โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ขวัญรดาลูกแม่ค้า

นิยาย Dek-D

อัพเดต 11 ต.ค. 2568 เวลา 11.46 น. • เผยแพร่ 03 ส.ค. 2568 เวลา 05.25 น. • กัญญ์ญาภัค
เมื่อขวัญรดาวิญญาณจากโลกอนาคตได้มีโอกาสย้อนกลับมาแก้ไขอดีตในร่างเด็ก 5 ขวบดังนั้นภารกิจเปลี่ยนชีวิตของผู้เป็นแม่ให้พ้นจากความตายและสร้างเส้นทางสู่การเป็นสถาปนิกตามความฝันของตัวเองจึงได้เริ่มต้นขึ้น

ข้อมูลเบื้องต้น

ชี้แจง

นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน ชื่อสถานที่ รวมถึงตัวบุคคลและเรื่องราวภายในเล่มล้วนเป็นเรื่องสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น ดังนั้นหากมีข้อผิดพลาดประการใดผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะคะ

ด้วยรักและขอบคุณ

กัญญ์ญาภัค

ในปี พ.ศ. 2605 ขวัญรดา…หญิงชราวัย 85 ปีผู้ประสบความสำเร็จ ทว่าตลอดชั่วชีวิต เธอกลับต้องจมอยู่กับความเสียใจที่ไม่อาจแก้ไข…นั่นคือการที่ แม่ช่อฟ้า แม่ผู้รับจ้างทำงานสารพัดแบบหาเช้ากินค่ำ ต้องจากไปก่อนวัยอันควร

ทิ้งให้เธอต้องสละความฝันทั้งหมดเพื่อทำงานส่งเสียน้องชายเพียงคนเดียวจนเติบใหญ่ ในลมหายใจสุดท้ายของชีวิต เธอจึงอธิษฐานด้วยแรงปรารถนาทั้งหมด…ขอเพียงโอกาสอีกสักครั้งเพื่อกลับไปตอบแทนผู้เป็นแม่

และแล้วปาฏิหาริย์ก็บังเกิด…

ขวัญรดาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของตัวเองในวัย 5 ขวบ ท่ามกลางความยากจนข้นแค้นในปี พ.ศ. 2525! ที่นั่น…เธอยังมีแม่ที่ยังสาวและแข็งแรง พ่อที่ยังพอจะแก้ไขได้ และน้องชายตัวน้อยที่ยังไม่รู้จักชะตากรรมของครอบครัว

การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การแก้ไขอดีต แต่คือการ "ทวงคืนชีวิต" ที่เคยถูกพรากไปทั้งหมด เธอต้องใช้ความทรงจำจากโลกอนาคต สติปัญญาของคนวัย 85 ปี พร้อมด้วยผู้ช่วยเหนือธรรมชาติอย่าง "ระบบแมวกวัก"และ "เจ้าทอง" กุมารทองผู้ที่มาขายตัวเองให้กับเธอแลกกับอาหารและความเป็นเพื่อน

ขอเชิญนักอ่านทุกท่าน…มาร่วมเป็นกำลังใจให้ "ลูกแม่ค้า" คนนี้ ในการวางอิฐก้อนแรกเพื่อสร้างอนาคตที่ไม่มีใครต้องเสียสละ และออกแบบเส้นทางความฝัน…ไปพร้อม ๆ กันได้ภายในเรื่องค่ะ…

สัญญาณชีพที่ขาดหาย

กลางศตวรรษที่ 27 ตามปฏิทินพุทธศักราช…ปี 2605ขวัญรดาในวัยแปดสิบห้าปี กำลังเอนกายนิ่งอยู่บนเก้าอี้ปรับเอนอัจฉริยะบนชานเรือนของบ้านสวนที่ล้ำสมัย

ตัวบ้านเป็นไม้จริงเคลือบนาโนโพลิเมอร์ที่ปรับอุณหภูมิได้เอง อากาศรอบตัวถูกกรองจนบริสุทธิ์ และในสวนกว้างนั้น หมู่แมกไม้ที่เธอปลูกไว้บางต้นก็เรืองแสงชีวภาพอ่อน ๆ ยามเมื่อแสงอาทิตย์สุดท้ายของวันลับขอบฟ้า

หญิงชรายกมือที่เหี่ยวย่นขึ้นมาวาดในอากาศเบา ๆ ก่อนที่โปรเจกเตอร์ขนาดจิ๋วที่ฝังอยู่บนเพดานจะฉายภาพ โฮโลแกรมสามมิติ ของผู้หญิงคนหนึ่งให้ลอยเด่นขึ้นมาตรงหน้าสายตาฝ้าฟางของเธอ…ภาพนั้นเป็นภาพของมารดาผู้ให้กำเนิดของเธอในวัยสาว

บุคคลในภาพนั้นขยับไหวไปมาได้เล็กน้อยจากโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้น…พร้อมกับข้อมูลที่ถูกกู้คืนและจำลองขึ้นมาจากภาพถ่ายขาวดำที่เสียหายเกือบทั้งหมด

รอยยิ้มของแม่ดูสมจริง แต่ดวงตานั้นยังคงฉายแววเหนื่อยล้า…ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีใด ๆ ก็ไม่อาจลบเลือนออกจากความทรงจำของขวัญรดาได้

ซึ่งกว่าที่เธอจะประสบความความสำเร็จอย่างในตอนนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย…เพราะนับตั้งแต่ที่แม่จากไป…เธอก็ต้องเป็นฝ่ายทอดทิ้งความฝันของตนเพื่อมาดูแลน้องชายและครอบครัวรวมถึงป๊า…ที่กำลังเริ่มถดถอยจากการดื่มหนักและทำงานใช้แรงงานซึ่งคนที่มองมาอาจจะบอกว่าเป็นงานบาป

ทว่าสำหรับขวัญรดาที่เติบโตมากับกลิ่นอายของโรงฆ่าสัตว์กลับไม่ได้คิดเช่นนั้นเพราะแม้ในจิตสำนึกจะรู้ดีถึงบาปบุญคุณโทษ…กระนั้นเธอก็ยังมองว่ามันคืออาชีพหนึ่งที่ได้เลี้ยงครอบครัวของตน เพราะหากไม่มีคนกินหมู…แล้วจะมีคนฆ่าได้เช่นไร

ในวัยเยาว์…เธอมักจะเถียงในใจเช่นนี้อยู่เสมอเมื่อได้ยินใครนินทาป๊าลับหลัง…ถึงอาชีพของท่าน…อาชีพที่ต่อลมหายใจให้เธอกับน้องได้มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าใส่ และได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่น ๆ

ความคิดนั้นของเธอ…มันสั่นคลอนและพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่าในวันที่ป๊าจากไป…ภาพของท่านในวาระสุดท้ายของชีวิต…ผุดขึ้นมาในม่านโฮโลแกรมความทรงจำ ซ้อนทับภาพโฮโลแกรมของแม่ที่ลอยอยู่ตรงหน้า

มะเร็งในลำคอได้พรากเสียงและพละกำลังของป๊าไปจนหมดสิ้น ความทรมานจากการหายใจไม่ออกบีบคั้นให้แพทย์ต้อง…เจาะคอ…เพื่อต่อท่อออกซิเจนช่วยชีวิต

ภาพนั้นซ้อนทับกับภาพหมูในโรงเชือดที่ป๊าเคยลงมือสังหารด้วยวิธีการที่ไม่ต่างกันนักอย่างน่าสยดสยอง บาปกรรมที่เธอเคยคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว บัดนี้มันได้ปรากฏเป็นรูปธรรมที่เด่นชัดและโหดร้ายอย่างที่สุดอยู่ตรงหน้าของเธอแล้ว

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้…ขวัญรดาก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะท้านที่ปลายมือ มันเริ่มจากปลายนิ้ว ก่อนจะลามไปทั่วทั้งฝ่ามือที่เหี่ยวย่น…มือของเธอสั่นเทาราวกับลูกนกต้องลมหนาว แล้วหยาดน้ำตาอุ่นร้อนที่ไม่คิดว่าจะได้ไหลอีกในวัยนี้ ก็รินอาบลงมาบนสองแก้มที่ตอบโรย

คำแก้ต่างในวัยเด็กว่า "หากไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่า" มันช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน…เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ลงมือ…ก็คือผู้ที่ต้องรับผลของกรรมนั้นไปเต็ม ๆ อย่างไม่มีข้อแม้

และนั่นคืออีกหนึ่งความเสียใจที่กัดกินหัวใจเธอมาตลอดชีวิต…ความเสียใจที่เธอไม่สามารถฉุดรั้งป๊าให้พ้นจากเส้นทางนั้นได้ทันเวลา…

หยาดน้ำตาที่ไหลพรากและความทรงจำอันแสนเจ็บปวดที่ท่วมท้น พลันแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกเจ็บแปลบที่กลางอก ลมหายใจของหญิงชราเริ่มติดขัดอย่างรุนแรงจนต้องยกมือขึ้นมากุมหน้าอกตัวเองไว้

ทันใดนั้น เก้าอี้ปรับเอนอัจฉริยะก็ส่งเสียงสังเคราะห์ของผู้หญิงดังขึ้นทันที เสียงนั้นราบเรียบไร้ความรู้สึก แต่เนื้อหากลับน่าตกใจ

[ตรวจพบภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง…ความดันโลหิตลดต่ำอย่างรวดเร็ว…ระดับออกซิเจนในเลือดอยู่ในเกณฑ์อันตราย…กำลังส่งสัญญาณฉุกเฉินไปยังหน่วยแพทย์เคลื่อนที่]

เสียงเตือนนั้นดังอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับขวัญรดาแล้ว… เธอกลับรู้สึกปลดปลงอย่างน่าประหลาด ความเสียใจทั้งหมดที่เธอแบกรับมาตลอดแปดสิบห้าปีมันหนักหนาเกินไปแล้ว บางที…นี่อาจจะเป็นการพักผ่อนที่แท้จริงเสียที

เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ ปิดลง ภาพโฮโลแกรมของแม่คือสิ่งสุดท้ายที่เธอเห็น ในห้วงสำนึกสุดท้ายที่กำลังจะสลายไป…เธอจึงได้เสี่ยงลองอธิษฐานด้วยแรงปรารถนาทั้งหมดของชีวิต

(หากชาติหน้ามีจริง…หากมีโอกาสอีกสักครั้ง… ขออย่าให้ครอบครัวของลูกต้องลงเอยเช่นนี้เลย…ขอแค่ได้กลับไป…ปกป้องรอยยิ้มของแม่…ก็พอ)

เสียงสัญญาณชีพจากเก้าอี้ดังลากยาว…ก่อนจะเงียบสนิท ทุกอย่างในโลกปี 2605 ของเธอดับมืดลง

แต่แล้ว…ในเสี้ยววินาทีต่อมา…สติที่ดับสูญของขวัญรดาก็ถูกกระชากกลับมาด้วยเสียงไม้ที่หักดัง เปรี๊ยะ! และความรู้สึกของร่างที่ร่วงหล่น!

ก่อนที่ความมืดมิด…ความเย็น…และกลิ่นเหม็นเน่าของน้ำครำจะโถมเข้าใส่ประสาทสัมผัสที่เพิ่งกลับมาทำงานอีกครั้ง…

ซึ่งในตอนนี้เธอยังไม่รู้ตัวว่า…คำอธิษฐานของตนเองได้เป็นจริงแล้ว…ในระหว่างที่ร่างเล็ก ๆ กำลังจมหายลงไปในความมืดและความโสโครก

ของเหลวข้นหนืดทะลักเข้าปากเข้าจมูกอย่างไร้ความปรานี ความตื่นตระหนกจากจิตวิญญาณของหญิงชราปะปนกับสัญชาตญาณเอาตัวรอดของเด็กห้าขวบ แขนขาเล็ก ๆ ตีน้ำอย่างสะเปะสะปะ พยายามไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยวในความมืดมิดนั้น

เสียงไม้หักและเสียงร่างเล็กที่ตกลงน้ำนั้นดังพอทำให้แม่ที่กำลังเดินหาบปี๊บสังกะสีใบเก่าสองใบที่อยู่ข้างหน้าหันหลังกลับมา…ก่อนที่เธอจะทิ้งคานหาบที่หนักอึ้งลงกับพื้นทันที!

เสียงปี๊บสังกะสีตกกระแทกพื้นดินดัง โครม! เศษอาหารที่หามาได้อย่างยากลำบากหกกระจายเกลื่อนกลาด แต่คนเป็นแม่ไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป เธอรีบวิ่งมาทางด้านหลังที่ตอนนี้ลูกสาวตัวน้อยที่เพิ่งเดินตามมาติด ๆ ได้หายไปจากสายตา

ดวงตาของแม่กวาดมองอย่างรวดเร็วก่อนจะหยุดลงที่รูโหว่บนพื้นถนน…โดยไม่ต้องคิด…สองมือของเธอล้วงลงไปในความมืดของท่อน้ำครำทันที

ในจังหวะที่สติของขวัญรดากำลังจะเลือนหายไปอีกครั้ง…เธอก็รู้สึกถึงแรงคว้าที่แข็งแกร่งแต่ค่อนข้างสั่น…คว้าเข้าที่แขนของเธออย่างแม่นยำ ก่อนจะออกแรงทั้งหมดที่มีกระชากร่างเล็ก ๆ ให้พ้นจากความตายใต้น้ำสกปรกขึ้นมาได้…

#### สมัยเด็กไรต์เคยตกท่อน้ำจริง ๆ นะคะคิดว่าในตอนนั้นแม่ซื้อคงทำงานดีเลยรอดตายมาได้ แม่เล่าให้ฟังว่าตกใจมากและแม่ก็หาบปี๊บแบบนี้จริง ๆ ค่ะ นิยายเรื่องนี้ส่วนหนึ่งเอามาจากชีวิตของตัวเองเลยค่ะ บางเรื่องคือมันก็น่าเหลือเชื่อที่เรารอดมาได้55

ย้อนกาล

ในตอนนี้สติของขวัญรดายังไม่กระจ่างชัดมากนัก…และยังที่เธอไม่ทันได้ขบคิดให้มากความ…โลกของเจ้าตัวก็ได้หมุนคว้างในขณะที่ร่างเล็กของเธอถูกอุ้มกระเตงเข้าเอวอย่างไม่ใคร่จะถนัดนักของคนเป็นแม่

หลังจากช่อฟ้าคว้าตัวลูกสาวขึ้นมาได้หล่อนก็กระหืดกระหอบกระเตงเด็กหญิงกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดพัก พร้อมกับเสียงหอบหายใจปะปนกับเสียงพึมพำปลอบโยนที่จับใจความไม่ได้และยังเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างชัดเจน…

ส่วนขวัญรดาในตอนนี้…เธอรับรู้ได้เพียงสัมผัสของอ้อมแขนที่กอดรัด แรงกระแทกเป็นจังหวะและกลิ่นดินปนกลิ่นสนิมจาง ๆ จากเสื้อผ้าของคนที่เธอยังไม่มั่นใจ

ไม่นานนัก แรงกระแทกก็หยุดลง พร้อมกับร่างของเธอที่ถูกวางลงบนพื้นไม้กระดานเย็น ๆ เธอพยายามปรือตาขึ้นมอง แต่ภาพที่เห็นก็ยังพร่าเลือน เห็นเพียงเงาตะคุ่มของบ้านไม้เก่า ๆ และตุ่มดินเผาใบใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล

และก่อนที่วิญญาณาของขวัญรดาจะได้ประมวลผลอะไรไปมากกว่านั้น น้ำเย็นเฉียบก็ถูกสาดราดลงมาบนร่าง!

ซ่า!

ความเย็นนั้นเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมาปลุกทุกสัญชาตญาณของร่างกายที่บอบช้ำให้ตื่นขึ้น มันไม่ใช่การชำระล้างที่อ่อนโยน

แต่เป็นอีกหนึ่งความรุนแรงที่ร่างกายต้องเผชิญ จิตใจของหญิงชราอยากจะกรีดร้องให้หยุด แต่ร่างกายของเด็กวัยห้าขวบกลับมีปฏิกิริยาของมันเอง…

"อุแหวะ! อ้วกกก!"

ร่างเล็กงอตัวเป็นกุ้ง สำรอกเอาของเหลวเหม็นคลุ้งที่เพิ่งสำลักเข้าไปออกมาจนหมดสิ้น มันเป็นปฏิกิริยาที่เธอควบคุมไม่ได้ เป็นการต่อสู้ของร่างกายเพื่อเอาชีวิตรอดล้วน ๆ จิตวิญญาณของขวัญรดาทำได้เพียงเป็นผู้สังเกตการณ์ความน่าอดสูนี้อย่างช่วยไม่ได้

และหลังจากการสำรอกครั้งสุดท้ายที่ทำให้ร่างทั้งร่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรง…ความโกลาหลในหัวของเธอก็พลันสงบนิ่งลงอย่างน่าประหลาด

ความเจ็บปวด…ความสับสน…ความหนาวเหน็บ…ทั้งหมดเริ่มจางหายไป ก่อนถูกแทนที่ด้วยสัมผัสของฝ่ามืออุ่น ๆ ที่กำลังลูบแผ่นหลังของเธอเบา ๆ ตามด้วยความสากของผ้าขนหนูผืนเก่าที่กำลังซับน้ำออกจากผิวของเธอ

ในขณะนี้ขวัญรดาได้พยายามลืมตาขึ้นอีกครั้ง…แต่คราวนี้…ภาพที่เห็นไม่ได้พร่าเลือนอีกต่อไป

และภาพแรกที่เธอเห็นก็คือ…ใบหน้าของหญิงสาวที่เปี่ยมด้วยความรักและความกังวลจนแทบคลั่งอยู่ห่างจากเธอไม่ถึงคืบ…ซึ่งใบหน้านี้ก็ได้ตรงกับภาพโฮโลแกรมของแม่ผู้จากไปเร็ว…จากภาพถ่ายขาวดำใบเก่า…และใบหน้าของผู้หญิงตรงหน้า…ซึ่งทั้งหมดในตอนนี้ได้หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในความทรงจำ

นี่คือแม่…แม่ของเธอ…ที่มีชีวิตและเลือดเนื้อ…หยาดน้ำตาที่ไม่ใช่ของเด็กห้าขวบ ค่อย ๆ ไหลรินออกจากดวงตาเล็ก ๆ มันคือน้ำตาหยดแรกของการกลับมา…การกลับบ้านที่แท้จริง

ช่อฟ้าที่กำลังจะเอ่ยปากปลอบใจลูกสาวถึงกับชะงักไปเพราะโดยปกติแล้ว เด็กที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์น่ากลัวมาควรจะร้องไห้กระจองอแง หรือกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับไม่ใช่…

ลูกสาวของเธอกำลังร้องไห้…แต่เป็นการหลั่งน้ำตาอย่างเงียบงัน…เงียบจนน่าใจหายและที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือดวงตาของลูกสาวที่จ้องมองมาที่เธอ

ดวงตาคู่นั้นทั้งนิ่งและเต็มไปด้วยความลึกซึ้ง…รวมถึงอารมณ์ซับซ้อนที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตของเด็กหญิง…ซึ่งมันไม่ควรจะใช่แววตาของเด็กอายุเพียงห้าขวบที่เพิ่งรอดตาย แต่มันเหมือน…เหมือนแววตาของคนที่พลัดพรากจากกันมานานแสนนานแล้วเพิ่งได้กลับพบเจอกันอีกครั้ง

"ขวัญ…ขวัญลูก เป็นอะไรไป" น้ำเสียงของช่อฟ้าสั่นเครือด้วยความไม่เข้าใจ "แม่ทำหนูเจ็บตรงไหนเหรอ บอกแม่สิลูก"

เด็กหญิงไม่ตอบ…ทำเพียงส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะโผเข้าซุกอกผู้เป็นแม่แล้วปล่อยโฮออกมาอย่างเงียบงัน อ้อมแขนเล็ก ๆ กอดรัดร่างกายผอมบางของแม่เอาไว้แน่น…

แน่นเสียจนคนเป็นแม่รู้สึกได้ถึงความโหยหาอันมหาศาล…ความโหยหาที่ดูหนักหน่วงเกินกว่าที่เด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะรู้สึกได้

แม้ว่าช่อฟ้าจะมึนงง…แต่หล่อนก็ได้แต่กอดตอบลูกสาวไว้แน่น พร้อมกับลูบศีรษะที่เปียกชื้นที่เธอสระให้ลูกสาวจนสะอาดด้วยใจที่เต็มไปด้วยความสับสนและความประหลาดใจในคราวเดียว

ลูกของเธอปลอดภัยแล้ว…แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกเหมือนว่า…เด็กในอ้อมแขนคนนี้ไม่ใช่ลูกสาวคนเดิมที่เธอรู้จักอีกต่อไป…

แต่สำหรับขวัญรดาแล้วมันคือความโหยหาที่อัดแน่นมาตลอดแปดสิบห้าปีในที่สุดก็ได้ถูกปลดปล่อยออกมาในรูปแบบของน้ำตาและอ้อมกอดที่เธอได้รับจากผู้เป็นแม่

จิตวิญญาณของหญิงชราในร่างเด็กน้อยเหมือนจะเริ่มคลายจากความตึงเครียดทั้งหมด ร่างกายที่ผ่านเรื่องเลวร้ายมาและใช้พลังงานไปกับการอาเจียนจนหมดสิ้น บัดนี้กำลังเรียกร้องการพักผ่อนอย่างหนักหน่วง

เปลือกตาของเธอหนักอึ้งเกินจะฝืนต้านทานไหว…และ สุดท้าย…เด็กหญิงตัวน้อยก็ผล็อยหลับไปในอ้อมกอดที่เธอโหยหามาทั้งชีวิต

ขณะที่ร่างกายภายนอกของเด็กหญิงจมดิ่งสู่การหลับใหล…ในห้วงสำนึกที่ลึกที่สุดของขวัญรดาซึ่งมืดมิดและว่างเปล่า พลันปรากฏเสียง "ติ๊ง!" ที่นุ่มนวลดังขึ้น

ก่อนจะมีหน้าต่างแสงสีทองอ่อน…ปรากฏขึ้นตรงหน้า ราวกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ในโลกอนาคต ที่มุมขวามีรูปอุ้งเท้าแมวสีขาวเล็ก ๆ กระดิกเบา ๆ

[กำลังเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณผู้ใช้งาน…] […เชื่อมต่อสำเร็จ!…] [ยินดีต้อนรับผู้ถูกเลือกเข้าสู่ระบบแมวกวักนำโชค!]

ตัวอักษรปรากฏขึ้นแล้วหายไป ก่อนจะมีข้อมูลชุดใหม่แสดงขึ้นมา

[ตรวจสอบสภาวะร่างกายผู้ใช้งาน พลังกาย: 5/100 อยู่ในสภาวะอ่อนเพลียรุนแรง สภาวะจิตใจ: ความทรงจำสองภพขัดแย้งกัน…ไม่เสถียรอย่างยิ่ง คำแนะนำสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน: วิกฤตของครอบครัวกำลังจะเกิดขึ้น คำใบ้: คำพูดที่อ่อนน้อมและจริงใจ คือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส]

หลังจากสิ้นสุดประโยคนี้…หน้าต่างแสงนั้นก็จางหายไปอีกครั้ง ทิ้งให้จิตของขวัญรดาจมสู่การหลับใหลที่แท้จริง…

ภายนอก…ช่อฟ้าถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าลูกสาวหลับไปแล้ว อย่างน้อยตอนนี้ลูกก็จะได้พักผ่อน แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้พาลูกเข้าไปนอนในบ้านดี ๆ เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ และเสียงอ้อแอ้ของลูกชายก็ดังขึ้นจากทางหน้าบ้าน

"มะ..แม่..มา..มา" มนัสในวัยสองขวบเดินเตาะแตะนำหน้าโดยมีสุ่นลั้งหาบตะกร้าผักที่เพิ่งเก็บมาจากสวนของเพื่อนบ้านเดินตามมาติด ๆ

และเมื่อหญิงวัยกลางคนเห็นสภาพของหลานสาวที่ตัวเปียกปอนอยู่ในอ้อมแขนของลูกสะใภ้ ตะกร้าผักในมือก็แทบร่วงลงพื้น

"อาช่อ! เกิดอะไรขึ้น!" หล่อนอุทานเสียงดังด้วยความตกใจ รีบวางตะกร้าแล้วปรี่เข้ามาดูหลานสาวทันที "แล้วทำไมขวัญถึงเป็นสภาพนี้ไปได้!"

"ขวัญตกท่อจ้ะแม่" ช่อฟ้าตอบเสียงแผ่วด้วยความเหนื่อยอ่อน "แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วจ้ะ เธอแค่ตกใจเลยร้องไห้จนหลับไป"

สุ่นลั้งใช้หลังมืออังหน้าผากหลานสาวอย่างรวดเร็วเพื่อวัดไข้ เมื่อเห็นว่าตัวไม่ร้อนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วสายตาของเธอก็กวาดไปเห็นว่าปี๊บเศษอาหารได้หายไป คิ้วที่ขมวดด้วยความเป็นห่วงเมื่อครู่ พลันเปลี่ยนเป็นความกังวลในเรื่องใหม่ทันที

#### ในตอนนั้นไรต์ก็โดนน้ำราดอย่างนี้เลยค่ะ การตกท่อครั้งนั้นมาคิด ๆ ดูโชคดีมากที่เรายังรอดมาได้…เพราะแม่จนมากค่ะไม่มีเงินพาไปหาหมออีกอย่างไรต์น่าจะไม่มีไข้ด้วย…ดังนั้นทุกวันนี้ก็เลยไม่กล้าเดินเหยียบฝาท่อเลยค่ะ พยายามจะข้ามเอาหรือไม่ก็เดินตรงที่เป็นขอบ…

ความเรียบง่าย

"แล้วเรื่องของเฮียเส็งจะทำยังไงล่ะลูก… ป่านนี้แกคงรอแย่แล้ว"

คำพูดของแม่สามีทำให้ใบหน้าของช่อฟ้าเริ่มซีดเผือด "ตายจริง! ฉันมัวแต่ตกใจเรื่องลูก เลยทิ้งปี๊บไว้ตรงที่เกิดเรื่องเลยจ้ะแม่"

"เฮ้อ…" สุ่นลั้งถอนหายใจยาวอย่างกลัดกลุ้ม "เอาอย่างนี้แล้วกัน…เดี๋ยวแม่เฝ้าหลานให้เอง ช่อรีบไปที่เล้าหมูก่อนดีไหม ไปเก็บปี๊บแล้วอธิบายให้เฮียเส็งแกฟัง…แม่ว่าแกคงเข้าใจ"

ยังไม่ทันที่ช่อฟ้าจะได้ตอบรับ ร่างสูงใหญ่ของมนตรีที่เพิ่งเลิกงานก็เดินมาถึงพอดี…

"มีเรื่องอะไรกัน" เขาถามขึ้นเสียงดังตามประสาคนที่คุ้นชินกับเสียงร้องระงมของหมูในโรงเชือด

"ลูกพลัดตกท่อจ้ะพี่" ช่อฟ้าเป็นฝ่ายตอบเสียงแผ่ว

หลังสิ้นเสียงของคนเป็นภรรยา…ชายหนุ่มก็รีบเดินผ่านทุกคนเข้าไปดูลูกสาวที่ตอนนี้นอนหลับสนิทอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ เมื่อเห็นว่าลูกได้รับการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนตัวเก่าแล้ว และไม่มีร่องรอยบาดแผลภายนอกให้เห็นจึงค่อยวางใจลง

"ท่อหน้าปากซอยนั่นใช่ไหม" เขาถามขึ้น เพราะระหว่างทางที่เดินกลับบ้านเขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าฝาท่อไม้ผุ ๆ แผ่นหนึ่งมีร่องรอยชำรุดแตกหัก

"ใช่จ้ะ" ช่อฟ้าผงกหัวเป็นการยืนยัน

"ฉันว่าแล้ว…สักวันต้องได้เกิดเรื่อง!" มนตรีสบถออกมาอย่างหัวเสีย "ไม้มันเก่าขนาดนั้น…แทนที่จะมีเจ้าหน้าที่มาดูมาซ่อมก็ปล่อยไว้ ดีนะที่ลูกของเราปลอดภัย ไม่เป็นอะไรมาก"

น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ปนเปกับความโมโหในโชคชะตาและไร้ความรับผิดชอบของคนอื่น พร้อมกับยกมือลูบศีรษะลูกสาวเบา ๆ เป็นการปลอบขวัญ ก่อนจะหันมามองหน้าภรรยาที่ยังคงซีดเซียว

"แล้วเรื่องเฮียเส็ง…" เขาเอ่ยขึ้น

"ฉันกำลังจะไปจ้ะ"

มนตรีถอนหายใจยาว เขามองหน้าภรรยาที่อ่อนล้าเต็มที แล้วมองลูกสาวที่ยังหลับอยู่ "ไปพร้อมกันนี่แหละ รีบไปรีบกลับ จะได้มาอยู่กับลูก"

พูดจบ เขาก็หันไปบอกมารดา "ม๊า…ฝากดูลูกแป๊บนึงนะ เดี๋ยวพวกผมรีบไปรีบกลับ"

สุ่นลั้งพยักหน้ารับรู้ หลังจากนั้นทั้งสองคนจึงรีบเดินออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังเล้าหมูของเถ้าแก่เส็งที่อยู่ไม่ไกลอย่างเร่งด่วน

เมื่อคนทั้งคู่ไปถึง พวกเขาก็ได้ยินเสียงหมูร้องดังระงมเพราะความหิวมาแต่ไกล โดยมีเถ้าแก่เส็งกำลังยืนเท้าสะเอวหน้าตาบูดบึ้งอยู่หน้าเล้า พอเห็นหน้าช่อฟ้าแกก็เตรียมจะอ้าปากต่อว่าทันที

"มาช้าจริงนะอาช่อ! ปล่อยให้หมูอั๊วร้องจน…"

"พอดีลูกสาวผมพลัดตกท่อครับเถ้าแก่" มนตรีเป็นฝ่ายพูดแทรกขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแฝงความจริงจัง "เลยเสียเวลาไปหน่อย ต้องขอโทษด้วยครับ"

คำพูดของมนตรีทำให้เถ้าแก่เส็งชะงักไป เขามองหน้าสองสามีภรรยาสลับกันไปมา ก่อนที่สีหน้าเกรี้ยวกราดจะค่อย ๆ อ่อนลง ความเป็นพ่อคนทำให้เขาเข้าใจสถานการณ์ได้ไม่ยาก

"เออ ๆ! รู้แล้วก็รีบเข้าไปจัดการซะสิ!" เขาพูดเสียงดังกลบเกลื่อน "เดี๋ยวหมูของอั๊วก็ได้กินกันเองพอดี! ผสมอาหารแล้วก็อย่าลืมล้างคอกให้มันดี ๆ ด้วยล่ะ!"

ว่าจบ เถ้าแก่เส็งก็เดินหันหลังกลับไป แต่ก่อนที่เขาจะเดินเข้าบ้านของตัวเองไป ผู้มากวัยกว่าคนทั้งคู่ก็หยุดฝีเท้าของตนลง แล้วจึงล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมายื่นส่งให้ช่อฟ้า

"เอ้านี่! ค่าจ้างล่วงหน้า" เขาพูดด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นตามนิสัยของเจ้าตัว "ลื้อเอาไปก่อน…เผื่ออาหมวยอีตัวร้อนเป็นไข้จะได้มีเงินพาไปหาหมอ อั๊วไม่อยากให้คนงานขาดงานเพราะลูกป่วย"

ช่อฟ้ากับมนตรีมองหน้ากันอย่างคาดไม่ถึง ก่อนจะยกมือไหว้ขอบคุณชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างนอบน้อม เถ้าแก่เส็งไม่พูดอะไรต่อ ทำเพียงโบกมือปัด ๆ แล้วเดินเข้าบ้านไป

ทางด้านสุ่นลั้ง…ในระหว่างที่ลูกชายและลูกสะใภ้ไปทำงาน หล่อนก็ไม่ได้อยู่เฉย หลังจากอุ้มหลานสาวเข้าไปนอนในห้องเรียบร้อยแล้ว เธอก็ออกมาดูแลหลานชายตัวเล็กต่อ

"มา…อามนัสมาหาอาม่ามา" เธอกวักมือเรียกหลานชายวัย 2 ขวบที่กำลังคลานเล่นอยู่บนพื้น ก่อนจะใช้ผ้าขาวม้าผืนใหญ่ค่อย ๆ อุ้มและผูกเขาไว้บนแผ่นหลังของตนอย่างชำนาญ เพราะการทำเช่นนี้จะทำให้เธอสามารถทำงานอื่นไปพร้อมกับดูแลหลานไม่ให้คลาดสายตาได้

เมื่อมั่นใจว่าหลานชายอยู่บนหลังอย่างปลอดภัยแล้ว หญิงวัยกลางคนก็เดินไปที่หลังบ้าน และเริ่มก่อเตาถ่าน…แม้ในยุคสมัยนี้จะมีไฟฟ้าใช้บ้างแล้ว แต่สำหรับครอบครัวที่หาเช้ากินค่ำเช่นเธอ การหุงหาอาหารด้วยเตาถ่านก็ยังคงเป็นวิธีที่ประหยัดที่สุด

หล่อนใช้พัดที่สานจากใบตาลโบกเบา ๆ จนถ่านในเตาลุกโชนเป็นสีแดงฉาน จากนั้นจึงยกหม้อข้าวใบเก่าที่ผ่านกาลเวลามานานขึ้นตั้งบนเตา

ไม่นานนัก…ควันสีขาวก็ลอยกรุ่นขึ้น พร้อมกลิ่นหอมของข้าวสุกที่อบอวลไปทั่วบ้าน…กลิ่นนั้นไม่ใช่เพียงกลิ่นของอาหาร แต่คือสัญลักษณ์ของความรักและห่วงใยที่เธอมีต่อลูก…หลาน หลังจากข้าวสุกได้ที่และถูกยกลงจากเตามาพักไว้ให้ระอุดีแล้ว สุ่นลั้งก็ไม่ได้หยุดพัก เธอยกกระทะเหล็กใบเก่าที่ผ่านการใช้งานมานับครั้งไม่ถ้วนขึ้นตั้งบนเตาถ่านที่ไฟยังคงแรงอยู่

กับข้าวมื้อเย็นของบ้านก็ไม่ได้มีอะไรมากนัก วันนี้มีเนื้อหมูแดดเดียวที่ลูกชายได้มาจากโรงเชือดอยู่หนึ่งชิ้น ที่เป็นความใจดีของเถ้าแก่เจ้าของโรงเชือดที่มักจะแบ่งปันเนื้อส่วนที่ขายไม่หมดให้ลูกน้องอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนั้นก็มีเปลวไขมันหมูติดหนังอีกก้อนหนึ่งซึ่งสุ่นลั้งได้รับมาจากแผงขายหมูในตลาด

หญิงวัยกลางคนเริ่มต้นด้วยการนำเปลวไขมันหมูมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนจะโยนลงไปในกระทะที่ร้อนจัด เสียงไขมันที่แตกตัวดังฉ่า! พร้อมกับส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณครัวหลังบ้าน…เธอใช้ตะหลิวค่อย ๆ คั่วมันเหล่านั้นไปเรื่อย ๆ จนไขมันใส ๆ ถูกรีดออกมาจนเกือบหมด

เหลือเพียงกากหมู…ชิ้นเล็กสีเหลืองทองกรอบน่ากิน ซึ่งเธอตักขึ้นมาพักไว้ในถ้วย กากหมูเหล่านี้คือของวิเศษสำหรับเด็กสองพี่น้องเพราะแค่นำมาคลุกกับข้าวสวยร้อน ๆ เหยาะน้ำปลาเล็กน้อยก็อร่อยจนแทบไม่ต้องมีกับข้าวอื่น

ในกระทะบัดนี้เต็มไปด้วยน้ำมันหมูใหม่ที่หอมกรุ่น สุ่นลั้งจึงนำหมูแดดเดียวที่หั่นเตรียมไว้ลงไปทอด เสียงเนื้อหมูที่กระทบกับน้ำมันร้อน ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ลอยไปไกลจนมนัสที่อยู่บนหลังของเธอเริ่มขยับตัวยุกยิกเพราะได้กลิ่น

เมื่อหมูทอดจนเหลืองกรอบได้ที่ เธอก็ตักขึ้นมาพักไว้ ถัดจากนั้นเป็นลำดับต่อมาเธอก็ตักน้ำมันขึ้นใส่อวยและล้างกระทะใบเดิม ก่อนจะใส่น้ำและนำผักบุ้งที่เก็บมา…นำมาลวกในน้ำเดือดอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้สีซีดคล้ำ

ที่ตั้งใจว่าจะนำมากินคู่กับพริกน้ำปลาที่ทำง่าย ๆ เพียงซอยพริกขี้หนูสดกับกระเทียมแล้วบีบมะนาวตาม เหยาะด้วยน้ำปลาดีอีกนิดหน่อย

อาหารเพียงสามอย่าง…หมูแดดเดียวทอด กากหมู ผักบุ้งลวกและพริกน้ำปลาถ้วยเล็ก ถูกจัดวางเตรียมพร้อมไว้บนโต๊ะไม้เก่ารอเพียงข้าวสวยร้อน ๆ ที่จะตักมาเติมเต็มมื้ออาหาร

สำหรับคนอื่นอาจจะมองว่าเป็นเพียงอาหารบ้าน ๆ ที่เรียบง่ายจนเกินไป…แต่สำหรับสุ่นลั้งและครอบครัวของเธอแล้ว อาหารเพียงเท่านี้ก็เพียงพอและเป็นความสุขใจที่ยิ่งใหญ่แล้ว สำหรับผู้ใหญ่สามคนและเด็กกำลังกินอีกสองคนในบ้านหลังนี้…

### ตอนเด็กกินอย่างนี้จริง ๆ นะคะ แบบข้าวคลุกกากหมูและน้ำมันนิดหน่อยราดด้วยพริกน้ำปลา อร่อยทีเดียว

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...