โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สภาฯ มีมติท่วมท้นผ่าน กม. ชาติพันธุ์ฉบับแรกของไทย เดินหน้าคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

TODAY

อัพเดต 06 ส.ค. 2568 เวลา 13.33 น. • เผยแพร่ 06 ส.ค. 2568 เวลา 06.33 น. • workpointTODAY

วันที่ 6 สิงหาคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 9 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ได้มีมติครั้งประวัติศาสตร์เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. …. ซึ่งผ่านการพิจารณาและแก้ไขเพิ่มเติมโดยวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียง 421 เสียง นับเป็นก้าวสำคัญในการตรากฎหมายว่าด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ฉบับแรกของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม สร้างความเสมอภาค และส่งเสริมศักยภาพของกลุ่มชาติพันธุ์

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.)ในฐานะองค์กรที่ได้รับมอบหมายให้ขับเคลื่อนภารกิจนี้ และได้ทำงานเคียงข้างพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์มาอย่างยาวนาน ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งต่อก้าวสำคัญของสังคมไทยที่เกิดขึ้นจากพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน
ตลอดเส้นทางการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ เป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นอันยาวนาน นับตั้งแต่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) ได้รับมอบหมายจากกระทรวงวัฒนธรรมให้ขับเคลื่อนแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลและชาวกะเหรี่ยงตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน และ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ตามลำดับ จนได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลให้เป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลักในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ฉบับนี้ให้เป็นนโยบายสำคัญของประเทศ

ความสำเร็จในวันนี้เกิดจากการถักทอพลังปัญญาและความหวังร่วมกันของเครือข่ายพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ผู้เป็นเจ้าของเจตนารมณ์และเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด เครือข่ายนักวิชาการและภาคประชาสังคม ผู้ร่วมสร้างฐานความรู้และยืนหยัดในหลักการร่วมกันเสมอมา รัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญและร่วมสนับสนุนผลักดันจนเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) ขอยืนยันถึงความพร้อมอย่างเต็มกำลังที่จะเดินหน้าต่อไปกับภารกิจที่ท้าทายขึ้นร่วมกับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ก้าวต่อไปคือการทำให้ตัวบทกฎหมายมีชีวิต เป็นหลักประกันว่าการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ตามที่บัญญัติไว้ จะถูกนำไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงในทุกมิติ พร้อมส่งเสริมความเข้าใจสังคมในวงกว้าง สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ให้สังคมไทยตระหนักและภูมิใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างสังคมที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และพร้อม “โอบรับทุกความหลากหลาย” ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พรบ. ฉบับนี้มีเจตนารมณ์ให้เป็นกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิทางวัฒนธรรม ตามมาตรา 70 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 โดยมีหลักการสำคัญ 3 ประกาศ คือ

• การคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม โดยคุ้มครองชาวไทยทุกกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิ และสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน

• การส่งเสริมศักยภาพกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อสร้างโอกาสแห่งการพัฒนาของประเทศ

• สร้างความเสมอภาค ด้วยความเท่าเทียมอย่างเป็นธรรม

ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบ มีสาระสำคัญ 5 ประการดังนี้

• กำหนดหลักพื้นฐานแห่งสิทธิและการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ให้มีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยเหตุความแตกต่างทางเชื้อชาติ (มาตรา 5 – 12)

• กำหนดกลไกการบริหารจัดการแบบบูรณาการโดยมีคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกสาร เป็นคณะกรรมการ ทำหน้าที่กำหนดนโยบายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (มาตรา 13 – 20)

• สร้างกลไกการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยกำหนดให้จัดตั้งสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแนวทางหรือมาตรการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (มาตรา 21 – 31)

• กำหนดให้มีการจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นฐานข้อมูลกลางของประเทศ เพื่อคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (มาตรา 32 – 36)• กำหนดมาตรการเชิงบวกในรูปแบบการจัดตั้งเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็น “การจัดการร่วม” (Co-management) โดยที่ยอมรับสิทธิของชุมชนในการดำรงชีวิตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรภายใต้กฎหมายของรัฐ เปลี่ยนกระบวนทัศน์จาก “การเผชิญหน้า” ไปสู่ “การหาทางออกร่วมกัน” (มาตรา 37 – 42)

ขั้นตอนต่อไปหลังจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติจะถูกนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทยในการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...