โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

2 พันโรงงานอยุธยา-ปทุมรับมือ เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำเพิ่ม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 ก.ย 2568 เวลา 10.36 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย 2568 เวลา 23.31 น.

2 พันโรงงานอยุธยา 3 นิคมอุตสาหกรรม 2 สวนอุตสาหกรรม วางมาตรการป้องกันน้ำท่วม หลังกรมชลประทานแจ้งเตือนเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาสูงสุด 2,500 ลบ.ม. เหตุฝนตก-น้ำเหนือไหลผ่านลงมา และจะเกิดน้ำทะเลหนุนอีก ขณะที่ 6 อำเภอในอยุธยาชาวบ้านรับน้ำท่วมอ่วมไปแล้ว สทนช.เผยปริมาณน้ำฝนที่ตกปีนี้ มากกว่าปี 2567 แต่มั่นใจรับมือได้ โอกาสน้อยเกิดท่วมใหญ่ กทม.-ปริมณฑล

ภายหลังจากที่กรมชลประทานได้ออกหนังสือด่วนที่สุด แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ฉบับที่ 7 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะมีแนวโน้มสูงขึ้น และมีความจำเป็นที่จะต้องระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตราระหว่าง 2,000-2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะส่งผลให้ระดับน้ำเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.10-0.30 เมตร ในบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ทำให้หลายภาคส่วนกังวลว่าจะเกิดอุทกภัย และวางมาตรการป้องกัน

สภาอุตฯประชุมรับมือน้ำท่วม

นายชัยกฤต พุ่มเข็ม ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ หลังจากกรมชลประทานแจ้งจะปรับระบายน้ำเพิ่ม แต่ยังไม่มีความกังวล เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้นโยบายกับทางพื้นที่ในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเส้นทางและกระแสน้ำตอนนี้ไปทางพื้นที่ลุ่มทางโซนตะวันตก

ส่วนนิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง (บางปะอิน/ไฮเทค/นครหลวง) และสวนอุตสาหกรรม 2 แห่ง (โรจนะ/แฟคทอรี่แลนด์) อยู่ในโซนตะวันออก ซึ่งมีโรงงานประมาณ 600 แห่ง ยังปลอดภัยดี และผู้ประกอบการทำแนวเขื่อนป้องกันไว้สูงสุดที่ 2,500 ลบ.ม. แต่ตอนนี้น้ำยังอยู่ที่ระดับ 2,000 ลบ.ม./วินาที

อย่างไรก็ตาม วันที่ 18 กันยายน 2568 ทางสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะประชุมหารือและรับฟังเสียงจากสมาชิกเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้น เพราะมีปัจจัยเรื่องน้ำทะเลหนุนด้วย

โรงงานในพื้นที่ยังปลอดภัย

“จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ทั้งหมด ประมาณ 2,000 แห่ง แบ่งเป็นโรงงานนอกนิคมมีอยู่ประมาณ 1,400 แห่ง และโรงงานในนิคมและสวนอุตสาหกรรมประมาณ 600 แห่ง ตอนนี้เส้นทางน้ำทางโซนตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรมยังปลอดภัยดี แต่ทางโซนตะวันตกซึ่งเป็นบ้านเรือนประชาชน ทางจังหวัดได้ให้ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ปภ.จังหวัด) ลงไปดูแลช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน”

นายชัยกฤตกล่าวและว่า สำหรับกรณีที่กรมอุตุฯคาดการณ์จะมีพายุลูกใหม่เข้ามาเป็นเพียงการคาดการณ์ ต้องติดตามกันต่อไป

สทนช.ชี้ฝนปีนี้มากกว่าปี’67

นางพัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปริมาณน้ำในปีนี้ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่พื้นที่ กทม.-ปริมณฑล ภาคกลาง มีโอกาสน้อยที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 2554 แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อีกครั้ง เพราะปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในปีนี้มากกว่าปี 2567 แต่จะท่วมเท่าปี 2554 หรือไม่ ต้องติดตามเฝ้าระวังกันอีกที ส่วนการจัดการน้ำฝนที่ตกลงมาใกล้เคียงปี 2554 แต่วิธีการบริหารจัดการน้ำไม่เหมือนกัน

ปริมาณฝนเฉลี่ยแต่ละเดือน แต่ละภูมิภาค เช่น ภาคเหนือ ซึ่งปริมาณฝนปีนี้มากกว่าค่าเฉลี่ย 20-30% ทั้งนี้ คาดการณ์พายุ 2 ลูกใหม่ที่จะเข้ามายังคงต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะพื้นที่เปราะบาง เช่น จ.ตาก จ.พิษณุโลก จ.น่าน และเส้นทางการไหลของน้ำจะไล่ผ่านมาตั้งแต่ตอนเหนือถึงภาคกลาง ซึ่งขณะนี้เป็นช่วงที่ภาคกลางรับปริมาณฝนมาก ได้รับผลกระทบกว่า 80% อีกทั้งยังต้องรับทั้งน้ำเหนือจากจังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ น่าน โดยจะมีการระบายน้ำที่ 2,000-2,500 ลบ.ม.

เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง

นางพัชรวีร์กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 17-22 กันยายน 2568 จะเป็นช่วงที่น้ำทะเลในอ่าวไทยหนุนสูง เป็นอุปสรรคสำคัญในการระบายน้ำ อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่นอกเขตคันกั้นน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้น การระบายน้ำลงทุ่งรับน้ำก็เป็นวิธีการที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด แต่ทั้งนี้ เครื่องมือที่ใช้บริหารจัดการก็ยอมรับว่ามีไม่เพียงพอ

“เรามีอ่างเก็บน้ำ ประตูระบายน้ำ และพื้นที่รับน้ำ โดยเราพยายามระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยให้ดีที่สุด โดยทุ่งรับน้ำของเจ้าพระยาทั้งซ้าย-ขวา มีอุปสรรคในการระบายออก คือ ‘ใช้เวลานาน’ เพราะก็เป็นพื้นที่ที่มีฝนตกอยู่แล้ว จึงต้องประเมินคาดการณ์ไว้ สำหรับเขื่อนกักเก็บน้ำ เหนือเขื่อนทดน้ำเจ้าพระยา เช่น เขื่อนภูมิพล กักเก็บน้ำได้อีก 3,000 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิต์ กักเก็บน้ำได้อีกกว่า 1,000 ล้าน ลบ.ม.”

6 อำเภออยุธยาจมบาดาล

รายงานข่าวจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น จึงทำให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมใต้ถุนบ้านเรือนประชาชนที่อาศัยริมแม่น้ำบริเวณ อ.เสนา อ.ผักไห่ อ.บางบาล อ.บางไทร อ.พระนครศรีอยุธยา และ อ.บางปะอิน มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 6 อำเภอ 87 ตำบล 550 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 25,024 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย

ปัจจุบันสถานการณ์อุทกภัยของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาคาดว่าจะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงส่งเรือจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 1 ปทุมธานี จำนวน 70 ลำ ไปสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติม

ปทุมธานีเตือนน้ำทะเลหนุน

ขณะที่เทศบาลเมืองปทุมธานี แจ้งเตือนสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา วันที่ 16 กันยายน 2568 หลังจากกรมชลประทานแจ้งเตือนเขื่อนเจ้าพระยามีการปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็น 2,000-2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที แบบขั้นบันได ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 40-60 ซม.

ประกอบกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ออกประกาศเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง ระหว่างวันที่ 17-22 กันยายน 2568 อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่นอกเขตคันกั้นน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเทศบาลเมืองปทุมธานี จึงขอให้ประชาชนที่มีบ้านเรือนหรือกิจการริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และผู้ที่มีบ้านเรือนอยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัย เคลื่อนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูงอีกประมาณ 40-60 เซนติเมตร ทั้งนี้ ขอให้ติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิดด้วย

เผยเหตุระบายน้ำเขื่อนเพิ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ กรมชลประทานรายงานอิทธิพลของฝนที่ตกหนักต่อเนื่องบริเวณตอนบนด้านท้ายอ่างเก็บน้ำ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยา โดยประสานงานร่วมกับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริหารจัดการกับน้ำฝนที่ตกเหนือเขื่อน เพื่อกักเก็บน้ำเต็มศักยภาพ

พร้อมปรับการระบายน้ำเพื่อลดผลกระทบกับพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลาง โดยปัจจุบันยังคงระบายน้ำส่วนเกินจากเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ในอัตราไม่เกิน 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที เนื่องจากปริมาณน้ำท่าที่ไหลมาจากตอนบน รวมกับฝนที่ตกในพื้นที่ยังมีปริมาณมาก

จังหวัดภาคกลางอ่วมแล้ว

ต่อมาคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มีมติเห็นชอบให้กรมชลประทานปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,000-2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 40-60 เซนติเมตร และจะมีผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำแม่ ได้แก่ จังหวัดชัยนาท : ต.โพนางดำออก และบ้านท่าทราย อ.สรรพยา

จังหวัดสิงห์บุรี : วัดสิงห์ อ.อินทร์บุรี, อ.พรหมบุรี และวัดเสือข้าม อ.เมืองสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง : วัดไชโย ต.เทวราช อ.ไชโย, อ.ป่าโมก รวมทั้งคลองโผงเผง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา : ต.หัวเวียง อ.เสนา, ต.ลาดชิด และ ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ รวมถึงพื้นที่แม่น้ำน้อย สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ และคลองบางบาล

นอกจากนี้ กรมชลประทานติดตั้งและเดินเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย ควบคู่กับการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งกำชับให้ทุกโครงการชลประทานเฝ้าระวัง ติดตาม และประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมรับมือและลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 2 พันโรงงานอยุธยา-ปทุมรับมือ เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำเพิ่ม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...