HMPRO ยังเห็นกำไร Q3/68 จากธุรกิจ “ช่างโฮมโปร” แม้เศรษฐกิจกดดัน
บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO เผยผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 1,303.57 ล้านบาท ลดลง 9.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้เผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทฯ ยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับแข็งแกร่ง และเดินหน้าขยายธุรกิจบริการจาก "ช่างโฮมโปร" เพื่อกระจายความเสี่ยงและขับเคลื่อนการเติบโตต่อเนื่อง
30 ต.ค. 2568 - บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของโมเดลธุรกิจแม้ต้องเผชิญกับบริบททางเศรษฐกิจที่ท้าทาย ทั้งจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ภัยธรรมชาติ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ในไตรมาส 3 ปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 16,715.77 ล้านบาท ลดลงเพียง 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,303.57 ล้านบาท ลดลง 9.6%
นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ HMPRO เปิดเผยถึงภาพรวมผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ว่า กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 4,409.50 ล้านบาท ลดลง 7.68% อย่างไรก็ตาม บริษัทยังสามารถรักษา อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในระดับที่แข็งแกร่งที่ 26.25%ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพด้านการบริหารต้นทุนสินค้าและการดำเนินงานที่รอบคอบภายใต้สภาวะตลาดที่ยากลำบาก
นายวีรพันธ์ ยอมรับว่า ปี 2568 เป็นปีแห่งความท้าทายของภาคธุรกิจค้าปลีกและวัสดุก่อสร้าง แต่ HMPRO มุ่งเน้นสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการยกระดับบริการจากทีม "ช่างโฮมโปร" ซึ่งถูกวางตำแหน่งให้เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักการเติบโตของธุรกิจ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำ Total Home Solution ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการเรื่องบ้าน
กลยุทธ์เชิงรุก ดันรายได้บริการสวนกระแส
แม้ว่ารายได้จากการขายสินค้าหลักจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยตามฤดูกาล แต่ HMPRO สามารถสร้างรายได้จากธุรกิจเสริมให้เติบโตสวนกระแสได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ :
- รายได้บริการจาก "ช่างโฮมโปร" : รายได้จากบริการติดตั้ง ซ่อมแซม และบำรุงรักษาโดยทีมช่างมืออาชีพยังคงเติบโต ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตธุรกิจ
- รายได้ค่าเช่าพื้นที่ : รายได้ค่าเช่าพื้นที่ในสาขาและศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจเพิ่มขึ้นกว่า 2% ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์และสร้างรายได้ที่มั่นคง
การพึ่งพิงรายได้จากธุรกิจบริการและค่าเช่าพื้นที่มากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการปรับโมเดลธุรกิจของ HMPRO ให้มีความยืดหยุ่นและสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างมั่นคงแม้ในช่วงที่กำลังซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดใหญ่ชะลอตัว
ในไตรมาสที่ผ่านมา โฮมโปรยังคงเดินหน้าขยายฐานธุรกิจเชิงรุก โดยเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 4 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ โฮมโปร บ่อวิน, แม่สาย, และบางนา-ตราด รวมถึง เมกาโฮม แม่สาย ซึ่งเป็นการเข้าสู่ทำเลศักยภาพสำคัญทั้งในภาคตะวันออกและภาคเหนือ ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 บริษัทฯ มีสาขารวมทั้งสิ้น 139 แห่ง ครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Omni-Channel อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อขยายฐานลูกค้าและตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว :
- Quick Commerce : พัฒนาบริการ Quick Commerce ร่วมกับพันธมิตรแพลตฟอร์มจัดส่งชั้นนำ เช่น LINE MAN และ Grab
- E-commerce Expansion : เปิดร้านค้าทางการบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่และตอบสนองความต้องการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการยกระดับ "ประสบการณ์ลูกค้า" ผ่านกิจกรรมที่สร้างคุณค่าร่วมกับสังคมและการบริการหลังการขายที่เป็นเลิศ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญขององค์กร
กิจกรรมเชิงความยั่งยืน (ESG) เช่น โครงการ “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ที่ดำเนินการในโฮมโปรและเมกาโฮมทั่วประเทศ ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเสริมความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค แต่ยังตอกย้ำความเชื่อมั่นในมาตรฐานการบริการและคุณภาพของทีมช่างมืออาชีพ
นายวีรพันธ์ กล่าวสรุปถึงแนวโน้มในอนาคตว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2569 คาดว่าจะช่วยหนุนกำลังซื้อของผู้บริโภคให้กลับมา พร้อมกับการปรับกลยุทธ์เชิงรุกในด้านดิจิทัล การบริการ และการขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนโฮมโปรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในฐานะผู้นำธุรกิจเรื่องบ้านครบวงจรของภูมิภาค