โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พิชัย รับข้อเสนอ ปธ.หอการค้า เยียวยาผู้ได้รับกระทบ 7 จว. ชายแดนไทย-กัมพูชา

Khaosod

อัพเดต 21 ส.ค. 2568 เวลา 07.52 น. • เผยแพร่ 21 ส.ค. 2568 เวลา 07.52 น.
พิชัย รับข้อเสนอ ปธ.หอการค้า เยียวยาผู้ได้รับกระทบ 7 จว. ชายแดนไทย-กัมพูชา

พิชัย รับข้อเสนอ ประธานหอการค้าไทย เยียวยาผู้ได้รับกระทบ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่มค่าตัวแรงงานไทย เสริมนำเข้าแรงงานต่างประเทศ ช่วยเหลือสินค้าเกษตร

เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 21 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง หารือกับนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับข้อเสนอมาตรการช่วยเหลือเยียวยา กรณีผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชาใน 4 หัวข้อสำคัญ ประกอบด้วย

1.มาตรการด้านภาษีค่าธรรมเนียม ขอให้กระทรวงการคลังพิจารณากำหนดให้นิติบุคคลและห้างหุ้นส่วนที่จัดประชุมสัมมนาหรือศึกษาดูงานและเข้าพักในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนที่กำหนดสามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง

ขอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณามาตรการลดภาษีในส่วนของภาษีท้องถิ่น ได้แก่ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีป้าย รวมถึงภาษีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยให้ลดอัตราภาษีลงร้อยละ 90 จากอัตราที่กำหนดไว้เดิม

ขอให้กระทรวงการคลัง พิจารณาใช้มาตรการภาษีเฉพาะพื้นที่ 7 จังหวัด โดยยกเว้นเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม สำหรับผู้เสียภาษีที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ต่ำเกินกว่าร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ไม่สงบ

ขยายเวลาการยื่นแบบและชำระภาษี 3–6 เดือน ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลในพื้นที่ /ลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากร้อยละ 3 เหลือร้อยละ 1 เป็นเวลา 1 ปี สำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดน

2.มาตรการการเงินเพื่อสภาพคล่องผู้ประกอบการ ขอให้ธนาคารพาณิชย์ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนและผู้ประกอบการในลักษณะที่สอดคล้องหรือใกล้เคียงกับมาตรการของสถาบันการเงินของรัฐที่ได้มีมาตรการช่วยเหลือออกมาแล้ว

ขอให้ธนาคารภาครัฐออกมาตรการ “เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำฉุกเฉิน” ในวงเงิน ไม่เกิน 50,000 บาทต่อครัวเรือน และดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 1 ต่อปี โดยยกเว้นการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยใน 12 เดือนแรก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วนของครัวเรือนในพื้นที่

พิจารณาจัดตั้ง “กองทุนฟื้นฟูชายแดน” วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

3.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ/การท่องเที่ยว ขอให้สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พิจารณามาตรการสนับสนุนหรืองบประมาณแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน สำหรับการจัดกิจกรรมสัมมนาและศึกษาดูงานในพื้นที่ 7 จังหวัด เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยกำหนดพื้นที่ที่มีความปลอดภัยเป็นลำดับแรกๆ

ขอให้ภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ที่มีแผนจัดประชุม สัมมนา หรือศึกษาดูงาน พิจารณาเลือกใช้สถานที่ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนเป็นพื้นที่สำหรับการจัดประชุม สัมมนา หรือศึกษาดูงานเป็นลำดับแรกเพื่อเป็นการส่งเสริมการกระจายรายได้และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

4.มาตรการด้านแรงงานและการจ้างงาน ขอให้กระทรวงแรงงานพิจารณาชะลอการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท สำหรับสถานประกอบการในประเภทธุรกิจโรงแรมและสถานบริการ และขอให้ยังคงใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามที่เคยกำหนดไว้เดิม

ปรับลดอัตราเงินสมทบนายจ้างและผู้ประกันตนลงให้เหลือ ร้อยละ 0.5 เป็นเวลา 1 ปี รวมทั้งขยายกำหนดเวลาการนำส่งเงินสมทบของนายจ้าง ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 (อ้างอิงกับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย)

สนับสนุนนำเข้าแรงงานทดแทนจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติม เช่น สปป.ลาว หรือเมียนมา โดยปรับขั้นตอนการนำเข้าแรงงานให้รวดเร็วและง่ายขึ้น และลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าแรงงาน พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้แรงงานต่างด้าวในการลงทะเบียนและขออนุญาตทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเสนอให้นำแรงงานจากประเทศอื่นๆ มาเพิ่มเติม อาทิ จากประเทศบังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

โดยสภาหอการค้าฯ พร้อมที่จะหารือกับกระทรวงแรงงานเพื่อแก้ไขปัญหาระยะสั้น และเตรียมพร้อมรับมือแก้ปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน

จัดตั้งศูนย์ประสานงานแรงงานระดับจังหวัด เพื่อช่วยจับคู่แรงงานกับผู้ประกอบการที่ต้องการแรงงานเร่งด่วน และประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดและส่วนกลาง เพื่อให้ดำเนินการได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สำหรับแรงงานกัมพูชาที่ประสงค์จะเดินทางกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทย ขอให้พิจารณาผ่อนปรนให้สามารถกลับเข้ามาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยใช้บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) เป็นเอกสารแสดงตนในเบื้องต้น และเมื่อเดินทางเข้ามาแล้ว ให้ดำเนินการขึ้นทะเบียนแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

สำหรับแรงงานต่างด้าวที่ปัจจุบันยังคงพำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทย ขอให้พิจารณาเปิดช่วงเวลาให้นายจ้างหรือแรงงาน สามารถดำเนินการขึ้นทะเบียนและจัดทำเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมาย ภายในระยะเวลา 2 เดือน เพื่อให้การจ้างงานเป็นไปอย่างโปร่งใสและสอดคล้องกับกฎหมายแรงงาน
ในการจัดทำบันทึกความตกลง (MOU) รอบใหม่

สำหรับแรงงานกัมพูชาที่เคยเข้ามาทำงานในประเทศไทย ขอให้พิจารณามาตรการผ่อนปรนค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนแรงงาน เพื่อจูงใจให้มีการดำเนินการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยเสนอให้ลดค่าใช้จ่ายลงร้อยละ 50 หรือมากกว่านั้นตามความเหมาะสม เพื่อบรรเทาภาระของนายจ้างและแรงงาน และส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ ภายหลังการหารือ นายพิชัย กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ซึ่งหอการค้าไทยได้เสนอมาหลากหลายประเด็น เพื่อมีมาตรการช่วยเหลือในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน เบื้องต้นจากการหารือจะมีการจัดทำรายละเอียดต่อไป

ส่วนปัญหาแรงงานขาดแคลน จะมีการหารือกันต่อว่าจะมีการจัดหาแรงงานเพิ่มเติมอย่างไร ซึ่งมีหลายวิธีทั้งแรงงานที่อยู่ในเมืองไทยที่มีใบอนุญาตอยู่แล้ว อาจจะขยายเวลาอยู่ต่อหรือไม่ หรือแรงงานที่อยู่ไม่มีใบอนุญาตก็ดำเนินการให้ถูกต้อง และหาแรงงานจากประเทศอื่นที่พร้อมส่งออกแรงงาน เช่น บังกลาเทศ เป็นต้น เพื่อมาเสริมแรงงานที่ขาดไป ดังนั้น เรื่องนี้จึงต้องมีการลงรายละเอียดในแต่ละส่วนต่อไป

ขณะที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ให้กลับมามีสถานการณ์ดีขึ้น โดยเฉพาะการให้คนเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลและเอกชนจะมีการจัดสัมมนา ดังนั้นก็จะหารือกับฝ่ายความมั่นคงว่าจะอนุญาตอำเภอใดที่พร้อมให้เข้าพื้นที่ได้

ส่วนภาคเอกชนก็จะมีมาตรการทางภาษีให้ เช่น ถ้ามีการไปจัดสัมมนาในพื้นที่ดังกล่าว อาจจะมีมาตรการลดหย่อนภาษีให้เป็นพิเศษ

สำหรับมาตรการด้านอื่นๆ ขณะนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการไปแล้วบางส่วน เช่น ภาษีเงินได้ สำหรับคนที่ได้รับผลกระทบจะมีการยกเว้นให้เลย หรือการหักภาษี ณ ที่จ่าย การยื่นชะลอลดอัตราภาษี ซึ่งรัฐบาลจะดูให้หมด และจะทำงานร่วมกับภาคเอกชนจากใกล้ชิด

มาตรการทางการเงินที่มีข้อเรียกร้องลดอัตราดอกเบี้ยต่ำ รัฐบาลจะไปดูเรื่องนี้ โดยภาครัฐยินดีให้อยู่แล้ว เหลือธนาคารพาณิชย์ จะมีการเรียกมาพูดคุย เพื่อขอความร่วมมือให้ช่วยเหลือในช่วงนี้

นายพิชัย กล่าวว่า ภาพรวมผลกระทบเศรษฐกิจที่ได้รับ หากประเมินเป็นตัวเลขยังประเมินไม่ออก แต่ถ้าแบ่งเป็นแต่ละอุตสาหกรรม วันนี้พอจะคาดเดาได้ เพราะใน 7 จังหวัดมีอาชีพหลักคือเกษตรกรรม ซึ่งรัฐบาลจะมีมาตรการดูว่าจะมีแรงงานมาเก็บผลไม้หรือไม่ จากนั้นจะดูเรื่องตลาด

ซึ่งในวันนี้กระทรวงพาณิชย์คิดว่าไม่จำเป็นต้องขายในพื้นที่ อาจจะให้แต่ละจังหวัดนำผลไม้มาขายในส่วนกลาง หรือในกรุงเทพมหานคร เพราะกระแสของคนกรุงเทพฯ เข้าใจถึงปัญหาใน 7 จังหวัดชายแดน หากเกิดเรื่องใดยินดีจะช่วยเหลือหมด

ดังนั้นก็จะมีการจัดขายพืชผลทางการเกษตรที่กรุงเทพฯ ทยอยทีละจังหวัด แต่หากจะเข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่ต้องหารือกับฝ่ายความมั่นคงก่อน เพื่อให้ดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจังหวัดใดพร้อมที่จะเข้าไปเริ่มดำเนินการช่วยเหลือ

นายพิชัย กล่าวกรณีสินค้าชายแดน 7 จังหวัดที่แก้ปัญหาไม่ได้จะมีแนวทางอย่างไรว่า สิ่งที่ทำในวันนี้ หากในพื้นที่มีสินค้าหรือพืชผลใดก็ต้องดึงเข้ามาในพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อหาช่องทางจำหน่าย แม้กระทั่งแรงงานก็ต้องมีการช่วยเหลือ

หลังจากนี้จะศึกษาผลกระทบระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งในแผนระยะยาวต้องดูไปพร้อมกับฝ่ายความมั่นคงว่าจะมีผลสรุปออกมาเช่นไร และการช่วยเหลือจะเป็นสั้นยาวอย่างไรต้องขอดูอีกที และจะเข้าไปดูแลแต่ละกลุ่มของผู้ประกอบธุรกิจว่ามีสิ่งไหนบ้างที่จะเข้าไปช่วยเหลือ

แม้กระทั่งภาคแรงงานหากมีไม่เพียงพอก็ยินดีเปิดรับ หากแรงงานไทยมีความชำนาญ พร้อมที่จะทำ และจะต้องจ่ายเพิ่ม เพราะว่าอยู่ในสถานการณ์เหตุการณ์ไม่ปกติก็ยินดีจะหามาตรการจ่ายเพิ่มให้ได้ ถ้าเป็นแรงงานไทย

ส่วนมาตรการการช่วยเหลือของภาครัฐจะต้องรอจนถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย- กัมพูชา ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 10 ก.ย.นี้หรือไม่นายพิชัย กล่าวว่า เรื่องทั้งหมดอยู่ที่ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งจะมีการประเมินสถานการณ์และส่งมาให้ ซึ่งจะรู้ว่าจะดำเนินการได้เมื่อไหร่ ดังนั้น ช่วงที่ยังเริ่มไม่ได้ วิธีง่ายๆ คือ ดึงสินค้าออกมานอกพื้นที่ เพื่อมาจำหน่ายให้ส่วนกลาง แต่หากช่วงไหนเข้าพื้นที่ได้ก็เข้าไปช่วยได้ทันที

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิชัย รับข้อเสนอ ปธ.หอการค้า เยียวยาผู้ได้รับกระทบ 7 จว. ชายแดนไทย-กัมพูชา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...