โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

InterGOLD เก็งราคาทองไปต่อ แนะทยอยซื้อลงทุนระยะยาว

ทันหุ้น

อัพเดต 29 ส.ค. 2568 เวลา 07.14 น. • เผยแพร่ 30 ส.ค. 2568 เวลา 16.34 น.

#InterGOLD #ทันหุ้น – InterGOLD มองแนวโน้มราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ระยะสั้นอาจมีการปรับตัวลง แต่ในภาพระยะยาว แนวโน้มยังคงเป็นขาขึ้นอยู่ แนะกลยุทธ์การลงทุนให้ทยอยเข้าซื้อในช่วงที่ราคาปรับตัวลงมาและเน้นลงทุนระยะยาวมากกว่าเก็งกำไร ส่วนแผนการเติบโตของบริษัทตั้งเป้ายอดขายโต 10% รุกขยายแพลตฟอร์มดิจิทัล

นายธีรรัฐ จุฑาวรากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด หรือ InterGOLD ประเมินสถานการณ์ราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 โดย Gold Spot ราคาอยู่ระดับ 3,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนทองคำไทยอยู่ที่ระดับ 52,000 บาท ใกล้ระดับจุดสูงสุดแล้ว ขณะที่ต้นทุนการขุดทองของเหมืองอยู่ระหว่าง 1,000 ถึง 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

เนื่องจากอุปสงค์สูงกว่าอุปทานทำให้ราคาทองคำสูงขึ้น โดยเฉพาะการเก็งกำไรที่เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็นประมาณ 90% ของปริมาณทั่วโลก แม้ในภาพใหญ่แนวโน้มราคาทองคำจะเป็นขาขึ้น แต่ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำมีความนิ่งผิดปกติ ดังนั้นในระยะสั้นราคาทองอาจมีการปรับตัวลงเพื่อพักฐาน

@วางกลยุทธ์ลงทุน

ทั้งนี้กลยุทธ์การลงทุนควรเปลี่ยนจากการเก็งกำไรระยะสั้นเป็นการลงทุนที่มีการวางแผน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์อะไรก็ตามถ้ามีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ไม่ควรเล่นสวนตลาด แนะนำให้วางแผนเข้าซื้อตามระดับราคาที่อาจจะปรับตัวลง ซึ่งกลยุทธ์ที่ทำให้ได้กำไรสม่ำเสมอในการลงทุนระยะยาวในช่วงขาขึ้น คือ DCA โดย Gold Spot ประเมินแนวรับ 3,300-3,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนทองคำไทยอยู่ที่ระดับ 51,300-50,500 บาท ภายในสิ้นปีนี้ โดยมีแนวต้านเป็นนิวไฮเดิม

โดยปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อราคาทองคำ ได้แก่ นโยบายอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ซึ่งคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ และต่อเนื่องไปในปีหน้าเป็นผลดีต่อราคาทองคำ แต่อาจปรับตัวขึ้นได้ไม่สูงมากเพราะตลาดรับรู้ปัจจัยนี้ไปแล้ว ขณะที่ธนาคารกลางโลกโดยเฉพาะจีนกลับมาซื้อทองคำต่อเนื่อง รวมถึงความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐ ที่ลดลงจากปัญหาเพดานหนี้และการใช้ดอลลาร์เป็นเครื่องมือทางการเมือง

@รุกแผนการเติบโต

ในส่วนการเติบโตของบริษัทได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของยอดขายทองคำไว้ที่ 10% จากปีก่อนที่ทำได้ 61,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเติบโตไปแล้วกว่า 20% มียอดขายอยู่ในอันดับที่ 4 ของกลุ่มผู้ประกอบการค้าทองคำในไทย โดยมุ่งเน้นการเติบโตของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่ม B2C ผ่านแอปพลิเคชัน Gold2Go ที่พร้อมยกระดับประสบการณ์การลงทุนทองคำในยุคดิจิทัล และเดินหน้าสร้างการเติบโตอีก 100% จากปีก่อน

พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำตลาดทองคำด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า ผ่าน 2 แอปพลิเคชันหลัก ได้แก่ Gold2Go (เน้นกลุ่ม B2C) แอปพลิเคชันสำหรับนักลงทุนรายย่อย ที่ต้องการความสะดวกในการออมทอง และ InterGOLD (เน้นกลุ่ม B2B) แอปพลิเคชันสำหรับร้านทองที่ต้องการซื้อขายทองคำในปริมาณมาก ด้วยระบบจัดการสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์ที่มีประสิทธิภาพ

โดยแอปพลิเคชันมียอดดาวน์โหลดรวมมากกว่า 200,000 ครั้ง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มดิจิทัลของบริษัท โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ที่ Gold2Go มียอดดาวน์โหลดเพิ่มขึ้นกว่า 70% และตั้งเป้าหมายพันธมิตรที่เป็นร้านทองคำทั่วประเทศให้ถึง 3,000 ร้าน จากปัจจุบันที่มี 2,500 ร้าน

อย่างไรก็ดีบริษัทได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ทองคำแท่งขนาดเล็กและมีลวดลายสวยงามหรือทองจิ๋ว เช่น ลายแมว, เหรียญ Bitcoin เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ทั้งการลงทุนและคุณค่าทางจิตใจ ปีที่แล้วขายทองจิ๋วได้ประมาณ 60,000 แท่ง และทองแท่งทั่วไป 40,000-50,000 แท่ง (รวมประมาณหลักแสนแท่ง)

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...