“พ่อค้าเกวียน” อาชีพเก่าที่ถูกลืมเลือนก่อนเป็นเจ้าเมืองตากของ “พระเจ้าตากสิน” ?
พระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ของ “พระเจ้ากรุงธนบุรี” หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นค่อนข้างคลุมเครือ คำถามสำคัญคำถามหนึ่งเกี่ยวกับพระองค์คือ ทรงประกอบสัมมาอาชีวะอะไรกันแน่ก่อนจะมาเป็นเจ้าเมืองตาก
หนึ่งในข้อสันนิษฐานเรื่องนี้คือทรงเป็น “พ่อค้าเกวียนแห่งเมืองตาก” มาก่อน
การจะสืบว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินเคยประกอบอาชีพอะไรมาก่อน ควรจะต้องสืบสาวจากพื้นเพฝั่ง “นายแต้หยง”พระราชบิดา ก่อน “นางนกเอี้ยง”พระราชมารดา ตามคำกล่าวที่ว่า “เด็กที่เกิดจากพ่อจีนแม่ไทยมักจะเป็นจีนมากกว่าไทย”
นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายไว้ใน การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีว่า ไม่มีหลักฐานน่าเชื่อถือใดบอกอาชีพของนายหยงโดยเป็นอิสระจากหลักฐานอย่าง อภินิหารบรรพบุรุษซึ่งเพิ่งมาแต่งราวสมัยรัชกาลที่ 4
อภินิหารบรรพบุรุษเล่าว่าพระราชบิดาสมเด็จพระเจ้าตากสินสามารถตั้งตัวมีฐานะดี จนได้เป็น “ขุนพัฒน์” นายอากรบ่อนเบี้ย แต่สถานะดังกล่าวจำเป็นต้องมีสายสัมพันธ์กับขุนนางสยามที่มีอิทธิพล จึงดูขัดแย้งกับตัวตนของจีนผู้นี้ ที่ไม่ค่อยมีญาติหรือเส้นสายในเมืองไทยเลย
แต่ไม่ว่าพระราชบิดาจะประกอบสัมมาอาชีวะใด การที่สมเด็จพระเจ้าตากสินสามารถตรัสภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว ทรงนิยมอาศัยอยู่ในเรือนแบบจีน และเชื้อสายของพระองค์เชื่อถือธรรมเนียมจีนมากพอที่จะส่งฉลองพระองค์กลับไปฝังในประเทศจีน ก็ช่วยยืนยันได้ว่าพระองค์ได้รับการอมรมเลี้ยงดูแบบจีนจริง ๆ
โอกาสที่พระองค์จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบไทยเกิดขึ้นได้ในกรณีเดียวคือ นายหยงตายไปตั้งแต่บุตรชายยังเล็กมาก เมื่อไม่มีญาติฝ่ายพ่อรับดูแล หน้าที่ในการอบรมเลี้ยงดู “เด็กชายสิน” จึงเป็นของนางนกเอี้ยงและญาติ ๆ ที่เป็นไทย
นิธิชี้ว่า การที่สมเด็จพระเจ้าตากสินสามารถตรัสภาษาจีน และยังทรงนิยมแบบอย่างจีนสืบมา ด้วย “จำเป็น” จะต้องรับผิดชอบการทำมาหากินต่อจากพระราชบิดา เพราะไม่ปรากฏพระราชประวัติว่าทรงมีพระอนุชาหรือพระเชษฐาเลย และ ไม่ว่านายหยงจะเป็น “ขุนพัฒน์” หรือไม่ก็ตาม อาชีพหลักของพระองค์ก่อนจะเสด็จเข้ารับราชการก็ควรจะเป็นการ “ค้าขาย”
ทั้งนี้ เพราะการรักษาเอกลักษณ์จีนดังที่กล่าวไปข้างต้น ย่อมก่อประโยชน์แก่ธุรกิจของพระองค์ ตลอดจนเป็นโอกาสให้ได้เกี่ยวข้องกับชุมชนชาวจีน จนทำให้ทรงรู้ทั้งขนบธรรมเนียมและภาษาจีน ดังมีหลักฐานยืนยันว่าพระองค์ตรัสภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งสำเนียงแต้จิ๋ว กวางตุ้ง และฮกเกี้ยน
ที่สำคัญคือมีข้อมูลที่ส่อว่าทรงเคยเป็น “พ่อค้าเกวียน” มาก่อนในหลักฐานหลายชิ้นด้วยกัน ซึ่งล้วนแต่น่าเชื่อถือกว่า อภินิหารบรรพบุรุษ หนึ่งในนั้นคือ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศที่แม้จะเป็นฉบับที่มีเนื้อหากล่าวร้ายพระองค์อย่างชัดเจน แต่ยังแทรกพระราชพระวัติก่อนเสวยราชย์ ที่เทียบเคียงหลักฐานชิ้นอื่นแล้วหนักแน่นพอจะเชื่อถือได้อยู่ ดังว่า “ขณะนั้นมีบุตรจีนคลองสวนพลูคนหนึ่ง ขึ้นไปค้าขายอยู่ ณ เมืองตากหลายปี…”
พงศาวดารฉบับเดียวกันนี้ยังทิ้งร่องรอยอาชีพของสมเด็จพระเจ้าตากสินไว้ในตอนที่เล่าถึงคำทำนายของมหาโสภิตเมื่อ พ.ศ. 2319 อ้างถึงความวิบัติในอนาคตของบ้านเมือง อันเกิดจากพม่ายกทัพใหญ่มาตีพระนคร คำทำนายดังกล่าวอ้างถึงพระองค์ว่า“ชายพ่อค้าเกวียน”
การที่เคยมีชีวิตเป็นพ่อค้าเกวียนนี้เอง ทำให้พระองค์ทรงรู้จักคุ้นเคยกับคนจีนจำนวนหนึ่ง ซึ่งสมัครเข้ามาเป็นพวกตั้งแต่ทรงดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองตาก และพากันหลบหนีออกจากพระนครไปตั้งตัวในเวลาต่อมา
พระราชประวัติที่เผยว่าทรงรู้จักผู้นำชุมชนต่าง ๆ แทนที่จะเป็นข้าราชการส่วนกลาง ยิ่งสะท้อนวิสัยปกติของพ่อค้า ที่จะต้องติดต่อสัมพันธ์กับชนชั้นนำระดับท้องถิ่น เป็นเครือข่ายมาแต่ครั้งยังทรงเป็นพ่อค้าเกวียนแห่งเมืองตาก ก่อนเลื่อนสถานะรับราชการเป็นเจ้าเมือง เพราะกฎหมายปลายอยุธยาระบุชัดว่า เจ้าเมืองในหัวเมืองจะเที่ยวเดินทางเร่ร่อนติดต่อกับหัวเมืองอื่นไม่ได้
นิธิเผยว่า การเป็นพ่อค้ามาก่อนยังทำให้พระองค์จัดเจนต่อสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศของหัวเมืองเหนือ เช่น เมื่อครั้งยกทัพไปตีเมืองเหนือใน พ.ศ. 2313 หลังจากพิชิตเมืองพิษณุโลกได้แล้ว ก็โปรดฯ ให้ทัพบกเร่งยกขึ้นไปตีสวางคบุรีต่อทันที ทรงกำหนดนัดว่าจะเสด็จยกทัพเรือตามไปภายหลังภายใน 3 วัน ทั้งที่ขณะนั้นน้ำตามลำห้วยแห้งขอด แต่ทรงทำนายว่าน้ำจะขึ้นเต็มฝั่งใน 3 วัน และก็เป็นจริงดังทำนาย
พระราชพงศาวดารบรรยายถึงเรื่องนี้ในเชิงกฤษฎาภินิหาร แต่ความจริงแล้วเป็นเพราะทรงคุ้นเคยหัวเมืองแถบนั้นดีนั่นเอง จึงน่าเชื่อว่าพระปรีชาสามารถในการจัดทัพรับศึกอะแซหวุ่นกี้และการตีเชียงใหม่ ฯลฯ ก็ล้วนได้มาจากความคุ้นเคยภูมิประเทศ สภาพอากาศเป็นส่วนหนึ่งด้วย
“แม้ความสามารถในการรบของพระองค์ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากอาชีพพ่อค้าเกวียน ซึ่งต้องจัดตั้งผู้คนในการเดินทางสำหรับการป้องกันตนเองจากโจรผู้ร้าย อันเป็นสิ่งที่ชุกชุมขึ้นตามความเติบโตของการค้าและความอ่อนแอของบ้านเมือง”นิธิกล่าว
สำหรับความคึกคักของการค้าเกวียนแถบหัวเมืองเหนือสมัยอยุธยา คาดการณ์ได้จากการบรรยายถึงตลาดกรุงศรีอยุธยาใน คำให้การขุนหลวงหาวัดประดู่ทรงธรรมและ อธิบายแผนที่กรุงศรีอยุธยาซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีสินค้าของป่าจากพิษณุโลกและหัวเมืองเหนือหลั่งไหลมาสู่ตลาดพระนครจำนวนมาก ซึ่งการรวบรวมและขนส่งสินค้าเหล่านี้ย่อมเกิดจากการค้าระหว่างหัวเมืองที่คึกคักพอสมควร
บริเวณเมืองตาก-ระแหง และเชียงใหม่ ยังเป็นพื้นที่ที่ชาวจีนแต้จิ๋วไปตั้งหลักแหล่งและทำการค้าขายมานาน เพราะเป็นชุมทางของเส้นทางคาราวานเชื่อมยูนนาน พม่า และลาว ลงมาถึงสยามตอนล่าง ดังมีร่องรอยการตั้งถิ่นฐานถาวรของชาวแต้จิ๋วที่ตากมาตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 24
จึงสมเหตุสมผลที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและพรรคพวก เคยเป็นส่วนหนึ่งในกิจการค้าเกวียนเร่ร่อนอยู่ในแถบหัวเมืองเหนือด้วยอัตลักษณ์จีน กระทั่งได้เป็นเจ้าเมืองตาก อัตลักษณ์ความเป็นไทยของพระองค์จึงเด่นชัดขึ้น
อ่านเพิ่มเติม :
- นักเขียน (บางท่าน) รับไม่ได้ที่ “พระเจ้ากรุงธนบุรี” วีรบุรุษของชาติมีเชื้อสายจีน
- สืบหาพระญาติวงศ์สมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราชผู้ “ไร้ญาติขาดมิตร” ?
- อภินิหารพระราชสมภพพระเจ้าตาก : “ 4 ส่วน” ยาวเสมอกัน-ฟ้าผ่ากลางเรือน-งูเหลือมขดล้อม
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2550). การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ : มติชน.
อภินิหารบรรพบุรุษ. (2473). กรุงเทพฯ : โสภณพิพรรฒธนากร. อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าปิยภักดีนารถ สุประดิษฐ์ พ.ศ. 2473.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 ตุลาคม 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “พ่อค้าเกวียน” อาชีพเก่าที่ถูกลืมเลือนก่อนเป็นเจ้าเมืองตากของ “พระเจ้าตากสิน” ?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com