โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“พ่อค้าเกวียน” อาชีพเก่าที่ถูกลืมเลือนก่อนเป็นเจ้าเมืองตากของ “พระเจ้าตากสิน” ?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ณ วงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี

พระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ของ “พระเจ้ากรุงธนบุรี” หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นค่อนข้างคลุมเครือ คำถามสำคัญคำถามหนึ่งเกี่ยวกับพระองค์คือ ทรงประกอบสัมมาอาชีวะอะไรกันแน่ก่อนจะมาเป็นเจ้าเมืองตาก

หนึ่งในข้อสันนิษฐานเรื่องนี้คือทรงเป็น “พ่อค้าเกวียนแห่งเมืองตาก” มาก่อน

การจะสืบว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินเคยประกอบอาชีพอะไรมาก่อน ควรจะต้องสืบสาวจากพื้นเพฝั่ง “นายแต้หยง”พระราชบิดา ก่อน “นางนกเอี้ยง”พระราชมารดา ตามคำกล่าวที่ว่า “เด็กที่เกิดจากพ่อจีนแม่ไทยมักจะเป็นจีนมากกว่าไทย”

นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายไว้ใน การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีว่า ไม่มีหลักฐานน่าเชื่อถือใดบอกอาชีพของนายหยงโดยเป็นอิสระจากหลักฐานอย่าง อภินิหารบรรพบุรุษซึ่งเพิ่งมาแต่งราวสมัยรัชกาลที่ 4

อภินิหารบรรพบุรุษเล่าว่าพระราชบิดาสมเด็จพระเจ้าตากสินสามารถตั้งตัวมีฐานะดี จนได้เป็น “ขุนพัฒน์” นายอากรบ่อนเบี้ย แต่สถานะดังกล่าวจำเป็นต้องมีสายสัมพันธ์กับขุนนางสยามที่มีอิทธิพล จึงดูขัดแย้งกับตัวตนของจีนผู้นี้ ที่ไม่ค่อยมีญาติหรือเส้นสายในเมืองไทยเลย

แต่ไม่ว่าพระราชบิดาจะประกอบสัมมาอาชีวะใด การที่สมเด็จพระเจ้าตากสินสามารถตรัสภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว ทรงนิยมอาศัยอยู่ในเรือนแบบจีน และเชื้อสายของพระองค์เชื่อถือธรรมเนียมจีนมากพอที่จะส่งฉลองพระองค์กลับไปฝังในประเทศจีน ก็ช่วยยืนยันได้ว่าพระองค์ได้รับการอมรมเลี้ยงดูแบบจีนจริง ๆ

โอกาสที่พระองค์จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบไทยเกิดขึ้นได้ในกรณีเดียวคือ นายหยงตายไปตั้งแต่บุตรชายยังเล็กมาก เมื่อไม่มีญาติฝ่ายพ่อรับดูแล หน้าที่ในการอบรมเลี้ยงดู “เด็กชายสิน” จึงเป็นของนางนกเอี้ยงและญาติ ๆ ที่เป็นไทย

นิธิชี้ว่า การที่สมเด็จพระเจ้าตากสินสามารถตรัสภาษาจีน และยังทรงนิยมแบบอย่างจีนสืบมา ด้วย “จำเป็น” จะต้องรับผิดชอบการทำมาหากินต่อจากพระราชบิดา เพราะไม่ปรากฏพระราชประวัติว่าทรงมีพระอนุชาหรือพระเชษฐาเลย และ ไม่ว่านายหยงจะเป็น “ขุนพัฒน์” หรือไม่ก็ตาม อาชีพหลักของพระองค์ก่อนจะเสด็จเข้ารับราชการก็ควรจะเป็นการ “ค้าขาย”

ทั้งนี้ เพราะการรักษาเอกลักษณ์จีนดังที่กล่าวไปข้างต้น ย่อมก่อประโยชน์แก่ธุรกิจของพระองค์ ตลอดจนเป็นโอกาสให้ได้เกี่ยวข้องกับชุมชนชาวจีน จนทำให้ทรงรู้ทั้งขนบธรรมเนียมและภาษาจีน ดังมีหลักฐานยืนยันว่าพระองค์ตรัสภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งสำเนียงแต้จิ๋ว กวางตุ้ง และฮกเกี้ยน

ที่สำคัญคือมีข้อมูลที่ส่อว่าทรงเคยเป็น “พ่อค้าเกวียน” มาก่อนในหลักฐานหลายชิ้นด้วยกัน ซึ่งล้วนแต่น่าเชื่อถือกว่า อภินิหารบรรพบุรุษ หนึ่งในนั้นคือ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศที่แม้จะเป็นฉบับที่มีเนื้อหากล่าวร้ายพระองค์อย่างชัดเจน แต่ยังแทรกพระราชพระวัติก่อนเสวยราชย์ ที่เทียบเคียงหลักฐานชิ้นอื่นแล้วหนักแน่นพอจะเชื่อถือได้อยู่ ดังว่า “ขณะนั้นมีบุตรจีนคลองสวนพลูคนหนึ่ง ขึ้นไปค้าขายอยู่ ณ เมืองตากหลายปี…”

พงศาวดารฉบับเดียวกันนี้ยังทิ้งร่องรอยอาชีพของสมเด็จพระเจ้าตากสินไว้ในตอนที่เล่าถึงคำทำนายของมหาโสภิตเมื่อ พ.ศ. 2319 อ้างถึงความวิบัติในอนาคตของบ้านเมือง อันเกิดจากพม่ายกทัพใหญ่มาตีพระนคร คำทำนายดังกล่าวอ้างถึงพระองค์ว่า“ชายพ่อค้าเกวียน”

การที่เคยมีชีวิตเป็นพ่อค้าเกวียนนี้เอง ทำให้พระองค์ทรงรู้จักคุ้นเคยกับคนจีนจำนวนหนึ่ง ซึ่งสมัครเข้ามาเป็นพวกตั้งแต่ทรงดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองตาก และพากันหลบหนีออกจากพระนครไปตั้งตัวในเวลาต่อมา

พระราชประวัติที่เผยว่าทรงรู้จักผู้นำชุมชนต่าง ๆ แทนที่จะเป็นข้าราชการส่วนกลาง ยิ่งสะท้อนวิสัยปกติของพ่อค้า ที่จะต้องติดต่อสัมพันธ์กับชนชั้นนำระดับท้องถิ่น เป็นเครือข่ายมาแต่ครั้งยังทรงเป็นพ่อค้าเกวียนแห่งเมืองตาก ก่อนเลื่อนสถานะรับราชการเป็นเจ้าเมือง เพราะกฎหมายปลายอยุธยาระบุชัดว่า เจ้าเมืองในหัวเมืองจะเที่ยวเดินทางเร่ร่อนติดต่อกับหัวเมืองอื่นไม่ได้

นิธิเผยว่า การเป็นพ่อค้ามาก่อนยังทำให้พระองค์จัดเจนต่อสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศของหัวเมืองเหนือ เช่น เมื่อครั้งยกทัพไปตีเมืองเหนือใน พ.ศ. 2313 หลังจากพิชิตเมืองพิษณุโลกได้แล้ว ก็โปรดฯ ให้ทัพบกเร่งยกขึ้นไปตีสวางคบุรีต่อทันที ทรงกำหนดนัดว่าจะเสด็จยกทัพเรือตามไปภายหลังภายใน 3 วัน ทั้งที่ขณะนั้นน้ำตามลำห้วยแห้งขอด แต่ทรงทำนายว่าน้ำจะขึ้นเต็มฝั่งใน 3 วัน และก็เป็นจริงดังทำนาย

พระราชพงศาวดารบรรยายถึงเรื่องนี้ในเชิงกฤษฎาภินิหาร แต่ความจริงแล้วเป็นเพราะทรงคุ้นเคยหัวเมืองแถบนั้นดีนั่นเอง จึงน่าเชื่อว่าพระปรีชาสามารถในการจัดทัพรับศึกอะแซหวุ่นกี้และการตีเชียงใหม่ ฯลฯ ก็ล้วนได้มาจากความคุ้นเคยภูมิประเทศ สภาพอากาศเป็นส่วนหนึ่งด้วย

“แม้ความสามารถในการรบของพระองค์ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากอาชีพพ่อค้าเกวียน ซึ่งต้องจัดตั้งผู้คนในการเดินทางสำหรับการป้องกันตนเองจากโจรผู้ร้าย อันเป็นสิ่งที่ชุกชุมขึ้นตามความเติบโตของการค้าและความอ่อนแอของบ้านเมือง”นิธิกล่าว

สำหรับความคึกคักของการค้าเกวียนแถบหัวเมืองเหนือสมัยอยุธยา คาดการณ์ได้จากการบรรยายถึงตลาดกรุงศรีอยุธยาใน คำให้การขุนหลวงหาวัดประดู่ทรงธรรมและ อธิบายแผนที่กรุงศรีอยุธยาซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีสินค้าของป่าจากพิษณุโลกและหัวเมืองเหนือหลั่งไหลมาสู่ตลาดพระนครจำนวนมาก ซึ่งการรวบรวมและขนส่งสินค้าเหล่านี้ย่อมเกิดจากการค้าระหว่างหัวเมืองที่คึกคักพอสมควร

บริเวณเมืองตาก-ระแหง และเชียงใหม่ ยังเป็นพื้นที่ที่ชาวจีนแต้จิ๋วไปตั้งหลักแหล่งและทำการค้าขายมานาน เพราะเป็นชุมทางของเส้นทางคาราวานเชื่อมยูนนาน พม่า และลาว ลงมาถึงสยามตอนล่าง ดังมีร่องรอยการตั้งถิ่นฐานถาวรของชาวแต้จิ๋วที่ตากมาตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 24

จึงสมเหตุสมผลที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและพรรคพวก เคยเป็นส่วนหนึ่งในกิจการค้าเกวียนเร่ร่อนอยู่ในแถบหัวเมืองเหนือด้วยอัตลักษณ์จีน กระทั่งได้เป็นเจ้าเมืองตาก อัตลักษณ์ความเป็นไทยของพระองค์จึงเด่นชัดขึ้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2550). การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ : มติชน.

อภินิหารบรรพบุรุษ. (2473). กรุงเทพฯ : โสภณพิพรรฒธนากร. อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าปิยภักดีนารถ สุประดิษฐ์ พ.ศ. 2473.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 ตุลาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “พ่อค้าเกวียน” อาชีพเก่าที่ถูกลืมเลือนก่อนเป็นเจ้าเมืองตากของ “พระเจ้าตากสิน” ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...