โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คลังเพิ่มเป้า GDP ไทย 68 โต 2.4% รับผลบวก คนละครึ่งพลัส-ส่งออก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 ต.ค. 2568 เวลา 13.28 น. • เผยแพร่ 30 ต.ค. 2568 เวลา 06.28 น.

คลังเพิ่มคาดการณ์ GPD ไทย ปี 2568 เป็น 2.4% จากเดิมคาด 2.2% ผลบวกจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ เช่น คนละครึ่งพลัส รวมถึง การส่งออกที่ขยายตัวดี ส่วนปี 69 คาด GDP โตชะลอลงอยู่ที่ 2.0 ติดตามผลกระทบนโยบายภาษีของสหรัฐฯ สินค้าต่างประเทศไหลเข้าไทย และ หนี้ครัวเรือน

30 ต.ค. 2568 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.4% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.9% ถึง 2.9%) ปรับเพิ่มจากประมาณการครั้งก่อนที่ 2.2% ต่อปี (ณ กรกฎาคม 2568) เนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปลายปีที่คาดว่าจะกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้ขยายตัวได้ดีในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง

โดยคาดว่าการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดีที่ 3.0% (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5% ถึง 3.5%) โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่น โครงการ "คนละครึ่ง พลัส" ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 10.0% (ช่วงคาดการณ์ที่ 9.5% ถึง 10.5%) จากการเร่งส่งออกของภาคเอกชนตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาในไตรมาส 3 ปี 2568 ที่ขยายตัวในระดับสูงที่ 26.4% เเละตลาดจีนที่ 10.8% ในสินค้าเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เเละผลิตภัณฑ์ยางเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ การบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 0.8% (ช่วงคาดการณ์ที่ 0.3% ถึง 1.3%) การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 5.6% (ช่วงคาดการณ์ที่ 5.1% ถึง 6.1%) และการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าขยายตัวที่ 1.7% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.2% ถึง 2.2%)

ในด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ -0.2% (ช่วงคาดการณ์ที่ -0.7% ถึง 0.3%) ลดลงจากประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากราคาพลังงานลดลงจากทั้งค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงตามนโยบายของภาครัฐและราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวลดลง สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะเกินดุล 20.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 3.5% ของ GDP

สำหรับค่าเงินบาทคาดว่า ณ สิ้นปี 2568 จะอยู่ที่ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากปี 2567 ที่ 6.8% ซึ่งเป็นการปรับประมาณการแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากประมาณการครั้งก่อน โดยสาเหตุจากเงินดอลลาร์อ่อนค่าเป็นสำคัญ ประกอบกับปัจจัยอื่นๆ เช่น กระแสเงินทุนไหลเข้า และ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล

สำหรับในปี 2569 กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงที่ 2.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.5% ถึง 2.5%) เนื่องจากมีการเร่งส่งออกในปี 2568 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐเป็นสำคัญ

โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะหดตัวที่ -1.5% (ช่วงคาดการณ์ที่ -2.0% ถึง -1.0%) อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยสนับสนุนมาจาก

(1) ภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้น โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวน 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า จากความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ประกอบกับจะมีการจัดงานสำคัญต่าง ๆ เช่น งานมหกรรมพืชสวนโลกปี 2569 และการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank Group - WBG) ประจำปี

(2) การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 2.4% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.9% ถึง 2.9%)

(3) การลงทุนภาครัฐขยายตัวที่ 3.0% (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5% ถึง 3.5%) จากการเร่งรัดการเบิกจ่ายและลงทุนของภาครัฐ

ขณะที่คาดว่าการบริโภคภาครัฐจะขยายตัวที่ 1.6% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.1% ถึง 2.1%) และการลงทุนภาคเอกชนคาดขยายตัวที่ 1.7% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.2% ถึง 2.2%) ซึ่งช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย

ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 0.5% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 0.0% ถึง 1.0%) ตามทิศทางอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวดี ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 15.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.5% ของ GDP (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.0% ถึง 3.0% ของ GDP)

นายวินิจ เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะมีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบายการคลังภายใต้แนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” หรือ “Quick Big Win” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ดีขึ้นทั้งในระยะสั้นและยังคำนึงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืนในระยะยาว โดยกำหนดการดำเนินงานเป็น 5 เสาหลัก ประกอบด้วย

(1) การกระตุ้นเศรษฐกิจ

(2) การลดภาระประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL)

(3) การส่งเสริมธุรกิจ SMEs

(4) เพิ่มการออมภาคประชาชน

(5) การลงทุนเพื่ออนาคต

นอกจากนี้ ต้องวางรากฐานทางการคลังเพื่อสร้างความมั่นคง ยั่งยืน เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ

(1) นโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ และผลกระทบทางอ้อมจากการไหลเข้าของสินค้าจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีที่ย้ายตลาดเข้าสู่ไทยมากขึ้น

(2) ทิศทางของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

(3) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

(4) ระดับหนี้ครัวเรือนของภาคประชาชนและ SMEs

(5) การย้ายฐานการลงทุนและการผลิตในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ

นายวินิจ เปิดเผยว่า สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนกันยายน 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 และการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน โดยปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ในเดือนกันยายน 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 13.4% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 3.6% และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนกันยายน 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 18.3% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่10.4%

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนกันยายน 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.7 จากระดับ 50.1 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากผู้บริโภคเชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” และโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนกันยายน 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -16.3%

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนกันยายน 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 17.9% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 0.8% ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนกันยายน 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ –3.3% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 3.0%

สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนกันยายน 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -4.3% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 2.9%

มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 30,970.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 ที่ 19.0% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 42 เดือน นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่15.7% การส่งออกขยายตัวในอัตราเร่งขึ้นตามความชัดเจนของมาตรการภาษีนำเข้าต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ประกอบกับสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่เพิ่มมากขึ้น

เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนกันยายน 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.24 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -11.3% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 2.1% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนกันยายน 2568 จำนวน 21.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 4.1% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -1.8%

ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนกันยายน 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -3.2% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -4.1% ตามการลดลงในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตยางพารา เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนกันยายน 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 87.8 จากระดับ 86.4 ในเดือนก่อนหน้า

โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชน และเอื้อต่อการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนกันยายน 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 54.6 จากระดับ 52.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้น

เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ -0.72% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.65% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 64.6% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 273.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...