โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระธาตุพนมในประวัติศาสตร์ชาติ (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 ก.ย 2568 เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2568 เวลา 02.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

พระธาตุพนมในประวัติศาสตร์ชาติ (จบ)

พระธาตุพนมก็เหมือนพระธาตุสำคัญองค์อื่นๆ ในสังคมไทยที่ต้องผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์หลายต่อหลายครั้งตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี บางครั้งเป็นแค่เพียงซ่อมเสริมส่วนที่เสียหาย แต่หลายครั้งเป็นการซ่อมแปลงเสริมรูปทรงให้สูงใหญ่ขึ้น ซึ่งในกรณีนี้ย่อมทำให้ฐานล่างรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะการซ่อมแปลงเมื่อ พ.ศ.2483-2484 ที่มีการต่อเสริมยอดเพิ่มเข้าไปถึง 10 เมตร พร้อมทั้งทำรูระบายอากาศรอบด้านในส่วนยอดซึ่งทำให้น้ำฝนสามารถไหลซึมเข้าไปได้แต่กลับไม่มีทางระบายออก เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ความชื้นที่สะสมภายในก็ทำให้อิฐภายในเสื่อมสภาพ

และเมื่อเกิดแผ่นดินไหวในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2518 ในบริเวณไทย-พม่า ที่แม้จะไม่รุนแรงนัก แต่มีรายงานว่าได้เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ขึ้นหลายจุดจนทำให้พระธาตุเริ่มเอียง ผนวกเข้ากับฝนตกชุกในช่วงหน้าฝนในเวลาต่อมา

ทั้งหมดทำให้องค์พระธาตุแตกร้าวและล้มพังลงในเย็นวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2518

รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ยังวัดพระธาตุพนม ธันวาคม พ.ศ.2518 ที่มา : https://www.thatphanom.com/417

เหตุการณ์นี้สร้างความเศร้าโศกและตกใจแก่ประชาชนและผู้มีอำนาจรัฐเป็นอย่างมาก เพราะมิใช่เป็นเพียงแค่การล้มของปูชนียสถานที่เป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนาในอีสานเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นการพังทลายลงของหนึ่งใน “จอมเจดีย์” ของชาติไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการพังทลายทางสัญลักษณ์แห่งชาติที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐไทยกำลังต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ในบริบทยุค “สงครามเย็น” ภายใต้ความหวาดกลัวใน “ทฤษฎีโดมิโน” (Domino Theory) ที่เชื่อกันว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์จะแพร่จากประเทศหนึ่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เปรียบเสมือนตัวโดมิโนที่ล้มลงไล่เรียงต่อๆ กันไป

เมษายน พ.ศ.2518 สิ้นสุดสงครามเวียดนาม ประเทศเวียดนามรวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้การปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2518 พระธาตุพนมล้ม และไม่นานหลังจากนั้นคือในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2518 พรรคประชาชนปฏิวัติลาวได้ล้มล้างระบอบกษัตริย์ และปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ ทั้ง 3 เหตุการณ์เกิดขึ้นใกล้เคียงกัน

ซึ่งหากมองในมิติทางความเชื่อว่าด้วยลางบอกเหตุร้าย การล้มของพระธาตุพนมเป็นเสมือนสัญญะต่อการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคที่อาจกำลังบอกเป็นนัยว่าไทยจะกลายเป็นโดมิโนตัวถัดไป

(ดูเพิ่มใน อรัญ จำนงอุดม และ จักรพันธ์ ขัดชุ่มแสง “ความหมายที่เปลี่ยนแปลงของพระธาตุพนมในบริบทประวัติศาสตร์ ไทย-ลาว” วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มกราคม-มิถุนายน 2566)

ตามความเชื่อ ณ ขณะนั้น หากคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะสิ่งที่จะสูญหายไปนอกจากเอกราชของชาติแล้ว พุทธศาสนา และสถาบันกษัตริย์ ก็จะสูญสิ้นตามไปด้วย ดังนั้น การล้มของพระธาตุพนมที่เป็น 1 ใน 8 จอมเจดีย์ของชาติจึงมีนัยยะเสมือนการพังทลายลงของพุทธศาสนาในชาติไทยตามไปด้วย

รัชกาลที่ 9 ในพระราชพิธีบรรจุพระอุรังคธาตุ พ.ศ.2522 ที่มา : https://www.thatphanom.com/417

รัฐบาลไทยประกาศการบูรณะพระธาตุพนมแทบจะทันที สิ่งที่น่าสังเกตคือ ในวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2518 ภายหลังลาวเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์เพียง 2 สัปดาห์ ได้มีการจัดพิธีสมโภชใหญ่พระอุรังคธาตุ 7 วัน 7 คืน ณ วัดพระธาตุพนม โดยในงาน รัชกาลที่ 9 (พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์) ได้เสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานในพิธี ซึ่งเป็นเสมือนดังการฟื้นฟูศรัทธาของประชาชนและสร้างขวัญกำลังใจของชาติให้กลับคืนมา

การก่อสร้างดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาราว 3 ปีจึงแล้วเสร็จ และในปลายเดือนมีนาคม พ.ศ.2522 รัฐบาลได้จัดพระราชพิธีบรรจุพระอุรังคธาตุและยกยอดฉัตรขึ้นโดยรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาทรงเป็นประธาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงว่าพระธาตุพนมได้กลับฟื้นคืนโดยสมบูรณ์อีกครั้ง

สิ่งที่น่าคิดคือ รูปแบบพระธาตุพนมที่ถูกเลือกมาสร้างใหม่นั้นคือรูปแบบที่เป็นการซ่อมเสริมองค์พระธาตุเมื่อ พ.ศ.2483 อันมีที่มาจากกรณีพิพาทอินโดจีน มิใช่รูปแบบพระธาตุศิลปะลาวองค์เดิม ทั้งที่รูปแบบเมื่อ พ.ศ.2483 เป็นรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นไม่นานเพียงแค่ 35 ปี ยังมิได้กลายเป็นภาพจำที่สำคัญของผู้คนในท้องถิ่นเท่าไรนัก

ดังที่งานศึกษาของ เกศินี ศรีวงค์ษา เรื่อง การศึกษาความสำคัญของพระธาตุพนมผ่านการจำลองแบบ พบว่า ในช่วงปี พ.ศ.2483-2516 รวมระยะเวลา 33 ปี ไม่พบว่ามีพระธาตุองค์ใดในอีสานที่จำลองพระธาตุพนมในรูปแบบ พ.ศ.2483 ไปใช้เลย

ในขณะที่รูปแบบเดิมมีการจำลองไปสร้างเป็นพระธาตุหลายองค์ เช่น พระธาตุท่าอุเทน พระธาตุพระพุทธบาทบัวบก พระธาตุเรณู และพระธาตุจำปา เป็นต้น

ยิ่งหากมองด้วยสายตาปัจจุบัน การเลือกสร้างใหม่ด้วยรูปแบบนี้ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากว่าเป็นการทำลายศิลปะและสถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่ไม่ควรทำ (ดูเพิ่มใน ติ๊ก แสนบุญ. “อุรังคธาตุ…พระธาตุพนม…สถูปสถานหุ้นส่วนแห่งศรัทธา เครือญาติ การเมือง สองฝั่งโขง”. ศิลปวัฒนธรรม สิงหาคม 2555)

แต่ทั้งสามารถเข้าใจได้หากพิจารณาในมิติทางการเมือง เพราะพระธาตุพนมที่ผ่านการซ่อมเสริมในปี พ.ศ.2483 ถูกเชื่อมโยงเข้ากับความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ (ดังที่กล่าวไปก่อนหน้านี้) และถูกย้ำผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ ของรัฐมาโดยตลอด เช่น ในปี พ.ศ.2483 จอมพล ป.พิบูลสงคราม สั่งให้มีการจัดทำตราประจำจังหวัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในชนบทท้องถิ่นนั้นๆ มีความภาคภูมิใจและรักในบ้านเกิดของตน อันจะก่อให้เกิดความเป็นปึกแผ่นและส่งผลให้ประเทศชาติมีความเจริญรุ่งเรืองและมั่นคง ซึ่งแน่นอนว่า จ.นครพนมได้เลือกใช้พระธาตุพนมเป็นตราประจำจังหวัด และเมื่อมีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่นในปี พ.ศ.2509 พระธาตุพนมก็ถูกเลือกเป็นตราประจำมหาวิทยาลัย เพราะเป็นโบราณสถานสำคัญของภาคอีสาน

ในขณะที่รูปทรงพระธาตุพนมองค์เดิมเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางศาสนาที่ปราศจากเรื่องราวแห่งชาติ อีกทั้งยังมีกลิ่นอายศิลปะลาวชัดเจนเกินไป ส่วนพระธาตุพนมรูปทรง พ.ศ.2483 มีกลิ่นอายศิลปะไทยแทรกผสมปรากฏอยู่ในหลายส่วน

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงไม่แปลกที่รัฐไทยตัดสินใจสร้างพระธาตุพนมขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2518 ด้วยรูปทรงที่ผ่านการซ่อมเสริมเมื่อ พ.ศ.2483

ตราประจำจังหวัดนครพนม พ.ศ.2483

พระธาตุพนมองค์ใหม่หลัง พ.ศ.2518 จากงานศึกษาของ เกศินี ศรีวงค์ษา ยังพบว่า ได้มีการจำลองรูปแบบนี้นำไปสร้างขึ้นยังวัดต่างๆ มากมายทั้งในภาคอีสานและภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งความนิยมในการจำลองรูปทรงแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วง พ.ศ.2483-2516 (ก่อนพระธาตุพนมล้ม) ซึ่งแสดงให้เราเห็นว่าจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งในประวัติศาสตร์ของพระธาตุพนม คือ การล้มพังทลายในปี พ.ศ.2518 ซึ่งทำให้พระธาตุองค์นี้กลายมาเป็นจุดสนใจร่วมกันของคนทั้งชาติอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

หากมองภายใต้ข้อเสนอของ อ.เบน (Ben Anderson) ว่าด้วย “ทุนนิยมสิ่งพิมพ์” (Print Capitalism) ที่ชี้ให้เห็นถึงพลังของสิ่งพิมพ์ในโลกทุนนิยมสมัยใหม่ที่เข้ามาเพื่อเผยแพร่ภาษา เรื่องราว และภาพถ่ายบางอย่างร่วมกันซ้ำๆ ในวงกว้าง จนทำให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยงเข้าหากันโดยมีสิ่งนั้นเป็นแกนกลาง จนสามารถสร้าง “ความเป็นชาติ” ร่วมกันขึ้นมาได้

ซึ่งผมเห็นว่าในกรณีพระธาตุพนมหลัง พ.ศ.2518 ก็เกิดขึ้นในลักษณะที่ไม่ต่างกันนัก

ตราประจำมหาวิทยาลัยขอนแก่น

เรื่องราวของพระธาตุพนมถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางในสังคมไทย สื่อต่างๆ ในช่วงเวลานั้นเสนอข่าวในทุกแง่มุมเกี่ยวกับพระธาตุพนมอย่างต่อเนื่อง เกิดงานศึกษาทั้งวิชาการและไม่วิชาการตีพิมพ์ออกมาเป็นจำนวนมาก มีการพิมพ์ซ้ำตำนานพระอุรังคธาตุหลายต่อหลายครั้ง

ภาพถ่ายเก่าทั้งตอนล้ม ก่อนล้ม และหลังสร้างใหม่ถูกผลิตซ้ำเป็นจำนวนมากและกระจายไปอยู่ในการรับรู้ของคนไทย และรวมไปถึงการจำลองรูปแบบไปสร้างทั่วประเทศด้วย

ทั้งหมดทำให้พระธาตุพนมหลัง พ.ศ.2518 กลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งในการก่อรูปความรู้สึกร่วมของความเป็นไทยขึ้น ไม่ต่างจากสิ่งที่ ธงชาติไทย เพลงชาติไทย พระพุทธชินราช พระแก้วมรกต จารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหง พระปฐมเจดีย์ ฯลฯ ทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นไทยที่มีอยู่ร่วมกัน

สำหรับผม มาตรวัดที่ยืนยันสิ่งนี้ได้ดีคือ การปรากฏขึ้นของพระธาตุบรรจุอัฐิคนทั่วไปที่ออกแบบเป็นพระธาตุพนม ซึ่งผลิตขึ้นในระบบอุตสาหกรรมและวางขายทั่วไปตามท้องถนน ซึ่งมีเพียงไม่กี่รูปทรงของพระธาตุในสังคมไทยที่จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นรูปแบบมาตรฐานเช่นนี้ได้ ซึ่งพระธาตุพนมคือหนึ่งในรูปแบบนั้น

การล้มของพระธาตุพนมเมื่อ พ.ศ.2518 แน่นอน เป็นการพังทลายของโบราณสถานในมิติทางกายภาพ แต่ในมิติในเชิงนามธรรมของชาติ การล้มในครั้งนั้นได้ก่อกำเนิดจิตวิญญาณใหม่ที่ทำให้พระธาตุพนมถูกยกระดับจากศรัทธาท้องถิ่นสู่ “จอมเจดีย์” ของชาติอย่างแท้จริง

เจดีย์บรรจุอัฐิรูปทรงพระธาตุพนม ที่มา : เว็บไซต์ สุชาดาเจดีย์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระธาตุพนมในประวัติศาสตร์ชาติ (จบ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...