่เคยย้ายออกให้กลับมาอีกด้วย
รายงานของ Tokyo Shoko Research ระบุว่า มีบริษัทญี่ปุ่นถึง 172 แห่งล้มละลายในครึ่งแรกของปี 2568 ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาขาดแคลนแรงงานและไม่สามารถปรับค่าแรงขึ้นตามภาวะตลาดได้
เคน โคบายาชิ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น เตือนว่า “หากการปรับขึ้นแรงเกินไป บริษัทจะรับไม่ไหว บางแห่งอาจต้องปิดกิจการ และโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจจะเริ่มพังทลาย” พร้อมเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายพิจารณาความสามารถในการจ่ายของธุรกิจด้วย
แม้จะเป็นการขึ้นค่าแรงสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี ชิเงรุ อิชิบะ ตั้งเป้าให้ค่าแรงขั้นต่ำแตะ 1,500 เยน ภายในทศวรรษ 2563 ซึ่งต้องการอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 7% ต่อปี
ทั้งนี้แนวโน้มการรักษาอัตราการขึ้นค่าแรงในระดับสูงยังเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากแคมเปญภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังกดดันเศรษฐกิจโลก โดยสหรัฐจะเก็บภาษีนำเข้า 15% ต่อสินค้าญี่ปุ่นเกือบทั้งหมด
ผู้ส่งออกญี่ปุ่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มักเป็นตัวตั้งต้นของการเจรจาค่าแรงประจำปี กำลังเผชิญแรงกดดันด้านกำไร โตโยต้าเพิ่งเตือนว่าผลกำไรอาจได้รับผลกระทบถึง 1.4 เยนล้านล้าน จากภาษีของสหรัฐ ขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ขนส่งรายงานว่ากำไรขั้นต้นลดลง 29.7% ในไตรมาสเมษายน–มิถุนายน
ธุรกิจผู้รับเหมาช่วงขนาดเล็กที่ใช้แรงงานค่าแรงต่ำก็มีแนวโน้มรับแรงกดดันมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน
แม้ปรับขึ้นสูงสุด แต่ค่าแรงขั้นต่ำของญี่ปุ่นยังต่ำกว่าประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 อื่น ๆ เช่น เยอรมนีและแคนาดาอยู่ที่ราว 2,217 เยน และ 1,906 เยนต่อชั่วโมง ตามลำดับ ขณะที่ฝรั่งเศสกำหนดไว้ที่ 2,055 เยน
ผู้ว่าการโทคุชิมะ มาซาสุมิ โกโตดะ ย้ำว่า ภูมิภาคนี้กำลังเตรียมสร้าง “Battery Valley” เพื่อดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูง พร้อมเน้นความจำเป็นในการยกระดับค่าแรงให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก
อ้างอิง : www.bloomberg.com