โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สรุปปมร้อน “ดุสิตธานี” ทายาทโรงแรมวงแตก “เซ็นทรัล” ปัดเทคโอเวอร์

อีจัน

อัพเดต 28 ส.ค. 2568 เวลา 15.46 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. 2568 เวลา 08.46 น. • อีจัน

ปมเดือดยังร้อนแรงในแวดวง “ธุรกิจโรงแรม” ระดับตำนานอายุกว่า 76 ปี นั่นคือ “ดุสิตธานี” (DUSIT) โดยวานนี้ (27 สิงหาคม 2568) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อจัดการประชุมวิสามัญ ในวันที่ 26 กันยายน 2568 โดยมีวาระสำคัญ คือ การพิจารณาอนุมัติถอดถอน “นายชนินทธ์ โทณวณิก” ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท

จากนั้นวันเดียวกัน เวลา 10.00 น.“นายชนินทธ์ โทณวณิก” หนึ่งในสามของทายาทของ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย และรักษาการประธานกรรมการ บริษัท ดุสิตธานีจำกัด (มหาชน) ตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึงปัญหาธุรกิจ ที่กล่าวว่าต้นต้อของปัญหาคือความขัดแย้งภายใน“ครอบครัว” อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงกรรมการไม่ปกติ รวมถึงการเปลี่ยนมือจากเจ้าของธุรกิจที่เป็น “คนใน” ไปสู่ “คนนอก” ที่ไม่เคยบริหารธุรกิจ

สำหรับ 3 ทายาท ประกอบด้วย ‘ชนินทธ์ โทณวณิก’ (ลูกชายคนโต) และ น้องสาว 2 คน คือ นางสินี เธียรประสิทธิ์ และ นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งร่วมถือหุ้นใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด หรือ “บริษัทโฮลดิ้งของตระกูลโทณวณิก” ที่ใช้ถือหุ้นใหญ่ใน “ดุสิตธานี”

นายชนินทธ์ โทณวณิก

โดยแบ่งสัดส่วนหุ้นออกเป็น ดังนี้

  • นายชนินทธ์ โทณวณิก ถือหุ้น 25.4%
  • นางสินี เธียรประสิทธิ์ ถือหุ้น 26.57%
  • นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ถือหุ้น 21.62%

จะเห็นได้ว่าทั้ง 3 คน ถือหุ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน แต่รอยร้าวกลับเริ่มขึ้น เมื่อน้องสาว 2 คน ร่วมมือกันเพื่อเพิ่มอำนาจในบริษัทมากกว่า “ชนินทธ์” ทำให้ความขัดแย้งเริ่มออกสู่สาธารณะชน เมื่อในช่วงที่มีการประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 32/2568 กลุ่มผู้ถือหุ้นไม่อนุมัติงบการเงินปี 2567

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์คลี่คลาย ภายหลังจากบริษัทสามารถยื่นงบการเงินไตรมาส 1/2568 ได้ทันกำหนด โดยได้รับการอนุมัตจากผู้ถือหุ้น ทำให้มีการแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และทำให้ Dusit ยังมี “การซื้อขายหุ้น” ปกติ ทำให้ปัญหานี้เงียบหายไป…

“ชนินทธ์” เปิดใจศึกสายเลือดร้าว

แต่แล้วปัญหากลับมาปะทุอีกครั้ง ในวันที่ 27 สิงหาคม 2568 หลังจาก ดุสิตธานี แจ้ง ตลท. ถึงประเด็นที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้สายวันเดียวกัน “นายชนินทธ์ โทณวณิก” ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยเริ่มจากอธิบายถึงปัญหา ว่า เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มจากความวุ่นวายของการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 32/2568 ที่ผ่านมาทั้ง 2 ครั้ง และการอนุมัติงบการเงินประจำปี 2567 ของ บมจ.ดุสิตธานี

นายชนินทธ์กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นหลังจากที่คุณแม่ ท่านผู้หญิง ชนัตถ์ ปินะอุย สิ้น เนื่องจากท่านผู้หญิงได้มอบหมายให้ผมเป็นเสาหลักในการดูแลกิจการของ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานี

และธุรกิจอื่นของครอบครัวเป็นเวลากว่า 30 ปี ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาอำนาจกรรมการของบริษัทภายใต้การดูแลของท่านผู้หญิงฯ คือท่านผู้หญิงฯ ลงนามร่วมกับนายชนินทธ์ฯ หรือท่านผู้หญิงฯ ลงนามร่วมกับ “นางสินี เธียรประสิทธิ์” โดยเมื่อท่านผู้หญิงฯ ไม่อยู่แล้ว ผมคือผู้ลงนามหลักที่ต้องลงนามร่วมกับนางสินีฯ หรือลงนามร่วมกับน้องคนเล็ก

ต่อมาเมื่อน้องทั้ง 2 คน ได้ร่วมกันใช้เสียงโหวตเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการเดิมที่คุณแม่กำหนดไว้ เพื่อแก้ไขอำนาจกรรมการ โดยไม่ฟังเสียงของผม ทำให้จากที่ผมมีอำนาจหลักในการลงนามร่วมกับใครคนใดคนหนึ่งเปลี่ยนให้เป็นกรรมการ 2 ใน 3 ลงนามร่วมกัน

และหลังจากนั้น น้องสาว 2 คน ร่วมกันปลดผมออกจากการเป็นกรรมการของ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด รวมถึงปลดออกจากการเป็นกรรมการทุกบริษัทในกองมรดก

“ทั้งที่ผมเองเป็นหนึ่งในผู้จัดการมรดก ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกและไม่เป็นธรรม ผมจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ตามกฏหมายเพื่อปกป้องสิทธิ์ของผมและขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง”

นางสินี เธียรประสิทธิ์

สาเหตุถอดถอน-จ่อเปลี่ยนมือผู้บริหาร

นายชนินทธ์กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ พวกเขาใช้อำนาจผ่านบริษัท ชนัตถ์และลูก ไม่อนุมัติงบการเงิน ทั้งที่งบการเงินไม่ได้มีปัญหา และล่าสุดยังพยายามถอดถอนผมออกจากตำแหน่งกรรมการในดุสิตธานี เพื่อแต่งตั้งบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับคนนอกครอบครัวเข้ามาควบคุมอำนาจบริหาร

ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อ บมจ.ดุสิตธานี แต่ยังเป็นการเปิดทางให้คนนอกครอบครัวเข้ามายึดกิจการที่ครอบครัวสร้างมาอีกด้วย นอกจากนี้ ผมเห็นว่าผู้ที่จะต้องเสียหายไปด้วยก็คือ ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถตอบโต้ หรือทำอะไรได้เลย

ห่วงเทคโอเวอร์โดย “คนนอก”

นายชนินทธ์กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะมีการเสนอกรรมการใหม่บางคนที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับ “กลุ่มเซ็นทรัล”

และการเปลี่ยนกรรมการที่มีอำนาจจากคนในครอบครัวไปสู่คนนอก ที่ไม่เคยบริหารและไม่รู้จักดุสิตธานีอย่างแท้จริงมาก่อน โดย 2 ใน 3 สามารถลงนามแทนบริษัท เป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้าควบคุมกิจการที่ครอบครัวสร้างมาได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีกรรมการเดิมลงนามเลยก็สามารถผูกพันดุสิตธานีได้

และที่ผ่านมา ยังมีความพยายามผลักดันให้ผมแบ่งหุ้นบริษัท ชนัตถ์และลูก ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ดุสิตธานี ออกเป็นสามส่วน เพื่อขายต่อให้คนนอก ทั้ง ๆ ที่ข้อบังคับของบริษัท ชนัตถ์และลูก ระบุไว้ว่า ไม่ให้ขายหุ้นของชนัตถ์และลูก ให้แก่คนนอกครอบครัว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ เท่ากับเปิดประตูให้คนนอกเข้ามาครอบครองกิจการที่เคยเป็นของครอบครัวสร้างมาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง

นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค

หวั่นทับซ้อน 2 บิ๊กธุรกิจยักษ์

นายชนินทธ์กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลเคยพยายามเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บมจ.ดุสิตธานี หลายครั้ง ครั้งหนึ่งเคยซื้อหุ้นดุสิตธานี จนถึง 22.5% โดยไม่แจ้งให้เราทราบ ทั้งที่เป็นพันธมิตรและคู่สัญญาในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค

จนต้องไปเจรจา เพื่อขอให้เขาขายหุ้นออกครึ่งหนึ่ง และขอไม่ให้กลุ่มเซ็นทรัลส่งคนมานั่งเป็นกรรมการ เพราะธุรกิจเรามีความทับซ้อนกัน เช่น ธุรกิจสายโรงแรมก็มีการแข่งขันกันโดยตรง และยังมีธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอาหารเหมือนกัน ด้วยเกรงว่าจะเกิดปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์

และต่อมาผมได้ทราบมาจากหลายช่องทางและเข้าใจว่า ทางกลุ่มเซ็นทรัลและบริษัท ชนัตถ์และลูก ภายใต้การบริหารของน้องสาวทั้งสองของผม ได้มีการหารือกันหลายครั้ง เพื่อหาทางซื้อหุ้นเพิ่ม ผมเข้าใจว่าการหารือกันระหว่างทั้งสองฝ่ายอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเข้าควบคุมอำนาจบริหารกิจการดุสิตธานี

“ซึ่งผมเห็นว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง และจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส และยังอาจมีประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เนื่องจากความทับซ้อนของธุรกิจ”

และที่สำคัญ ณ ปัจจุบัน โครงการนี้สามารถขายไปได้แล้วกว่า 92% เพราะผู้ซื้อเชื่อมั่นในชื่อเสียงและการบริหารงานอย่างมีคุณภาพ และการไม่เอาเปรียบผู้ซื้อของดุสิตธานี แต่ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ และอาจจะส่งผลกระทบต่อการโอนห้องชุด ที่จะเริ่มในไม่กี่เดือนข้างหน้า และกระทบต่อความเชื่อมั่นในโครงการทั้งหมด

ย้ำปกป้องดุสิตธานี

นายชนินทธ์ยืนยันว่า สิ่งที่ผมทำ ไม่ใช่เพื่อรักษาตำแหน่ง แต่เพื่อรักษาความถูกต้อง ความเป็นธรรม และอนาคตขององค์กร เพื่อให้ดุสิตธานียังคงเป็นแบรนด์ไทยที่น่าภาคภูมิใจของครอบครัว ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร พนักงาน และประเทศชาติ รวมถึงปกป้องดุสิตธานีที่กำลังจะมีอนาคตที่สดใส จากการถูกยึดครองโดยไม่เป็นธรรม ทั้งๆ ที่ดุสิตธานีคือแบรนด์ไทยที่ครอบครัวเราสร้างมากว่า 76 ปี และเป็นมรดกทางจิตวิญญาณที่ต้องรักษาไว้

แต่อยู่ๆ กลับจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ ด้วยการเสนอชื่อกรรมการเข้ามาใหม่ถึง 10 คน ทำให้จำนวนกรรมการเพิ่มขึ้นจากเดิม 12 เป็น 18 คน และเปลี่ยนกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ซึ่งสามารถทำให้อำนาจการควบคุมกิจการเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหาร

“ซึ่งผมคิดว่าเป็นการไม่ยุติธรรมต่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ และทีมงานที่ทุ่มเทเวลามาเกือบ 10 ปี เพื่อฟูมฟักและทำให้ดุสิตธานีเติบโตมาจนถึงจุดนี้ และที่สำคัญที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นยังเป็นการไม่ยุติธรรมต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย ดังนั้น ผมเห็นว่าการที่พยายามจะเอาคนนอก ที่ไม่ได้เข้าใจความเป็นดุสิตธานี เข้ามากุมอำนาจในช่วงนี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมกับหลายๆ ฝ่าย”

ผมขอสัญญาว่า ผมยังจะไม่ไปไหน และจะยังอยู่กับดุสิตธานีตลอดไป และถ้าหากสามารถปลดผมได้ ผมก็จะยังอยู่กับดุสิตธานีในบทบาทอื่น และจะพยายามอย่างเต็มที่ในการกลับเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารดุสิตธานีเหมือนเดิม ผมจะไม่ยอมทิ้งดุสิตธานีไปไหน รวมทั้งจะใช้สรรพกำลังทั้งหมดที่มีอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องดุสิตธานี ไม่ให้ถูกยึดครองโดยไม่ชอบธรรม

“ผมจะคอยทำหน้าที่จับตาและเฝ้าดู กรรมการและผู้บริหารใหม่ รวมถึง ใครก็ตาม หากเข้ามาทำให้ดุสิตธานีเสียหาย ผมจะใช้สิทธิที่ตนเองมีในการดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด”

เซ็นทรัลยันรับโอกาศร่วมทุน

ขณะที่ บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงเกี่ยวกับการถือหุ้นบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) อ้างถึงข่าวพาดพิง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดต่อนโยบายการเข้าลงทุนของ บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ในบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัท ขอปฏิเสธข้อมูลที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ และขอชี้แจง ดังนี้

“บริษัท ได้รับโอกาสในการร่วมลงทุน และเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับดุสิตธานีในการพัฒนาโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งใช้งบลงทุนมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท โครงการดำเนินการพัฒนาด้วยดีมาโดยตลอด ในส่วนของโรงแรม และอาคารสำนักงานได้เปิดดำเนินการแล้ว และศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค กำลังจะเปิดให้บริการในวันที่ 4 ก.ย.นี้”

ปัจจุบัน เซ็นทรัลพัฒนาถือหุ้นในดุสิตธานีจำนวน 145,238,320 หุ้น คิดเป็น 17.09% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของดุสิตตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งที่ผ่านมา เซ็นทรัลพัฒนาเคารพในการบริหารงานของผู้ถือหุ้นใหญ่ และสนับสนุนการดำเนินงานด้วยดีมาโดยตลอด

ดังนั้น เมื่อ เซ็นทรัลพัฒนาได้รับการเสนอให้ส่งตัวแทนเพื่อให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นแต่งตั้งเป็นกรรมการของดุสิตธานี ทางเซ็นทรัลพัฒนา เล็งเห็นว่าจะสามารถใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของดุสิตธานีให้เติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป การเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งกรรมการเป็นไปตามแนวทางการมีส่วนร่วมตามสัดส่วนการถือหุ้นซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติตามปกติ ในการดูแลเงินลงทุน โดยไม่มีอำนาจในการควบคุมในดุสิตแต่อย่างใด

ปัดเอี่ยวร่วมวง “ชนัตถ์และลูก”

ทั้งนี้เซ็นทรัลพัฒนา มีเจตนาอันดี และดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลตามแนวทางของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการกำกับดูแลเรื่องการจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) อันเป็นสิ่งที่เซ็นทรัลพัฒนา ให้ความสำคัญ และดำเนินการในแนวทางปฏิบัติเดียวกันกับการร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจทุกรายทั้งใน และต่างประเทศมาโดยตลอด

“ดุสิตธานี บริหารงานโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ บริษัทชนัตถ์และลูกจำกัดเซ็นทรัลพัฒนาขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในการตัดสินใจดำเนินการของ บริษัทชนัตถ์และลูกจำกัด”

พร้อมกับยืนยัน “เซ็นทรัลพัฒนา ยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจมาตลอด 45 ปี และได้รับการรับรอง และตรวจสอบอย่างโปร่งใสมาโดยตลอด รวมถึงสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...