โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รมว. คลัง รับ 4 ข้อเสนอหอการค้าฯ เยียวยาผู้ประกอบการ 7 จ. ชายแดนไทย-กัมพูชา

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 ส.ค. 2568 เวลา 16.48 น. • เผยแพร่ 21 ส.ค. 2568 เวลา 09.48 น.

รมว. คลัง รับ 4 ข้อเสนอหอการค้าฯ เยียวยาผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งมาตรการภาษึ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนการท่องเที่ยว และมาตรการด้านแรงงาน

21 ส.ค. 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมหารือกับ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมรับข้อเสนอมาตรการช่วยเหลือเยียวยา กรณีผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ใน 4 หัวข้อสำคัญ ประกอบด้วย

1. มาตรการด้านภาษี ค่าธรรมเนียม

  • ขอให้กระทรวงการคลัง พิจารณากำหนดให้นิติบุคคล และห้างหุ้นส่วนที่จัดประชุมสัมมนา หรือศึกษาดูงาน และเข้าพักในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนที่กำหนด สามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่า ของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง
  • ขอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณามาตรการลดภาษีในส่วนของภาษีท้องถิ่น ได้แก่ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีป้าย รวมถึงภาษีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยให้ลดอัตราภาษีลง 90 % จากอัตราที่กำหนดไว้เดิม
  • ขอให้กระทรวงการคลัง พิจารณาใช้มาตรการภาษีเฉพาะพื้นที่ 7 จังหวัด โดยยกเว้นเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม สำหรับผู้เสียภาษีที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ต่ำเกินกว่า 25 % ของกำไรสุทธิ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ไม่สงบ
  • ขยายเวลาการยื่นแบบและชำระภาษี 3-6 เดือน ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลในพื้นที่ และลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจาก 3 % เหลือ 1 % เป็นเวลา 1 ปี สำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดน

2. มาตรการการเงินเพื่อสภาพคล่องผู้ประกอบการ

  • ขอให้ธนาคารพาณิชย์ ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชน และผู้ประกอบการ ในลักษณะที่สอดคล้องหรือใกล้เคียงกับมาตรการของสถาบันการเงินของรัฐ ที่ได้มีมาตรการช่วยเหลือออกมาแล้ว
  • ขอให้ธนาคารภาครัฐออกมาตรการ "เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำฉุกเฉิน" ในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท/ครัวเรือน และดอกเบี้ยไม่เกิน 1 % ต่อปี โดยยกเว้นการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยใน 12 เดือนแรก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วนของครัวเรือนในพื้นที่ และพิจารณาจัดตั้ง "กองทุนฟื้นฟูชายแดน" วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ/การท่องเที่ยว

  • ขอให้สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พิจารณามาตรการสนับสนุนหรืองบประมาณ แก่หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน สำหรับการจัดกิจกรรมสัมมนา และศึกษาดูงานในพื้นที่ 7 จังหวัด เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยกำหนดพื้นที่ที่มีความปลอดภัยเป็นลำดับแรก ๆ
  • ขอให้ภาครัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ที่มีแผนจัดประชุม สัมมนา หรือศึกษาดูงาน พิจารณาเลือกใช้สถานที่ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน เป็นพื้นที่สำหรับการจัดประชุม สัมมนา หรือศึกษาดูงานเป็นลำดับแรก เพื่อเป็นการส่งเสริมการกระจายรายได้ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

4. มาตรการด้านแรงงาน และการจ้างงาน

  • ขอให้กระทรวงแรงงาน พิจารณาชะลอการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท สำหรับสถานประกอบการในประเภทธุรกิจโรงแรม และสถานบริการ และขอให้ยังคงใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามที่เคยกำหนดไว้เดิม
  • ปรับลดอัตราเงินสมทบนายจ้าง และผู้ประกันตน ลงให้เหลือ 0.5% เป็นเวลา 1 ปี รวมทั้งขยายกำหนดเวลาการนำส่งเงินสมทบของนายจ้าง ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 (อ้างอิงกับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย)
  • สนับสนุนนำเข้าแรงงานทดแทนจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติม เช่น สปป.ลาว หรือ เมียนมา โดยปรับขั้นตอนการนำเข้าแรงงานให้รวดเร็วและง่ายขึ้น และลดค่าใช้จ่ายใน การนำเข้าแรงงาน พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้แรงงานต่างด้าวในการลงทะเบียน และขออนุญาตทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเสนอให้นำแรงงานจากประเทศอื่น ๆ มาเพิ่มเติม อาทิ จากบังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น และ สภาหอการค้าฯ พร้อมที่จะหารือกับกระทรวงแรงงาน เพื่อแก้ไขปัญหาระยะสั้น และเตรียมพร้อมรับมือแก้ปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน
  • จัดตั้งศูนย์ประสานงานแรงงานระดับจังหวัด เพื่อช่วยจับคู่แรงงานกับผู้ประกอบการที่ต้องการแรงงานเร่งด่วน และประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐในจังหวัด และส่วนกลาง เพื่อให้ดำเนินการได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
  • สำหรับแรงงานกัมพูชา ที่ประสงค์จะเดินทางกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทย ขอให้พิจารณาผ่อนปรนให้สามารถกลับเข้ามาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยใช้บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) เป็นเอกสารแสดงตนในเบื้องต้น และเมื่อเดินทางเข้ามาแล้ว ให้ดำเนินการขึ้นทะเบียนแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป
  • สำหรับแรงงานต่างด้าวที่ปัจจุบันยังคงพำนัก และทำงานอยู่ในประเทศไทย ขอให้พิจารณาเปิดช่วงเวลาให้นายจ้าง หรือแรงงาน สามารถดำเนินการขึ้นทะเบียน และจัดทำเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมาย ภายในระยะเวลา 2 เดือน เพื่อให้การจ้างงานเป็นไปอย่างโปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมายแรงงาน ในการจัดทำบันทึกความตกลง (MOU) รอบใหม่

สำหรับแรงงานกัมพูชาที่เคยเข้ามาทำงานในประเทศไทย ขอให้พิจารณามาตรการผ่อนปรนค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนแรงงาน เพื่อจูงใจให้มีการดำเนินการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยเสนอให้ลดค่าใช้จ่ายลง 50% หรือมากกว่านั้นตามความเหมาะสม เพื่อบรรเทาภาระของนายจ้าง และแรงงาน และส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานอย่างเป็นระบบ

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ซึ่งหอการค้าไทย ได้เสนอมาหลากหลายประเด็น เพื่อมีมาตรการช่วยเหลือในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ซึ่งเบื้องต้นจากการหารือ จะมีการจัดทำรายละเอียดต่อไป

ขณะที่ปัญหาขาดแคลนแรงงานว่ามีการหารือกันต่อว่าจะจัดหาแรงงานเพิ่มเติมอย่างไร ซึ่งมีหลายวิธี ทั้งแรงงานที่อยู่ในเมืองไทย ที่มีใบอนุญาตอยู่แล้ว อาจจะขยายเวลาอยู่ต่อหรือไม่ หรือแรงงานที่อยู่ แต่ไม่มีใบอนุญาต ก็ให้ดำเนินการให้ถูกต้อง และหาแรงงานจากประเทศอื่นเพื่อมาเสริมแรงงานที่ขาด เช่น บังกลาเทศ เป็นต้น ซึ่งจะต้องมีการหารือลงรายละเอียดในแต่ละส่วนต่อไป

ในส่วนของการฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนให้กลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะการให้คนเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลและเอกชน จะมีการจัดสัมมนา ดังนั้นก็จะหารือกับฝ่ายความมั่นคงว่าจะอนุญาตให้อำเภอใดมีความพร้อมที่จะให้เข้าพื้นที่ได้ โดยจะนำนโยบายภาครัฐที่มีการจัดสัมมนาหรือการท่องเที่ยว สนับสนุนให้มีการลงพื้นที่นั้น ส่วนภาคเอกชน ก็จะมีมาตรการทางภาษีให้ เช่น ถ้ามีการไปจัดสัมมนาในพื้นที่ดังกล่าว อาจจะมีมาตรการลดหย่อนภาษีให้เป็นพิเศษ เป็นต้น

"สำหรับมาตรการด้านอื่น ๆ ขณะนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการไปแล้วบางส่วน เช่น ภาษีเงินได้ สำหรับคนที่ได้รับผลกระทบ จะมีการยกเว้นให้เลย หรือการหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งรัฐบาลจะดูให้หมด และจะทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เมื่อรับข้อเสนอแล้ว จะมีการแจกแจงเป็นเรื่อง ๆ และส่วนไหนที่จะต้องรับผิดชอบ เพื่อมาทำงานร่วมกัน" รองนายกฯ และรมว.คลัง ระบุ

ส่วนมาตรการทางการเงิน ที่มีข้อเรียกร้องให้ลดอัตราดอกเบี้ยนั้น นายพิชัย กล่าวว่ารัฐบาลจะไปดูเรื่องนี้ โดยภาครัฐยินดีให้อยู่แล้ว ซึ่งจะมีการหารือกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อขอความร่วมมือให้ช่วยเหลือในช่วงนี้

"ภาพรวมผลกระทบเศรษฐกิจที่ได้รับ อาจยังไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้ แต่ถ้าแบ่งเป็นแต่ละอุตสาหกรรม วันนี้พอจะคาดเดาได้ เพราะใน 7 จังหวัดชายแดน จะพบว่าอาชีพหลัก คือ เกษตรกรรม ที่มีทั้งพืชผลทางการเกษตร และผลไม้ ซึ่งรัฐบาลช่วยช่วยดูเรื่องแรงงานเก็บผลไม้ ดูเรื่องตลาด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะให้แต่ละจังหวัดนำผลไม้มาขายในส่วนกลาง หรือในกรุงเทพฯ และจัดพื้นที่ขายสินค้าเกษตรให้ โดยทยอยไปทีละจังหวัด" นายพิชัย ระบุ

ส่วนในเรื่องแรงงานนั้น หลังจากนี้ จะศึกษาผลกระทบระยะสั้น และระยะยาว โดยในแผนระยะยาวจะต้องพิจารณาร่วมกับฝ่ายความมั่นคงก่อน

"จะเข้าไปดูแลแต่ละกลุ่มของผู้ประกอบธุรกิจ ว่ามีสิ่งไหนบ้างที่จะเข้าไปช่วยเหลือ แม้กระทั่งภาคแรงงาน หากมีไม่เพียงพอ ก็ยินดีเปิดรับ หากแรงงานไทยมีความชำนาญ พร้อมที่จะทำ และจะต้องจ่ายเพิ่ม เพราะว่าอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ ก็ยินดีจะหามาตรการจ่ายเพิ่มให้ได้ ถ้าเป็นแรงงานไทย" นายพิชัย กล่าว

ด้าน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนมีข้อเรียกร้องการลดเงินจ่ายเงินสมทบประกันสังคมในพื้นที่ 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ สืบเนื่องมาจากเรื่องค่าแรงที่ปรับขึ้นเป็น 400 บาท ซึ่งขณะนี้ต่างประสบปัญหาที่โรงแรม ร้านอาหาร ไม่มีใครไปใช้บริการ แต่ผู้ประกอบการยังคงต้องจ่ายค่าแรง ซึ่งเรื่องนี้ได้พูดคุยกับกระทรวงการคลัง และกระทรวงแรงงาน เพื่อขอให้หามาตรการมาช่วยเหลือ

"ที่ผ่านมา มีข่าวร้ายมาโดยตลอด ส่งผลให้เศรษฐกิจพังไปหมด ดังนั้นต้องหาทางให้มีข่าวดีกันบ้าง และพยายามพลิกฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมา โดยเฉพาะในพื้นที่ 7 จังหวัดนี้ สิ่งไหนส่งเสริมได้ ก็ต้องทำ โดยเฉพาะภาคเอกชน ที่วันนี้ได้รวบรวมมาตรการทั้งหมดเพื่อมาคุยกับรัฐบาล ซึ่งเชื่อว่าเป็นมาตรการที่รัฐสามารถทำได้" นายพจน์ กล่าว

อย่างไรก็ดี หอการค้าจังหวัด และกรมการค้าภายใน ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร หรือ ศูนย์ AFC ซื่งทำงานร่วมกัน โดยตั้งใจจะจัดเป็นคาราวานออกไปทุกจังหวัด และจะมีความร่วมมือจากกลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง เพื่อกระจายสินค้าทั้งหมดออกไป

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...