3 นักเขียน รุ่นใหม่ ดอกไม้สด ม.จ.อากาศดำเกิง และ 'ศรีบูรพา'
บทความพิเศษ
3 นักเขียน รุ่นใหม่
ดอกไม้สด ม.จ.อากาศดำเกิง
และ ‘ศรีบูรพา’
จากการศึกษาของ Benjamin A. Batson ประเมินผ่านท่าที่ นายเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ ที่ปรึกษาต่างประเทศ ที่ค่อนข้างผ่อนปรนต่อหนังสือพิมพ์ได้นำไปสู่บทสรุปที่กลายเป็น ความรู้สึกเป็นความใจกว้างของรัฐบาลที่มีต่อหนังสือพิมพ์
เป็นผลสะท้อนมาจากน้ำพระทัยของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
ทรงสังเกตว่า หนังสือพิมพ์ภาษาไทยนั้นคุณภาพต่ำจึงมีรับสั่งให้เสนาบดีมหาดไทยเรียกประชุมบรรณาธิการและตักเตือนไม่ให้เขียนโจมตีบุคคล หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นการยุยง
ดังที่หนังสือ “ประวัติหนังสือพิมพ์ในประเทศไทย” ของ สุภาพรรณ บุญสะอาด ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1971
ได้อ้างอิงจาก กจช. ร.7 รล.19.1/1 ภาษาไทย
ระบุว่าในจดหมายเหตุหลังจากการประชุมทรงเสริมว่า “เราไม่ต้องการปิดปากหนังสือพิมพ์แต่ต้องการให้ใช้ประโยชน์ได้จริงๆ”
ขณะเดียวกัน Batson ได้ทำหมายเหตุในเชิงอรรถด้วยว่า ในกรณีต่อๆ มาเมื่อที่ปรึกษาบางท่านเสนอให้มีปฏิกิริยาต่อหนังสือพิมพ์ที่ช่างวิจารณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งกับอภิรัฐมนตรีว่า
“ไม่ควรเข้าไปยุ่งกับหนังสือพิมพ์ ควรทำไม่รู้ไม่ชี้จะดีกว่า” (กจช. ร.7 รล.19.2/7 ภาษาไทย)
และได้มีประกาศกฎหมายสิ่งพิมพ์ที่ค่อนข้างจะไม่เข้มงวดออกมาในปี 1927
ในขณะที่นโยบายที่เป็นทางการก็เปลี่ยนไปมาบ้างเป็นครั้งคราว แต่โดยทั่วไปแล้วในความเห็นของ Batson
นับว่าหนังสือพิมพ์ในสมัยสุดท้ายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นเฟื่องฟูและมีเสรีภาพมากกว่าหลายๆ สมัยของรัฐบาลยุค “ระบอบประชาธิปไตย” เสียอีก
กระนั้นจุดหนึ่งที่ Batson ให้ความสนใจคือ “วรรณกรรม”
3 นักเขียนรุ่นใหม่ สยาม
บุกเบิก วรรณกรรม ไทย
ในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้มีพัฒนาการในโลกวรรณกรรมไทยด้วย พระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระมหาธีรราชเจ้า” และในรัชสมัยของพระองค์
นอกจากพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องต่างๆ ไว้มากมายแล้ว ยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ศิลปะและวรรณกรรมอีกด้วย
ดังนั้น ยุคนี้จึงได้รับการเรียกขานว่าเป็นยุคที่เฟื่องฟูทางวรรณกรรมไทย
แต่ก็น่าเสียดายที่เนื่องจากคงจะเป็นเพราะพระองค์ทรงมีอิทธิพล (ควบคุม) เหนือบรรยากาศทางวัฒนธรรมมาก ดังนั้น ยุคนี้จึงไม่มีนักเขียนที่สำคัญเท่าไร กลับเป็นยุคสมัยรัชกาลที่ 7 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและราชสำนักไม่ได้มีผลผลิตทางวรรณกรรมมากมายอะไร
แต่ได้เกิดมีนักเขียนใหม่ๆ สร้างบรรยากาศและแนวทางให้วรรณกรรมไทยสมัยใหม่ในยุคต่อๆ มา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่าง 12 เดือนของปี 1928-1929 มีการตีพิมพ์ผลงาน 3 เล่มที่หนังสือ The Genesis of the Novel in Thailand ของ วิภา เสนานาญ
ยกย่องว่าเป็นนวนิยายแท้เล่มแรก
นักประพันธ์ทั้ง 3 ท่านคือ ม.จ.อากาศดำเกิง “ดอกไม้สด” และ กุหลาบ สายประดิษฐ์
ทั้ง 3 มีความคล้ายคลึงกันในหลายๆ ด้าน คือ
ทั้ง 3 คนเกิดในกรุงเทพมหานครในระหว่างปี 1905-1906 ทั้ง 3 เคยเรียนในโรงเรียนแบบตะวันตก ซึ่งเป็นผลพวงจากการปรับระบบการศึกษาที่ได้เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5
และในนวนิยายของทั้ง 3 คน ตัวเอกของเรื่องต่างก็เคยไปศึกษา ณ ต่างประเทศทั้งหมด และแก่นกลางของเรื่องล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างคุณค่าทางวัฒนธรรมของตะวันตกและวัฒนธรรมของตน
แต่ก็มีข้อแตกต่างในระดับพื้นฐานครอบครัวและอาชีพในระหว่างคนทั้ง 3
ม.จ.อากาศดำเกิง และ “ดอกไม้สด” มาจากราชสกุลวงศ์ แต่กุหลาบมาจากครอบครัวธรรมดาๆ
ม.จ.อากาศดำเกิงทรงตีพิมพ์นวนิยายอีกเพียงเรื่องเดียวก่อนที่จะเสด็จไปฮ่องกงอย่างลึกลับ และสิ้นชีพิตักษัยในเดือนพฤษภาคม 1932 อย่างกะทันหัน
หรืออย่างที่หลายๆ คนยังยืนกรานว่าพระองค์ทรงเลือกที่จะหายไปเฉยๆ
“ดอกไม้สด” เขียนต่อมาเรื่อยๆ เป็นเวลากว่าทศวรรษ เขียนทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น เล่าเรื่องศีลธรรมความประพฤติของสังคมพวกชั้นสูงในกรุงเทพมหานคร การที่ตัวละครของเธอสะท้อนถึงความอาลัยในอดีต การยึดหลักของพระพุทธศาสนา
ทั้งหมดรวมกันทำให้เรื่องของเธอเป็นงานที่มีลักษณะ “อนุรักษนิยม” และเธอก็เป็นนักเขียนคนโปรดในวงวรรณกรรมและการศึกษา
กุหลาบ สายประดิษฐ์
ม.จ.อากาศดำเกิง
ดอกไม้สด
การเข้ามา ของ “โนเวล”
จุดประกาย วรรณกรรม
ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาของแท่นพิมพ์ในแผ่นดินพระจอมเจ้าเกล้าอยู่หัว ไม่ว่าจะเป็นความต่อเนื่องในเรื่องของหนังสือพิมพ์ ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวในทางความคิดอย่างมีนัยสำคัญ
น่าสนใจก็ตรงที่ไม่เพียงแต่นำไปสู่ส่วนขยายในเรื่องของการพิมพ์หนังสือ การเกิดขึ้นของสำนักพิมพ์
หากแต่ยังเป็นเนื้อดินอย่างดีให้กับการเข้ามาของ “โนเวล”
การเดินทางเข้ามาของ “โนเวล” ต่างประเทศโดยเฉพาะงานของ แมรี่ คอเรลลี, เซอร์ไรเดอร์ แฮกการ์ด, เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์, รัดยาร์ด คิปลิง เป็นต้น ไม่เพียงแต่เป็นการนำเอารูปแบบการประพันธ์อย่างใหม่มาสู่นักเขียนไทยเท่านั้น
หากแต่ยังได้นำเอาวิญญาณแห่งงานเขียนในสกุล “โรแมนติซิสม์” หรือ “จินตนิยม” ที่ค่อนข้างจะเติบกล้าแล้วในวงวรรณกรรมตะวันตกเข้ามาด้วย
และได้สวมสอดรับกับการพัฒนาทางสังคมและการเกิดขึ้นของกระฎุมพีหรือ “ชนชั้นกลาง” ภายในประเทศที่เป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ซึ่งโตใหญ่มาภายใต้การปฏิรูปนับแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา
ไม่ว่าจะเรียกเรื่องสั้นและนวนิยายในช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ของไทยว่า “เรื่องอ่านเล่น” หรือ “เรื่องประโลมโลกย์” หรือจะเรียกชื่อสกุลว่าอะไรก็ตาม
แต่ทางโน้มที่ค่อนข้างเด่นชัดของวรรณกรรมในแนวของ “จินตนิยม” เป็นการแสดงออกทางศิลปะวรรณคดีของชนชั้นกลาง แม้ว่าน้ำเสียงของนักเขียนรุ่นใหม่ของไทยจะไม่เกรี้ยวกราดดุดันต่อสถาบันการปกครอง ต่อชนชั้นและต่อระบบคิด
อย่างรุสโซ อย่างวอลแตร์ของฝรั่งเศส ตลอดจนอย่างไบรอนหรือเชลลีย์ของอังกฤษ อันเป็นนักเขียนจินตนิยมรุ่นบุกเบิกของวรรณกรรมตะวันตก
แต่ถ้าพิจารณากระบวนการเคลื่อนไหวของนักเขียนไทยในช่วงก่อนและต้นทศวรรษ พ.ศ.2470 ซึ่งอยู่ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เป็นต้นมา
ก็จะมองเห็นร่องรอยหลายอย่างทั้งในทางความคิดและทั้งในทางการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
แนวโน้ม ทิศทาง วรรณกรรม
ยุคก่อน มิถุนายน 2475
จึงนอกเหนือจากจะทำความเข้าใจต่อพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของสื่อหนังสือพิมพ์ มีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจต่อพัฒนาการและการเคลื่อนไหวในทางวรรณกรรม
ดังที่ Batson พุ่งไปยังผลงานของ ม.จ.อากาศดำเกิง “ดอกไม้สด” และ กุหลาบ สายประดิษฐ์
เพื่อทำความเข้าใจต่อ “วรรณกรรม” อันเป็นเงาสะท้อนของ “สังคม”
และจับความสัมพันธ์ต่อเนื่องไปยังการเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงในทาง “การเมือง” ในลักษณะยึดโยงต่อกันและกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 3 นักเขียน รุ่นใหม่ ดอกไม้สด ม.จ.อากาศดำเกิง และ ‘ศรีบูรพา’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly