โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามสายเคเบิลสมรภูมิใต้ทะเลลึกที่มองไม่เห็น แต่ชี้ชะตาอินเทอร์เน็ตโลกได้

BT Beartai

อัพเดต 08 ต.ค. 2568 เวลา 12.07 น. • เผยแพร่ 06 ต.ค. 2568 เวลา 12.11 น.
สงครามสายเคเบิลสมรภูมิใต้ทะเลลึกที่มองไม่เห็น แต่ชี้ชะตาอินเทอร์เน็ตโลกได้

รู้หรือไม่ว่าข้อมูลอินเทอร์เน็ตกว่า 99% ของโลก ไม่ได้เดินทางผ่านดาวเทียมหรือสัญญาณไร้สาย แต่ไหลผ่านสายเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Cables) ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเลลึก โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมต่อโลกทั้งใบเข้าหากัน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นจุดที่เปราะบางอย่างน่ากังวล เมื่อมันถูกดึงเข้ามาเป็นเครื่องมือในเกมภูมิรัฐศาสตร์ใต้ทะเล (Undersea Geopolitics) ที่กำลังทวีความร้อนแรงขึ้นทุกขณะ

เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน 2025 ที่สายเคเบิลหลายเส้นของไมโครซอฟท์ (Microsoft) ในทะเลแดงถูกตัดขาดโดยไม่ทราบสาเหตุ ได้ส่งสัญญาณเตือนไปทั่วโลกว่า สมรภูมิที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่านี้ มีพลังทำลายล้างโลกดิจิทัลและส่งผลกระทบโดยตรงต่อเราทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย

จากเส้นใยแก้วนำแสง สู่สมรภูมิมหาอำนาจ

เดิมทีการวางสายเคเบิลใต้น้ำเป็นเรื่องของธุรกิจโทรคมนาคม เพื่อเชื่อมต่อโลกให้สื่อสารกันได้เร็วขึ้น แต่ปัจจุบันมันได้กลายเป็นสมรภูมิใหม่ของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีน ใครก็ตามที่ควบคุมเทคโนโลยีการผลิต การติดตั้ง และจุดเชื่อมต่อสายเคเบิลเหล่านี้ ย่อมหมายถึงการกุมความได้เปรียบทั้งในด้านข่าวกรอง เศรษฐกิจ และความมั่นคง

ตลาดนี้เคยถูกครอบครองโดยบริษัทจากสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาบริษัทจีนอย่าง HMN Technologies (หรือในชื่อเดิม Huawei Marine) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นรายสำคัญด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน ทำให้สามารถขยายอิทธิพลไปทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียและแอฟริกา สร้างความกังวลให้ชาติตะวันตกว่าจีนอาจใช้โครงสร้างพื้นฐานนี้เพื่อการสอดแนมหรือสร้างความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์

เหมือนจะปลอดภัย แต่เปราะบางกว่าที่คิด

แม้ว่าสายเคเบิลใต้น้ำถูกสร้างวัสดุจากที่มีความทนทานมาก สามารถป้องกันแรงดันน้ำมหาศาลใต้พื้นสมุทรได้ แต่ถึงอย่างนั้นกลับเปราะบางและสามารถถูกโจมตีได้ เหตุการณ์ที่ตอกย้ำความเปราะบางนี้ได้ชัดเจนที่สุดคือ วิกฤตการณ์ในทะเลแดง ที่มีสายเคเบิลที่เชื่อมระหว่างเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรป

ภาพจาก Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty Organization – Flickr

ตามรายงานเมื่อเดือนกันยายน 2025 ทาง Microsoft ระบุว่าสายเคเบิลอย่างน้อย 4 เส้นในบริเวณทะเลแดงถูกตัด ส่งผลให้ปริมาณการรับส่งข้อมูล (Traffic) หายไปถึง 25% ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในหลายประเทศต้องเผชิญกับความเร็วที่ลดลง ขณะที่ผู้ให้บริการต้องรีบหาเส้นทางสำรอง เช่น การอ้อมไปใช้เส้นทางผ่านสหรัฐฯ หรือภาคพื้นดินผ่านจีน ซึ่งล้วนเพิ่มต้นทุน และเวลาแฝง (Latency)

แม้จะยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน แต่ข้อสงสัยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งเคยมีประวัติโจมตีเรือสินค้าในบริเวณดังกล่าวมาก่อน และแม้กลุ่มฮูตีจะออกมาปฏิเสธ แต่เหตุการณ์นี้ก็ได้เผยให้เห็นแล้วว่า การจงใจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานเน็ตเวิร์กเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการทหารไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การซ่อมแซมเองก็ทำได้ยากลำบาก ต้องใช้เรือและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน

ภาพจาก Ship Nerd News

นอกจากนี้สายเคเบิลก็จะไร้ความหมายหากไม่มีสถานีภาคพื้นดิน (Cable Landing Stations – CLS) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อสายเคเบิลจากโลกเข้ากับโครงข่ายอินเทอร์เน็ตของแต่ละประเทศ สถานีเหล่านี้จึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญและเปราะบางอย่างยิ่ง การควบคุมหรือโจมตีสถานีเหล่านี้ เท่ากับการควบคุมการเข้าหรือออกของข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตได้ทั้งประเทศ

สำหรับประเทศไทยมีสถานี Cable Landing Stations (CLS) หลายแห่งที่เป็นประตูเชื่อมเราเข้ากับโลกอินเทอร์เน็ต ได้แก่

  • สถานีโมฬี (MOALEE Cable Landing Station) จังหวัดระยอง
  • สถานีสงขลา (Songkhla Cable Landing Station)
  • สถานีเพชรบุรี (Petchaburi Cable Landing Station)
  • สถานีศรีราชา (Sri Racha Cable Landing Station)

จากความเสี่ยงสู่โอกาส ศูนย์กลางดิจิทัลแห่งอาเซียน

หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องของมหาอำนาจ แต่จริง ๆ แล้วประเทศไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะไทยเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) กับมาเลเซียและสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังเป็นประตูสู่ตลาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย-ตะวันออกกลาง

อย่างที่คุณอาเดบาโย (Adebayo Ogunlesi) ผู้บริหารกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง GIP BlackRock เคยกล่าวไว้ว่า “Thailand has land” ประเทศไทยมีที่ดินและทำเลที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเป็นจุดเชื่อมต่อของภูมิภาค ทั้งจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนด้าน Data Center, Cloud Computing และขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

เกมอำนาจที่ซ่อนอยู่ใต้เกลียวคลื่น

สงครามสายเคเบิลอาจไม่มีเสียงปืนหรือการนองเลือด แต่มันคือเกมแห่งอำนาจที่เงียบเชียบและซ่อนอยู่ใต้เกลียวคลื่น เหตุการณ์ที่ทะเลแดงคือสัญญาณเตือนว่าการเชื่อมต่อของโลกที่เราพึ่งพาอยู่ทุกวันนั้นไม่ได้มั่นคงอย่างที่คิด

ส่วนประเทศไทยก็ถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ หากวางยุทธศาสตร์ดี ๆ อาจคว้าโอกาสในการเป็นศูนย์กลางข้อมูลของภูมิภาคได้ ซึ่งจะสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศได้อย่างมหาศาลในเกมอำนาจใต้น้ำ

แต่คำถามคือ ไทยจะเลือกเป็นแค่ ‘ทางผ่าน’ หรือจะก้าวขึ้นมาเป็น ‘ผู้เล่นคนสำคัญ’ ในสนามนี้ ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...