ขวัญรดาลูกแม่ค้า
ข้อมูลเบื้องต้น
ชี้แจง
นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน ชื่อสถานที่ รวมถึงตัวบุคคลและเรื่องราวภายในเล่มล้วนเป็นเรื่องสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น ดังนั้นหากมีข้อผิดพลาดประการใดผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะคะ
ด้วยรักและขอบคุณ
กัญญ์ญาภัค
ในปี พ.ศ. 2605 ขวัญรดา…หญิงชราวัย 85 ปีผู้ประสบความสำเร็จ ทว่าตลอดชั่วชีวิต เธอกลับต้องจมอยู่กับความเสียใจที่ไม่อาจแก้ไข…นั่นคือการที่ แม่ช่อฟ้า แม่ผู้รับจ้างทำงานสารพัดแบบหาเช้ากินค่ำ ต้องจากไปก่อนวัยอันควร
ทิ้งให้เธอต้องสละความฝันทั้งหมดเพื่อทำงานส่งเสียน้องชายเพียงคนเดียวจนเติบใหญ่ ในลมหายใจสุดท้ายของชีวิต เธอจึงอธิษฐานด้วยแรงปรารถนาทั้งหมด…ขอเพียงโอกาสอีกสักครั้งเพื่อกลับไปตอบแทนผู้เป็นแม่
และแล้วปาฏิหาริย์ก็บังเกิด…
ขวัญรดาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของตัวเองในวัย 5 ขวบ ท่ามกลางความยากจนข้นแค้นในปี พ.ศ. 2525! ที่นั่น…เธอยังมีแม่ที่ยังสาวและแข็งแรง พ่อที่ยังพอจะแก้ไขได้ และน้องชายตัวน้อยที่ยังไม่รู้จักชะตากรรมของครอบครัว
การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การแก้ไขอดีต แต่คือการ "ทวงคืนชีวิต" ที่เคยถูกพรากไปทั้งหมด เธอต้องใช้ความทรงจำจากโลกอนาคต สติปัญญาของคนวัย 85 ปี พร้อมด้วยผู้ช่วยเหนือธรรมชาติอย่าง "ระบบแมวกวัก"และ "เจ้าทอง" กุมารทองผู้ที่มาขายตัวเองให้กับเธอแลกกับอาหารและความเป็นเพื่อน
ขอเชิญนักอ่านทุกท่าน…มาร่วมเป็นกำลังใจให้ "ลูกแม่ค้า" คนนี้ ในการวางอิฐก้อนแรกเพื่อสร้างอนาคตที่ไม่มีใครต้องเสียสละ และออกแบบเส้นทางความฝัน…ไปพร้อม ๆ กันได้ภายในเรื่องค่ะ…
สัญญาณชีพที่ขาดหาย
กลางศตวรรษที่ 27 ตามปฏิทินพุทธศักราช…ปี 2605ขวัญรดาในวัยแปดสิบห้าปี กำลังเอนกายนิ่งอยู่บนเก้าอี้ปรับเอนอัจฉริยะบนชานเรือนของบ้านสวนที่ล้ำสมัย
ตัวบ้านเป็นไม้จริงเคลือบนาโนโพลิเมอร์ที่ปรับอุณหภูมิได้เอง อากาศรอบตัวถูกกรองจนบริสุทธิ์ และในสวนกว้างนั้น หมู่แมกไม้ที่เธอปลูกไว้บางต้นก็เรืองแสงชีวภาพอ่อน ๆ ยามเมื่อแสงอาทิตย์สุดท้ายของวันลับขอบฟ้า
หญิงชรายกมือที่เหี่ยวย่นขึ้นมาวาดในอากาศเบา ๆ ก่อนที่โปรเจกเตอร์ขนาดจิ๋วที่ฝังอยู่บนเพดานจะฉายภาพ โฮโลแกรมสามมิติ ของผู้หญิงคนหนึ่งให้ลอยเด่นขึ้นมาตรงหน้าสายตาฝ้าฟางของเธอ…ภาพนั้นเป็นภาพของมารดาผู้ให้กำเนิดของเธอในวัยสาว
บุคคลในภาพนั้นขยับไหวไปมาได้เล็กน้อยจากโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้น…พร้อมกับข้อมูลที่ถูกกู้คืนและจำลองขึ้นมาจากภาพถ่ายขาวดำที่เสียหายเกือบทั้งหมด
รอยยิ้มของแม่ดูสมจริง แต่ดวงตานั้นยังคงฉายแววเหนื่อยล้า…ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีใด ๆ ก็ไม่อาจลบเลือนออกจากความทรงจำของขวัญรดาได้
ซึ่งกว่าที่เธอจะประสบความความสำเร็จอย่างในตอนนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย…เพราะนับตั้งแต่ที่แม่จากไป…เธอก็ต้องเป็นฝ่ายทอดทิ้งความฝันของตนเพื่อมาดูแลน้องชายและครอบครัวรวมถึงป๊า…ที่กำลังเริ่มถดถอยจากการดื่มหนักและทำงานใช้แรงงานซึ่งคนที่มองมาอาจจะบอกว่าเป็นงานบาป
ทว่าสำหรับขวัญรดาที่เติบโตมากับกลิ่นอายของโรงฆ่าสัตว์กลับไม่ได้คิดเช่นนั้นเพราะแม้ในจิตสำนึกจะรู้ดีถึงบาปบุญคุณโทษ…กระนั้นเธอก็ยังมองว่ามันคืออาชีพหนึ่งที่ได้เลี้ยงครอบครัวของตน เพราะหากไม่มีคนกินหมู…แล้วจะมีคนฆ่าได้เช่นไร
ในวัยเยาว์…เธอมักจะเถียงในใจเช่นนี้อยู่เสมอเมื่อได้ยินใครนินทาป๊าลับหลัง…ถึงอาชีพของท่าน…อาชีพที่ต่อลมหายใจให้เธอกับน้องได้มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าใส่ และได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่น ๆ
ความคิดนั้นของเธอ…มันสั่นคลอนและพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่าในวันที่ป๊าจากไป…ภาพของท่านในวาระสุดท้ายของชีวิต…ผุดขึ้นมาในม่านโฮโลแกรมความทรงจำ ซ้อนทับภาพโฮโลแกรมของแม่ที่ลอยอยู่ตรงหน้า
มะเร็งในลำคอได้พรากเสียงและพละกำลังของป๊าไปจนหมดสิ้น ความทรมานจากการหายใจไม่ออกบีบคั้นให้แพทย์ต้อง…เจาะคอ…เพื่อต่อท่อออกซิเจนช่วยชีวิต
ภาพนั้นซ้อนทับกับภาพหมูในโรงเชือดที่ป๊าเคยลงมือสังหารด้วยวิธีการที่ไม่ต่างกันนักอย่างน่าสยดสยอง บาปกรรมที่เธอเคยคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว บัดนี้มันได้ปรากฏเป็นรูปธรรมที่เด่นชัดและโหดร้ายอย่างที่สุดอยู่ตรงหน้าของเธอแล้ว
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้…ขวัญรดาก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะท้านที่ปลายมือ มันเริ่มจากปลายนิ้ว ก่อนจะลามไปทั่วทั้งฝ่ามือที่เหี่ยวย่น…มือของเธอสั่นเทาราวกับลูกนกต้องลมหนาว แล้วหยาดน้ำตาอุ่นร้อนที่ไม่คิดว่าจะได้ไหลอีกในวัยนี้ ก็รินอาบลงมาบนสองแก้มที่ตอบโรย
คำแก้ต่างในวัยเด็กว่า "หากไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่า" มันช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน…เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ลงมือ…ก็คือผู้ที่ต้องรับผลของกรรมนั้นไปเต็ม ๆ อย่างไม่มีข้อแม้
และนั่นคืออีกหนึ่งความเสียใจที่กัดกินหัวใจเธอมาตลอดชีวิต…ความเสียใจที่เธอไม่สามารถฉุดรั้งป๊าให้พ้นจากเส้นทางนั้นได้ทันเวลา…
หยาดน้ำตาที่ไหลพรากและความทรงจำอันแสนเจ็บปวดที่ท่วมท้น พลันแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกเจ็บแปลบที่กลางอก ลมหายใจของหญิงชราเริ่มติดขัดอย่างรุนแรงจนต้องยกมือขึ้นมากุมหน้าอกตัวเองไว้
ทันใดนั้น เก้าอี้ปรับเอนอัจฉริยะก็ส่งเสียงสังเคราะห์ของผู้หญิงดังขึ้นทันที เสียงนั้นราบเรียบไร้ความรู้สึก แต่เนื้อหากลับน่าตกใจ
[ตรวจพบภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง…ความดันโลหิตลดต่ำอย่างรวดเร็ว…ระดับออกซิเจนในเลือดอยู่ในเกณฑ์อันตราย…กำลังส่งสัญญาณฉุกเฉินไปยังหน่วยแพทย์เคลื่อนที่]
เสียงเตือนนั้นดังอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับขวัญรดาแล้ว… เธอกลับรู้สึกปลดปลงอย่างน่าประหลาด ความเสียใจทั้งหมดที่เธอแบกรับมาตลอดแปดสิบห้าปีมันหนักหนาเกินไปแล้ว บางที…นี่อาจจะเป็นการพักผ่อนที่แท้จริงเสียที
เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ ปิดลง ภาพโฮโลแกรมของแม่คือสิ่งสุดท้ายที่เธอเห็น ในห้วงสำนึกสุดท้ายที่กำลังจะสลายไป…เธอจึงได้เสี่ยงลองอธิษฐานด้วยแรงปรารถนาทั้งหมดของชีวิต
(หากชาติหน้ามีจริง…หากมีโอกาสอีกสักครั้ง… ขออย่าให้ครอบครัวของลูกต้องลงเอยเช่นนี้เลย…ขอแค่ได้กลับไป…ปกป้องรอยยิ้มของแม่…ก็พอ)
เสียงสัญญาณชีพจากเก้าอี้ดังลากยาว…ก่อนจะเงียบสนิท ทุกอย่างในโลกปี 2605 ของเธอดับมืดลง
แต่แล้ว…ในเสี้ยววินาทีต่อมา…สติที่ดับสูญของขวัญรดาก็ถูกกระชากกลับมาด้วยเสียงไม้ที่หักดัง เปรี๊ยะ! และความรู้สึกของร่างที่ร่วงหล่น!
ก่อนที่ความมืดมิด…ความเย็น…และกลิ่นเหม็นเน่าของน้ำครำจะโถมเข้าใส่ประสาทสัมผัสที่เพิ่งกลับมาทำงานอีกครั้ง…
ซึ่งในตอนนี้เธอยังไม่รู้ตัวว่า…คำอธิษฐานของตนเองได้เป็นจริงแล้ว…ในระหว่างที่ร่างเล็ก ๆ กำลังจมหายลงไปในความมืดและความโสโครก
ของเหลวข้นหนืดทะลักเข้าปากเข้าจมูกอย่างไร้ความปรานี ความตื่นตระหนกจากจิตวิญญาณของหญิงชราปะปนกับสัญชาตญาณเอาตัวรอดของเด็กห้าขวบ แขนขาเล็ก ๆ ตีน้ำอย่างสะเปะสะปะ พยายามไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยวในความมืดมิดนั้น
เสียงไม้หักและเสียงร่างเล็กที่ตกลงน้ำนั้นดังพอทำให้แม่ที่กำลังเดินหาบปี๊บสังกะสีใบเก่าสองใบที่อยู่ข้างหน้าหันหลังกลับมา…ก่อนที่เธอจะทิ้งคานหาบที่หนักอึ้งลงกับพื้นทันที!
เสียงปี๊บสังกะสีตกกระแทกพื้นดินดัง โครม! เศษอาหารที่หามาได้อย่างยากลำบากหกกระจายเกลื่อนกลาด แต่คนเป็นแม่ไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป เธอรีบวิ่งมาทางด้านหลังที่ตอนนี้ลูกสาวตัวน้อยที่เพิ่งเดินตามมาติด ๆ ได้หายไปจากสายตา
ดวงตาของแม่กวาดมองอย่างรวดเร็วก่อนจะหยุดลงที่รูโหว่บนพื้นถนน…โดยไม่ต้องคิด…สองมือของเธอล้วงลงไปในความมืดของท่อน้ำครำทันที
ในจังหวะที่สติของขวัญรดากำลังจะเลือนหายไปอีกครั้ง…เธอก็รู้สึกถึงแรงคว้าที่แข็งแกร่งแต่ค่อนข้างสั่น…คว้าเข้าที่แขนของเธออย่างแม่นยำ ก่อนจะออกแรงทั้งหมดที่มีกระชากร่างเล็ก ๆ ให้พ้นจากความตายใต้น้ำสกปรกขึ้นมาได้…
#### สมัยเด็กไรต์เคยตกท่อน้ำจริง ๆ นะคะคิดว่าในตอนนั้นแม่ซื้อคงทำงานดีเลยรอดตายมาได้ แม่เล่าให้ฟังว่าตกใจมากและแม่ก็หาบปี๊บแบบนี้จริง ๆ ค่ะ นิยายเรื่องนี้ส่วนหนึ่งเอามาจากชีวิตของตัวเองเลยค่ะ บางเรื่องคือมันก็น่าเหลือเชื่อที่เรารอดมาได้55
ย้อนกาล
ในตอนนี้สติของขวัญรดายังไม่กระจ่างชัดมากนัก…และยังที่เธอไม่ทันได้ขบคิดให้มากความ…โลกของเจ้าตัวก็ได้หมุนคว้างในขณะที่ร่างเล็กของเธอถูกอุ้มกระเตงเข้าเอวอย่างไม่ใคร่จะถนัดนักของคนเป็นแม่
หลังจากช่อฟ้าคว้าตัวลูกสาวขึ้นมาได้หล่อนก็กระหืดกระหอบกระเตงเด็กหญิงกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดพัก พร้อมกับเสียงหอบหายใจปะปนกับเสียงพึมพำปลอบโยนที่จับใจความไม่ได้และยังเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างชัดเจน…
ส่วนขวัญรดาในตอนนี้…เธอรับรู้ได้เพียงสัมผัสของอ้อมแขนที่กอดรัด แรงกระแทกเป็นจังหวะและกลิ่นดินปนกลิ่นสนิมจาง ๆ จากเสื้อผ้าของคนที่เธอยังไม่มั่นใจ
ไม่นานนัก แรงกระแทกก็หยุดลง พร้อมกับร่างของเธอที่ถูกวางลงบนพื้นไม้กระดานเย็น ๆ เธอพยายามปรือตาขึ้นมอง แต่ภาพที่เห็นก็ยังพร่าเลือน เห็นเพียงเงาตะคุ่มของบ้านไม้เก่า ๆ และตุ่มดินเผาใบใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล
และก่อนที่วิญญาณาของขวัญรดาจะได้ประมวลผลอะไรไปมากกว่านั้น น้ำเย็นเฉียบก็ถูกสาดราดลงมาบนร่าง!
ซ่า!
ความเย็นนั้นเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมาปลุกทุกสัญชาตญาณของร่างกายที่บอบช้ำให้ตื่นขึ้น มันไม่ใช่การชำระล้างที่อ่อนโยน
แต่เป็นอีกหนึ่งความรุนแรงที่ร่างกายต้องเผชิญ จิตใจของหญิงชราอยากจะกรีดร้องให้หยุด แต่ร่างกายของเด็กวัยห้าขวบกลับมีปฏิกิริยาของมันเอง…
"อุแหวะ! อ้วกกก!"
ร่างเล็กงอตัวเป็นกุ้ง สำรอกเอาของเหลวเหม็นคลุ้งที่เพิ่งสำลักเข้าไปออกมาจนหมดสิ้น มันเป็นปฏิกิริยาที่เธอควบคุมไม่ได้ เป็นการต่อสู้ของร่างกายเพื่อเอาชีวิตรอดล้วน ๆ จิตวิญญาณของขวัญรดาทำได้เพียงเป็นผู้สังเกตการณ์ความน่าอดสูนี้อย่างช่วยไม่ได้
และหลังจากการสำรอกครั้งสุดท้ายที่ทำให้ร่างทั้งร่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรง…ความโกลาหลในหัวของเธอก็พลันสงบนิ่งลงอย่างน่าประหลาด
ความเจ็บปวด…ความสับสน…ความหนาวเหน็บ…ทั้งหมดเริ่มจางหายไป ก่อนถูกแทนที่ด้วยสัมผัสของฝ่ามืออุ่น ๆ ที่กำลังลูบแผ่นหลังของเธอเบา ๆ ตามด้วยความสากของผ้าขนหนูผืนเก่าที่กำลังซับน้ำออกจากผิวของเธอ
ในขณะนี้ขวัญรดาได้พยายามลืมตาขึ้นอีกครั้ง…แต่คราวนี้…ภาพที่เห็นไม่ได้พร่าเลือนอีกต่อไป
และภาพแรกที่เธอเห็นก็คือ…ใบหน้าของหญิงสาวที่เปี่ยมด้วยความรักและความกังวลจนแทบคลั่งอยู่ห่างจากเธอไม่ถึงคืบ…ซึ่งใบหน้านี้ก็ได้ตรงกับภาพโฮโลแกรมของแม่ผู้จากไปเร็ว…จากภาพถ่ายขาวดำใบเก่า…และใบหน้าของผู้หญิงตรงหน้า…ซึ่งทั้งหมดในตอนนี้ได้หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในความทรงจำ
นี่คือแม่…แม่ของเธอ…ที่มีชีวิตและเลือดเนื้อ…หยาดน้ำตาที่ไม่ใช่ของเด็กห้าขวบ ค่อย ๆ ไหลรินออกจากดวงตาเล็ก ๆ มันคือน้ำตาหยดแรกของการกลับมา…การกลับบ้านที่แท้จริง
ช่อฟ้าที่กำลังจะเอ่ยปากปลอบใจลูกสาวถึงกับชะงักไปเพราะโดยปกติแล้ว เด็กที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์น่ากลัวมาควรจะร้องไห้กระจองอแง หรือกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับไม่ใช่…
ลูกสาวของเธอกำลังร้องไห้…แต่เป็นการหลั่งน้ำตาอย่างเงียบงัน…เงียบจนน่าใจหายและที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือดวงตาของลูกสาวที่จ้องมองมาที่เธอ
ดวงตาคู่นั้นทั้งนิ่งและเต็มไปด้วยความลึกซึ้ง…รวมถึงอารมณ์ซับซ้อนที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตของเด็กหญิง…ซึ่งมันไม่ควรจะใช่แววตาของเด็กอายุเพียงห้าขวบที่เพิ่งรอดตาย แต่มันเหมือน…เหมือนแววตาของคนที่พลัดพรากจากกันมานานแสนนานแล้วเพิ่งได้กลับพบเจอกันอีกครั้ง
"ขวัญ…ขวัญลูก เป็นอะไรไป" น้ำเสียงของช่อฟ้าสั่นเครือด้วยความไม่เข้าใจ "แม่ทำหนูเจ็บตรงไหนเหรอ บอกแม่สิลูก"
เด็กหญิงไม่ตอบ…ทำเพียงส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะโผเข้าซุกอกผู้เป็นแม่แล้วปล่อยโฮออกมาอย่างเงียบงัน อ้อมแขนเล็ก ๆ กอดรัดร่างกายผอมบางของแม่เอาไว้แน่น…
แน่นเสียจนคนเป็นแม่รู้สึกได้ถึงความโหยหาอันมหาศาล…ความโหยหาที่ดูหนักหน่วงเกินกว่าที่เด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะรู้สึกได้
แม้ว่าช่อฟ้าจะมึนงง…แต่หล่อนก็ได้แต่กอดตอบลูกสาวไว้แน่น พร้อมกับลูบศีรษะที่เปียกชื้นที่เธอสระให้ลูกสาวจนสะอาดด้วยใจที่เต็มไปด้วยความสับสนและความประหลาดใจในคราวเดียว
ลูกของเธอปลอดภัยแล้ว…แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกเหมือนว่า…เด็กในอ้อมแขนคนนี้ไม่ใช่ลูกสาวคนเดิมที่เธอรู้จักอีกต่อไป…
แต่สำหรับขวัญรดาแล้วมันคือความโหยหาที่อัดแน่นมาตลอดแปดสิบห้าปีในที่สุดก็ได้ถูกปลดปล่อยออกมาในรูปแบบของน้ำตาและอ้อมกอดที่เธอได้รับจากผู้เป็นแม่
จิตวิญญาณของหญิงชราในร่างเด็กน้อยเหมือนจะเริ่มคลายจากความตึงเครียดทั้งหมด ร่างกายที่ผ่านเรื่องเลวร้ายมาและใช้พลังงานไปกับการอาเจียนจนหมดสิ้น บัดนี้กำลังเรียกร้องการพักผ่อนอย่างหนักหน่วง
เปลือกตาของเธอหนักอึ้งเกินจะฝืนต้านทานไหว…และ สุดท้าย…เด็กหญิงตัวน้อยก็ผล็อยหลับไปในอ้อมกอดที่เธอโหยหามาทั้งชีวิต
ขณะที่ร่างกายภายนอกของเด็กหญิงจมดิ่งสู่การหลับใหล…ในห้วงสำนึกที่ลึกที่สุดของขวัญรดาซึ่งมืดมิดและว่างเปล่า พลันปรากฏเสียง "ติ๊ง!" ที่นุ่มนวลดังขึ้น
ก่อนจะมีหน้าต่างแสงสีทองอ่อน…ปรากฏขึ้นตรงหน้า ราวกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ในโลกอนาคต ที่มุมขวามีรูปอุ้งเท้าแมวสีขาวเล็ก ๆ กระดิกเบา ๆ
[กำลังเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณผู้ใช้งาน…] […เชื่อมต่อสำเร็จ!…] [ยินดีต้อนรับผู้ถูกเลือกเข้าสู่ระบบแมวกวักนำโชค!]
ตัวอักษรปรากฏขึ้นแล้วหายไป ก่อนจะมีข้อมูลชุดใหม่แสดงขึ้นมา
[ตรวจสอบสภาวะร่างกายผู้ใช้งาน พลังกาย: 5/100 อยู่ในสภาวะอ่อนเพลียรุนแรง สภาวะจิตใจ: ความทรงจำสองภพขัดแย้งกัน…ไม่เสถียรอย่างยิ่ง คำแนะนำสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน: วิกฤตของครอบครัวกำลังจะเกิดขึ้น คำใบ้: คำพูดที่อ่อนน้อมและจริงใจ คือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส]
หลังจากสิ้นสุดประโยคนี้…หน้าต่างแสงนั้นก็จางหายไปอีกครั้ง ทิ้งให้จิตของขวัญรดาจมสู่การหลับใหลที่แท้จริง…
ภายนอก…ช่อฟ้าถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าลูกสาวหลับไปแล้ว อย่างน้อยตอนนี้ลูกก็จะได้พักผ่อน แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้พาลูกเข้าไปนอนในบ้านดี ๆ เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ และเสียงอ้อแอ้ของลูกชายก็ดังขึ้นจากทางหน้าบ้าน
"มะ..แม่..มา..มา" มนัสในวัยสองขวบเดินเตาะแตะนำหน้าโดยมีสุ่นลั้งหาบตะกร้าผักที่เพิ่งเก็บมาจากสวนของเพื่อนบ้านเดินตามมาติด ๆ
และเมื่อหญิงวัยกลางคนเห็นสภาพของหลานสาวที่ตัวเปียกปอนอยู่ในอ้อมแขนของลูกสะใภ้ ตะกร้าผักในมือก็แทบร่วงลงพื้น
"อาช่อ! เกิดอะไรขึ้น!" หล่อนอุทานเสียงดังด้วยความตกใจ รีบวางตะกร้าแล้วปรี่เข้ามาดูหลานสาวทันที "แล้วทำไมขวัญถึงเป็นสภาพนี้ไปได้!"
"ขวัญตกท่อจ้ะแม่" ช่อฟ้าตอบเสียงแผ่วด้วยความเหนื่อยอ่อน "แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วจ้ะ เธอแค่ตกใจเลยร้องไห้จนหลับไป"
สุ่นลั้งใช้หลังมืออังหน้าผากหลานสาวอย่างรวดเร็วเพื่อวัดไข้ เมื่อเห็นว่าตัวไม่ร้อนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วสายตาของเธอก็กวาดไปเห็นว่าปี๊บเศษอาหารได้หายไป คิ้วที่ขมวดด้วยความเป็นห่วงเมื่อครู่ พลันเปลี่ยนเป็นความกังวลในเรื่องใหม่ทันที
#### ในตอนนั้นไรต์ก็โดนน้ำราดอย่างนี้เลยค่ะ การตกท่อครั้งนั้นมาคิด ๆ ดูโชคดีมากที่เรายังรอดมาได้…เพราะแม่จนมากค่ะไม่มีเงินพาไปหาหมออีกอย่างไรต์น่าจะไม่มีไข้ด้วย…ดังนั้นทุกวันนี้ก็เลยไม่กล้าเดินเหยียบฝาท่อเลยค่ะ พยายามจะข้ามเอาหรือไม่ก็เดินตรงที่เป็นขอบ…
ความเรียบง่าย
"แล้วเรื่องของเฮียเส็งจะทำยังไงล่ะลูก… ป่านนี้แกคงรอแย่แล้ว"
คำพูดของแม่สามีทำให้ใบหน้าของช่อฟ้าเริ่มซีดเผือด "ตายจริง! ฉันมัวแต่ตกใจเรื่องลูก เลยทิ้งปี๊บไว้ตรงที่เกิดเรื่องเลยจ้ะแม่"
"เฮ้อ…" สุ่นลั้งถอนหายใจยาวอย่างกลัดกลุ้ม "เอาอย่างนี้แล้วกัน…เดี๋ยวแม่เฝ้าหลานให้เอง ช่อรีบไปที่เล้าหมูก่อนดีไหม ไปเก็บปี๊บแล้วอธิบายให้เฮียเส็งแกฟัง…แม่ว่าแกคงเข้าใจ"
ยังไม่ทันที่ช่อฟ้าจะได้ตอบรับ ร่างสูงใหญ่ของมนตรีที่เพิ่งเลิกงานก็เดินมาถึงพอดี…
"มีเรื่องอะไรกัน" เขาถามขึ้นเสียงดังตามประสาคนที่คุ้นชินกับเสียงร้องระงมของหมูในโรงเชือด
"ลูกพลัดตกท่อจ้ะพี่" ช่อฟ้าเป็นฝ่ายตอบเสียงแผ่ว
หลังสิ้นเสียงของคนเป็นภรรยา…ชายหนุ่มก็รีบเดินผ่านทุกคนเข้าไปดูลูกสาวที่ตอนนี้นอนหลับสนิทอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ เมื่อเห็นว่าลูกได้รับการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนตัวเก่าแล้ว และไม่มีร่องรอยบาดแผลภายนอกให้เห็นจึงค่อยวางใจลง
"ท่อหน้าปากซอยนั่นใช่ไหม" เขาถามขึ้น เพราะระหว่างทางที่เดินกลับบ้านเขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าฝาท่อไม้ผุ ๆ แผ่นหนึ่งมีร่องรอยชำรุดแตกหัก
"ใช่จ้ะ" ช่อฟ้าผงกหัวเป็นการยืนยัน
"ฉันว่าแล้ว…สักวันต้องได้เกิดเรื่อง!" มนตรีสบถออกมาอย่างหัวเสีย "ไม้มันเก่าขนาดนั้น…แทนที่จะมีเจ้าหน้าที่มาดูมาซ่อมก็ปล่อยไว้ ดีนะที่ลูกของเราปลอดภัย ไม่เป็นอะไรมาก"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ปนเปกับความโมโหในโชคชะตาและไร้ความรับผิดชอบของคนอื่น พร้อมกับยกมือลูบศีรษะลูกสาวเบา ๆ เป็นการปลอบขวัญ ก่อนจะหันมามองหน้าภรรยาที่ยังคงซีดเซียว
"แล้วเรื่องเฮียเส็ง…" เขาเอ่ยขึ้น
"ฉันกำลังจะไปจ้ะ"
มนตรีถอนหายใจยาว เขามองหน้าภรรยาที่อ่อนล้าเต็มที แล้วมองลูกสาวที่ยังหลับอยู่ "ไปพร้อมกันนี่แหละ รีบไปรีบกลับ จะได้มาอยู่กับลูก"
พูดจบ เขาก็หันไปบอกมารดา "ม๊า…ฝากดูลูกแป๊บนึงนะ เดี๋ยวพวกผมรีบไปรีบกลับ"
สุ่นลั้งพยักหน้ารับรู้ หลังจากนั้นทั้งสองคนจึงรีบเดินออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังเล้าหมูของเถ้าแก่เส็งที่อยู่ไม่ไกลอย่างเร่งด่วน
เมื่อคนทั้งคู่ไปถึง พวกเขาก็ได้ยินเสียงหมูร้องดังระงมเพราะความหิวมาแต่ไกล โดยมีเถ้าแก่เส็งกำลังยืนเท้าสะเอวหน้าตาบูดบึ้งอยู่หน้าเล้า พอเห็นหน้าช่อฟ้าแกก็เตรียมจะอ้าปากต่อว่าทันที
"มาช้าจริงนะอาช่อ! ปล่อยให้หมูอั๊วร้องจน…"
"พอดีลูกสาวผมพลัดตกท่อครับเถ้าแก่" มนตรีเป็นฝ่ายพูดแทรกขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแฝงความจริงจัง "เลยเสียเวลาไปหน่อย ต้องขอโทษด้วยครับ"
คำพูดของมนตรีทำให้เถ้าแก่เส็งชะงักไป เขามองหน้าสองสามีภรรยาสลับกันไปมา ก่อนที่สีหน้าเกรี้ยวกราดจะค่อย ๆ อ่อนลง ความเป็นพ่อคนทำให้เขาเข้าใจสถานการณ์ได้ไม่ยาก
"เออ ๆ! รู้แล้วก็รีบเข้าไปจัดการซะสิ!" เขาพูดเสียงดังกลบเกลื่อน "เดี๋ยวหมูของอั๊วก็ได้กินกันเองพอดี! ผสมอาหารแล้วก็อย่าลืมล้างคอกให้มันดี ๆ ด้วยล่ะ!"
ว่าจบ เถ้าแก่เส็งก็เดินหันหลังกลับไป แต่ก่อนที่เขาจะเดินเข้าบ้านของตัวเองไป ผู้มากวัยกว่าคนทั้งคู่ก็หยุดฝีเท้าของตนลง แล้วจึงล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมายื่นส่งให้ช่อฟ้า
"เอ้านี่! ค่าจ้างล่วงหน้า" เขาพูดด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นตามนิสัยของเจ้าตัว "ลื้อเอาไปก่อน…เผื่ออาหมวยอีตัวร้อนเป็นไข้จะได้มีเงินพาไปหาหมอ อั๊วไม่อยากให้คนงานขาดงานเพราะลูกป่วย"
ช่อฟ้ากับมนตรีมองหน้ากันอย่างคาดไม่ถึง ก่อนจะยกมือไหว้ขอบคุณชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างนอบน้อม เถ้าแก่เส็งไม่พูดอะไรต่อ ทำเพียงโบกมือปัด ๆ แล้วเดินเข้าบ้านไป
ทางด้านสุ่นลั้ง…ในระหว่างที่ลูกชายและลูกสะใภ้ไปทำงาน หล่อนก็ไม่ได้อยู่เฉย หลังจากอุ้มหลานสาวเข้าไปนอนในห้องเรียบร้อยแล้ว เธอก็ออกมาดูแลหลานชายตัวเล็กต่อ
"มา…อามนัสมาหาอาม่ามา" เธอกวักมือเรียกหลานชายวัย 2 ขวบที่กำลังคลานเล่นอยู่บนพื้น ก่อนจะใช้ผ้าขาวม้าผืนใหญ่ค่อย ๆ อุ้มและผูกเขาไว้บนแผ่นหลังของตนอย่างชำนาญ เพราะการทำเช่นนี้จะทำให้เธอสามารถทำงานอื่นไปพร้อมกับดูแลหลานไม่ให้คลาดสายตาได้
เมื่อมั่นใจว่าหลานชายอยู่บนหลังอย่างปลอดภัยแล้ว หญิงวัยกลางคนก็เดินไปที่หลังบ้าน และเริ่มก่อเตาถ่าน…แม้ในยุคสมัยนี้จะมีไฟฟ้าใช้บ้างแล้ว แต่สำหรับครอบครัวที่หาเช้ากินค่ำเช่นเธอ การหุงหาอาหารด้วยเตาถ่านก็ยังคงเป็นวิธีที่ประหยัดที่สุด
หล่อนใช้พัดที่สานจากใบตาลโบกเบา ๆ จนถ่านในเตาลุกโชนเป็นสีแดงฉาน จากนั้นจึงยกหม้อข้าวใบเก่าที่ผ่านกาลเวลามานานขึ้นตั้งบนเตา
ไม่นานนัก…ควันสีขาวก็ลอยกรุ่นขึ้น พร้อมกลิ่นหอมของข้าวสุกที่อบอวลไปทั่วบ้าน…กลิ่นนั้นไม่ใช่เพียงกลิ่นของอาหาร แต่คือสัญลักษณ์ของความรักและห่วงใยที่เธอมีต่อลูก…หลาน หลังจากข้าวสุกได้ที่และถูกยกลงจากเตามาพักไว้ให้ระอุดีแล้ว สุ่นลั้งก็ไม่ได้หยุดพัก เธอยกกระทะเหล็กใบเก่าที่ผ่านการใช้งานมานับครั้งไม่ถ้วนขึ้นตั้งบนเตาถ่านที่ไฟยังคงแรงอยู่
กับข้าวมื้อเย็นของบ้านก็ไม่ได้มีอะไรมากนัก วันนี้มีเนื้อหมูแดดเดียวที่ลูกชายได้มาจากโรงเชือดอยู่หนึ่งชิ้น ที่เป็นความใจดีของเถ้าแก่เจ้าของโรงเชือดที่มักจะแบ่งปันเนื้อส่วนที่ขายไม่หมดให้ลูกน้องอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนั้นก็มีเปลวไขมันหมูติดหนังอีกก้อนหนึ่งซึ่งสุ่นลั้งได้รับมาจากแผงขายหมูในตลาด
หญิงวัยกลางคนเริ่มต้นด้วยการนำเปลวไขมันหมูมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนจะโยนลงไปในกระทะที่ร้อนจัด เสียงไขมันที่แตกตัวดังฉ่า! พร้อมกับส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณครัวหลังบ้าน…เธอใช้ตะหลิวค่อย ๆ คั่วมันเหล่านั้นไปเรื่อย ๆ จนไขมันใส ๆ ถูกรีดออกมาจนเกือบหมด
เหลือเพียงกากหมู…ชิ้นเล็กสีเหลืองทองกรอบน่ากิน ซึ่งเธอตักขึ้นมาพักไว้ในถ้วย กากหมูเหล่านี้คือของวิเศษสำหรับเด็กสองพี่น้องเพราะแค่นำมาคลุกกับข้าวสวยร้อน ๆ เหยาะน้ำปลาเล็กน้อยก็อร่อยจนแทบไม่ต้องมีกับข้าวอื่น
ในกระทะบัดนี้เต็มไปด้วยน้ำมันหมูใหม่ที่หอมกรุ่น สุ่นลั้งจึงนำหมูแดดเดียวที่หั่นเตรียมไว้ลงไปทอด เสียงเนื้อหมูที่กระทบกับน้ำมันร้อน ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ลอยไปไกลจนมนัสที่อยู่บนหลังของเธอเริ่มขยับตัวยุกยิกเพราะได้กลิ่น
เมื่อหมูทอดจนเหลืองกรอบได้ที่ เธอก็ตักขึ้นมาพักไว้ ถัดจากนั้นเป็นลำดับต่อมาเธอก็ตักน้ำมันขึ้นใส่อวยและล้างกระทะใบเดิม ก่อนจะใส่น้ำและนำผักบุ้งที่เก็บมา…นำมาลวกในน้ำเดือดอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้สีซีดคล้ำ
ที่ตั้งใจว่าจะนำมากินคู่กับพริกน้ำปลาที่ทำง่าย ๆ เพียงซอยพริกขี้หนูสดกับกระเทียมแล้วบีบมะนาวตาม เหยาะด้วยน้ำปลาดีอีกนิดหน่อย
อาหารเพียงสามอย่าง…หมูแดดเดียวทอด กากหมู ผักบุ้งลวกและพริกน้ำปลาถ้วยเล็ก ถูกจัดวางเตรียมพร้อมไว้บนโต๊ะไม้เก่ารอเพียงข้าวสวยร้อน ๆ ที่จะตักมาเติมเต็มมื้ออาหาร
สำหรับคนอื่นอาจจะมองว่าเป็นเพียงอาหารบ้าน ๆ ที่เรียบง่ายจนเกินไป…แต่สำหรับสุ่นลั้งและครอบครัวของเธอแล้ว อาหารเพียงเท่านี้ก็เพียงพอและเป็นความสุขใจที่ยิ่งใหญ่แล้ว สำหรับผู้ใหญ่สามคนและเด็กกำลังกินอีกสองคนในบ้านหลังนี้…
### ตอนเด็กกินอย่างนี้จริง ๆ นะคะ แบบข้าวคลุกกากหมูและน้ำมันนิดหน่อยราดด้วยพริกน้ำปลา อร่อยทีเดียว