มนุษย์ส่งมอบของขวัญให้กันและกัน
นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
มนุษย์ส่งมอบของขวัญให้กันและกัน
เผลอแป๊บเดียวผมก็หายใจบนโลกวุ่นๆ ใบนี้มาครึ่งชีวิตแล้ว เดาว่าครึ่งหลังจะต่างไปจากครึ่งแรก เข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น ไม่งงแบบเดิม แต่ก็เสื่อมถอยลง กำลังวังชาไม่ดีเท่าเก่า เอาเป็นว่าแลกกัน
ผมรู้สึกว่า การมีชีวิตอยู่มาถึงวันนี้เหมือนได้รับ ‘ของขวัญ’ จากโลกรอบตัว ทั้งครอบครัวที่เกื้อกูลกัน พี่น้องผองเพื่อนที่น่ารักเอาใจใส่ ผู้อ่านผู้ชมผู้ฟังที่ให้โอกาสได้ทำงานที่รัก ไปจนถึงจักรวาลที่มอบแสงแดด ดอกไม้ สายลม และอะไรอีกมากมายให้ผมมีลมหายใจ อาหาร น้ำ และปัจจัยในการมีชีวิตอยู่–ช่างเป็น Grateful Living จริงๆ
เดือนนี้-ตุลาคม ‘วันเกิด’ เวียนครบมาอีกหน จึงถือโอกาสมอบ ‘ของขวัญ’ จากผมกลับไปสู่เพื่อนพี่น้องที่ได้อ่าน ‘ส.ค.ส.’ ฉบับนี้บ้าง ขอบคุณที่อยู่ข้างๆ กันในโลกที่ไม่ได้อยู่ง่ายนักใบนี้นะครับ
1. ตระหนักรู้ว่าเรากำลัง ‘นับถอยหลัง’–ทำให้ชีวิตแต่ละวันมีคุณค่า เราจะไม่ได้อยู่นานเท่าที่เราคิดไว้หรอก และอุบัติเหตุเกิดได้เสมอ แต่ถ้ามีชีวิตในทุกวันอย่างดีที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรให้เสียดาย
2. เล่นสนุกกับโลกและชีวิตเถิดครับ–โลกใบนี้มีสิ่งน่าสนใจมากมายเกินกว่าที่เราจะไปโฟกัสแคบๆ อยู่ที่ความสำเร็จจากการแข่งกับคนอื่น ความสมบูรณ์แบบ หรือเป้าหมายที่ตายตัวเพียงอย่างเดียว อาทิ ยอดเงินในบัญชีหรือกระทั่งยอดไลก์ยอดวิวในแพลตฟอร์ม โลกยังมีดอกไม้ นก แมลง เห็ดที่เราไม่รู้จัก ไม่นับสถานที่ ผู้คน อาหาร และไอติมอร่อยๆ ที่รอเราเห็น ชิม ดม ฟัง ลูบคลำมัน
3. โลกเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์–สำหรับคนที่รับรู้และสัมผัสโลกรอบตัว และชีวิตจะขาดแคลนทันทีหากเราละเลยสรรพสิ่งแล้วหันมองแต่ตัวเอง จมอยู่กับความอยาก ความไร้ ความทุกข์ในใจตน
4. มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อมีความสุข เราเกิดมาเพื่ออยู่รอด–และการที่เราจะอยู่รอดได้เราต้องพึ่งพาคนอื่น ซึ่งการพึ่งพากันและกันนั้นเราต้องรู้จักเป็นฝ่ายให้และเป็นฝ่ายยอมบ้าง เมื่อให้และยอมเราจะได้ความสัมพันธ์ และความสัมพันธ์ที่ดีนั่นเองที่ทำให้เรามีความสุข
5. อย่าตกเป็นทาสของวินัย–แน่นอนว่าวินัยและการฝึกตนเป็นเรื่องดี แต่อย่าบีบเค้นตนเองเสียจนเป็นหุ่นยนต์ที่ไร้ความรู้สึก สำรวจจิตใจตนเองด้วย เหนื่อยก็พัก ง่วงก็นอน อย่าเอาวินัยมาค้ำคอแล้วบอกตัวเองว่าฉันต้องทำทุกวันไม่หยุดหย่อน–เราต้องเป็นเจ้านายของวินัย ใช้มันในยามที่พร้อม ไม่ใช่ให้มันมาใช้เรา
6. เราขี้เกียจบ้างได้นะ–แม้โลกจะให้คุณค่ากับความขยัน แต่ความขยันจนเกินไปทำให้เราละเลยสิ่งสำคัญคือ “ความสบายจากการไม่ต้องทำอะไร” นั่นคือสบายใจ คนที่น่าอิจฉาไม่ใช่คนที่สำเร็จทะลุเพดานแต่ไม่มีเวลามาสัมผัสความรื่นรมย์ของชีวิต หากคือคนที่ไม่ต้องสำเร็จอย่างใครเขา แต่สุขใจในแบบเรา รู้จักมีความสุขจากการไม่ต้องพิสูจน์ตนเองในสายตาใคร เมื่อขี้เกียจจนสบายตัวสบายใจแล้วก็ได้เวลากลับไปขยันต่อ
7. ทำชีวิตให้ง่าย–ความง่ายเกิดจากการเป็นอิสระจากการตัดสินโดยคนอื่น ยิ่งฝึกไม่ยี่หระต่อสายตาคนอื่น และมั่นคงในคุณค่าภายในตนเอง เรายิ่งเรืองรองภายใน แล้วคนอื่นก็จะสัมผัสได้ถึงคุณค่านี้ เสื้อผ้าหลักร้อย รองเท้าคู่เก่า นาฬิกาที่ไม่ต้องหรูหรา ก็สร้างความประทับใจได้ด้วยคุณค่าที่เกิดจากนิสัยที่น่ารัก ปัญญาที่ลึกซึ้ง จิตวิญญาณที่จริงใจ–อยู่ง่ายกินง่าย แล้วชีวิตจะง่ายขึ้น ไม่ต้องเหนื่อยกับการหามาโปะเพื่อให้คนอื่นยอมรับ
8. ตรวจสอบจิตใจและความคิดตนเองเสมอ–หากสับสนอาจใช้วิธีคุยกับตัวเอง เขียนก็ได้ บ่นก็ดี วาดรูประบายสี เต้นระบำ ได้ทั้งหมด ปล่อยให้ตัวเองรู้สึก อย่ากดไว้ มองเห็นอารมณ์ตนเองทั้งด้านมืดและสว่าง ทำความเข้าใจตัวเองบ่อยๆ ไม่ต้องเป็นคนดีของคนอื่นตลอดเวลา ในช่วงเวลาและพื้นที่ที่ปลอดภัย โปรดปลดปล่อยตัวเองจริงๆ ออกมาบ้าง–เป็นคนที่เราเป็น ไม่ใช่คนที่เราพยายามจะเป็น–แล้วจะไม่สับสนกับ ‘ตัวจริง’ ของตนเอง
9. หาเพื่อนสักคนบนโลกกว้างใบนี้ที่มีทักษะการรับฟัง–อาจต้องแลกมาด้วยการเป็นผู้ฟังที่ดีสำหรับเขาด้วยเช่นกัน คนคนนี้จะทำให้เราไม่เป็นบ้า เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่อนุญาตให้เราเป็นอะไรก็ได้ เป็นอย่างที่เป็น โง่ ห่วย อ่อนแอ แพ้ พาล โกรธ โมโห อิจฉา เป็นได้ทั้งหมด–เราต้องการพื้นที่แห่งความเข้าใจนี้ เพราะทั้งหมดนั้นก็คือส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์
10. ช้าลง–โลกอาจรีบร้อน แต่เราผ่อนจังหวะได้ อย่าเป็นบ้าไปกับโลก สูดหายใจลึกๆ เมื่อนึกได้ ผ่อนหายใจช้าๆ พร้อมปล่อยความรู้สึกอึดอัดคับข้องออกมา รู้สึกผ่อนคลายกับตัวเอง เมื่อช้าลงเราจะมองเห็นสิ่งรอบตัวชัดขึ้น เห็นความงาม เห็นความน่ารัก เห็นความดี เห็นความสุข–ใช่, ดอกไม้เล็กๆ อยู่ตรงหน้าเรา กาแฟหอม ลมเย็น เงาแดดสวย และตัวหนังสือก็ช่างกระทบใจ
11. อย่าเป็นนักแข่ง ทว่า เป็นนักทอดน่อง–นักแข่งมีเพียงเป้าหมายเดียวคือเส้นชัย นักทอดน่องคือนักท่องชีวิต เดินช้าๆ แวะชิม แวะคุย แวะสัมผัสโลกและชีวิต เส้นชัยที่รอทุกคนอยู่คือการสิ้นสุดและความตาย ไม่ว่าจะรีบไปถึงเป้าหมายใด สุดท้ายเราก็เจอกันที่นั่น ระหว่างยังมีโอกาสอย่าได้พลาดการสัมผัสโลกอันน่าอัศจรรย์นี้
12. กด pause สิ–เวลาที่มึนงงสับสนกับสถานการณ์ใดก็ตาม เรามีสิ่งหนึ่งที่ทำได้ คือหยุด ยังไม่ต้องตัดสินใจ ยังไม่ต้องเร่งตัวเองให้ไปต่อ ถ้าเศร้าก็ไม่ต้องรีบหาย เสียใจก็ไม่ต้องรีบเข้มแข็ง กด pause ให้ตัวเอง โลกอาจดำเนินต่อไปตามจังหวะของมัน แต่เราไม่ต้องหมุนตามจังหวะโลกเสมอไป เมื่อตัวเองยังไม่พร้อม เราหยุดได้นะ จนกว่าจะพร้อมก็ค่อยกด play อีกหน
13. รักษาเพื่อนไว้นะ–เติบโตมีโอกาสที่เราจะห่างหายจากเพื่อนไป บางคนก็มีสังคมใหม่และละเลยเพื่อนเก่า สำหรับผมแล้ว เพื่อนเก่าเหมือนบ้านหลังเดิมที่บรรจุความทรงจำ เรื่องสนุก และความเข้าใจตัวเราในแบบที่เพื่อนใหม่ไม่มี เราไม่ได้คบหากันเพื่อประโยชน์โพดผล และที่จริงลองสังเกตดูดีๆ สิ เพื่อนที่ไม่ได้มีประโยชน์โพดผลอะไรกันนี่แหละมีประโยชน์ต่อจิตใจเหลือเกิน
14. โบยบิน–อย่ายึดติดหรือผูกตัวเองไว้กับอะไรเพียงอย่างเดียว ไม่ว่ารูปแบบชีวิตเดิมๆ ที่ทำงานเดียว ค่านิยมเดียว หรือกรอบความคิดแบบใดแบบหนึ่ง โบยบิน ออกเดินทางทางความคิด เป็นอิสระจากกรอบที่คนอื่นชอบสร้างแล้วบอกให้เราทำตาม โบยบิน อิสระเป็นของเรา ท้องฟ้าแห่งความเป็นไปได้ช่างกว้างขวาง เรามีเส้นทางที่เลือกเอง
15. กินให้อร่อย–ดูแลสุขภาพแต่ก็ไม่ถึงขั้นเฉือนสิ่งชุบชูใจออกไปเพื่อแข็งแรงบริสุทธิ์ผุดผ่อง ชอบช็อกโกแลต ข้าวขาหมู ชาไข่มุก ก็กินบ้าง ใช้วิธีกินน้อยลงไม่ให้มันเป็นอันตรายมากเกินไป เช่นกันกับเรื่องอื่นๆ อย่าลืมใส่ “รสอร่อย” ลงไปในชีวิต อย่าได้ใช้ชีวิตที่ “ถูกต้อง” ไปเสียทุกอย่าง แต่ตัดสิ่ง “ถูกใจ” จนไม่เหลือหลอ เอาแค่พอดี ที่ยังมีความสุข
16. ตั้งเงื่อนไขกับชีวิตให้น้อยแล้วจะสุขง่าย–ลองสังเกตตัวเองว่าถ้าเรามีคำว่า “ไม่ได้” เกิดในใจบ่อยแค่ไหนก็ยิ่งสุขใจยากขึ้นเท่านั้น อะไรไม่สลักสำคัญนัก “ปล่อย” บ้างก็ได้ ไปโรงแรมเจอที่นอนแข็งหน่อยก็นอนได้ รอคิวนานหน่อยก็รอได้ เพื่อนพี่น้องพูดผิดหูหน่อยก็ฟังได้–ลดคำว่า “ไม่ได้” ในเรื่องขี้หมาลง สุขง่ายขึ้นจม
17. ชื่นชมตนเองมากขึ้น โทษตัวเองให้น้อยลง–รากลึกของการโทษตัวเองคืออัตตานะ มันแปลว่าเรามองว่าตัวเองสำคัญ อย่าละเลยการมองมุมกว้างว่าสิ่งที่เกิดขึ้น (ถ้ามันแย่) มีเหตุปัจจัยอื่นอีกมาก ไม่ใช่แค่เรา แฟร์กับตัวเองด้วย ในทางตรงข้าม, ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นมันดี ก็ต้องไม่ละเลยที่จะเห็นบทบาทของตัวเองด้วยว่า เรามีส่วนทำให้มันดีได้–ชื่นชมตัวเองด้วย ฉลองกับตัวเองด้วยเครื่องดื่มที่ชอบในแต่ละวัน กาแฟอร่อยๆ น้ำเก๊กฮวยเลิศรส “เฮ้ย วันนี้กูทำได้ไม่เลวนะเว้ย”
18. ขอบคุณและขอโทษ–มองเห็นคนอื่นที่เขาทำดีให้เรา กล่าวขอบคุณแล้วเราจะรู้สึกมีเพื่อนเต็มไปหมด ผมกล่าวขอบคุณบ่อยขึ้นมาก แทบทุกคนที่ได้ร่วมงานและรับบริการจากเขา ผมรู้สึกเหมือนมีญาติมิตรรอบตัวเต็มไปหมด และอีกอย่าง หากเราทำผิดอะไรควรรีบขอโทษ ทั้งสองสิ่งนี้คือการให้เกียรติคนอื่น คือการมองเห็นว่าเขาสำคัญ สิ่งที่ได้กลับมาคือความสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งเป็นรากฐานของชีวิตที่ดี
19. ซึมซับคำขอบคุณและให้อภัย–ในด้านกลับ เมื่อมีคนขอบคุณเรา อยู่กับความรู้สึกนั้น ซึมซับรับเข้ามาในหัวใจ นี่คือวิธีเติมพลังชีวิต อย่าปล่อยผ่านไปอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้มีคุณค่ามาก มันบอกกับเราว่าเราได้ใช้ชีวิตอย่างมีประโยชน์ต่อคนอื่น รับรู้และเติมพลังให้ตนเอง “ใส่ใจ” และถ้าใครกล่าวขอโทษ หากไม่เหลือบ่ากว่าแรง ถ้าให้อภัยได้ก็ควรให้อภัย ใจเราจะเบา และความสัมพันธ์ก็ได้ไปต่อ โดยปกติแล้วไม่มีใครอยากทำร้ายจิตใจคนอื่น แต่บางทีเขาพลาด เผลอ หรือไม่รู้วิธีพูดจา ไม่ง่ายเลยที่ใครจะกล่าว “ขอโทษ” ออกมา นับเป็นความกล้าหาญที่คู่ควรต่อการให้อภัยกัน
20. เป็นอิสระจากความกลัว–สำรวจความกลัวในใจให้ดี โลกแวดล้อมจู่โจมและใช้ประโยชน์เราจากความกลัวเสมอ เมื่อกลัวจะรู้สึกพึ่งพาตนเองไม่ได้ สูญเสียการควบคุม และไร้อิสรภาพ ต้องพึ่งพาคนอื่น ความกลัวเกิดจากการที่เราคาดหวังบางสิ่งไว้แคบๆ การปลดล็อกความกลัวคือการวางความคาดหวังลง และเปิดรับกับ “ทุกอย่าง” ที่จะเกิดขึ้น นั่นคือภาวะ “อิสระ” — Freedom is NO FEAR — ภาวะปราศจากความกลัวคือสภาวะจิตใจที่ยอมรับได้ทุกผลลัพธ์–แน่นอน มันต้องฝึกฝน และไม่ใช่จะทำได้ทุกครั้ง แต่ถ้าทำได้ เราจะเป็นอิสระ
ขอให้ผู้อ่านทุกคนมีความสุข แข็งแรง โบยบิน และได้กินช็อกโกแลตครับ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มนุษย์ส่งมอบของขวัญให้กันและกัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly