โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

เกษตรกรพังงา “ปลูกพืชร่วมยาง” สร้างรายได้เฉลี่ย 89,000 บาท/ไร่/ปี

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 17 เม.ย. 2565 เวลา 06.32 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. 2565 เวลา 02.00 น.

ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ราคายางพาราในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ค่อยสู้ดีนัก ทำให้เกษตรกรผู้ทำสวนยางพาราหลายรายจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ จากที่เคยทำสวนยางพาราสร้างรายได้หลักเพียงอย่างเดียว ต้องหาอย่างอื่นทำเพิ่ม เพื่อให้มีรายได้เข้ามาทดแทนในยามราคายางพาราตก แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ เพราะถ้าหากมองในแง่ของการทำเกษตรกับพืชชนิดอื่น ข้อดีของการปลูกยางพาราน่าจะอยู่ตรงที่ในระยะยาวมีเงินออมที่ได้จากการขายไม้ยางในช่วงยางหมดอายุ ซึ่งพืชเกษตรอื่นไม่มีรายได้ส่วนนี้ และการทำสวนยางค่อนข้างมีการจัดการดูแลสวนที่ไม่ยุ่งยาก ที่สำคัญมีพื้นที่ว่างระหว่างร่องเยอะ ทำให้สามารถปลูกพืชร่วมยางได้หลากหลายชนิด และยังช่วยเป็นพืชพี่เลี้ยงสร้างร่มเงาให้กับพืชชนิดอื่นได้เป็นอย่างดี

คุณบุญชู สิริมุสิกะ เจ้าของ สวนไผ่อาบู ตั้งอยู่ที่ 142 หมู่ที่ 5 ตำบลลำภี อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา อดีตวิศวกรผันตัวทำเกษตร ต่อยอดสวนยางพาราของพ่อกับแม่ ปลูกพืชผสมผสาน ทั้งไม้ผล พืชผักสมุนไพร และเน้นการปลูกไผ่ และไม้เศรษฐกิจแซมในสวนยาง สร้างรายได้แบบไม่รู้จบ

พี่บุญชู เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเกษตรกรว่า ก่อนที่จะมาเป็นเกษตรกร ตนทำงานเป็นวิศวกรออกแบบระบบการผลิตให้กับบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง มีหน้าที่หลักคือ การวางแผนออกแบบกระบวนการผลิต ถือเป็นงานที่รักและถนัด และได้รับผลตอบแทนที่ดี แต่จุดพลิกผันที่มาเป็นเกษตรกร เกิดขึ้นจากวันหนึ่งขณะที่ดูทีวีรายการหนึ่ง ตนได้เห็นปราชญ์เกษตรท่านหนึ่ง ชื่อว่า ลุงนิล ซึ่งในตลอดระยะเวลาที่ได้นั่งดูลุงแกให้สัมภาษณ์ ตนสัมผัสได้ถึงความสุข ความเพลิดเพลินของลุงที่ได้อยู่กับการทำเกษตร สื่อให้เห็นถึงความเรียบง่าย รวมถึงที่ลุงนิลได้พลั่งพลูถึงวิธีการบริหารจัดการพื้นที่ทำเกษตรได้อย่างลงตัว ก่อเกิดเป็นรายได้และเป็นแหล่งสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ตนเอง เมื่อได้เห็นวิถีที่ลุงนิลแกเล่ามา จึงย้อนกลับมามองตนเองและบอกกับตนเองว่า “ลุงนิลทำได้ เราก็ต้องทำได้” หลังจากนั้นจึงเริ่มศึกษาเกี่ยวกับการทำเกษตรมาเรื่อยๆ จนได้โอกาสลาออกจากงานมาเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว จากวันนั้นจึงถึงวันนี้ก็นับเป็นเวลากว่า 11 ปีแล้ว

ต่อยอดสวนยางพาราของพ่อกับแม่

ทำเกษตรผสมผสาน ปลายทางคือความยั่งยืน

พี่บุญชู เล่าให้ฟังว่า ตนไม่ได้กลับมาเริ่มต้นปลูกยาง แต่ยางคือพืชที่พ่อกับแม่ปลูกไว้ก่อนแล้วบนพื้นที่ประมาณ 23 ไร่ ซึ่งก่อนหน้านี้บริบทการทำเกษตรของพ่อกับแม่คือเป็นสวนยางเชิงเดี่ยว ตนจึงกลับมาต่อยอดจากสวนเชิงเดี่ยวให้กลายเป็นสวนผสมผสาน ด้วยแนวคิดตั้งต้นคือ การกลับมาพัฒนาต่อยอดอาชีพเกษตรที่พ่อแม่ทำมาแต่ดั้งแต่เดิม โดยมีโจทย์หลัก คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่เดิมต้องยังคงอยู่ ส่วนหน้าที่ของเราคือพัฒนาต่อยอด มีเป้าหมายของการทำคือ วิถีของการทำสวนยางพาราอย่างยั่งยืน ด้วยการยึดคติประจำใจที่ว่า “ในการทำเกษตรไม่ว่าจะปลูกหรือทำอะไร หากธงของการทำคือความยั่งยืนไม่ว่าราคาจะผันผวนก็กระทบน้อย ด้วยเพราะวิถีของการจัดการแปลงอย่างยั่งยืนนั่นมีความหลากหลายของกิจกรรม เสมือนเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในยามวิกฤต แปลงสวนยางของที่นี่ก็เช่นกัน แม้เดิมทีเคยเป็นสวนยางเชิงเดี่ยว แต่ถูกพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นรากฐานที่มั่นคง ไม่ว่าราคาพืชผลทางการเกษตรจะเปลี่ยนแปลงก็กระทบกับวิถีการดำเนินชีวิตของที่นี่น้อยมาก”

และที่นี่จะมีหลักการในการเลือกพืชมาปลูกร่วมในสวนยางอยู่ 2 ข้อหลักๆ คือ 1. ต้องเป็นพืชที่เหมาะสมกับบริบทของเรา 2. พืชที่ปลูกแล้วต้องสามารถเป็นอาชีพให้เราได้ ดังนั้น พืชต่างๆ ที่ปลูกที่นี่จึงผ่านกระบวนการออกแบบพื้นที่ ผ่านกระบวนการคัดเลือกมาก่อน ไม่ได้ปลูกไปเรื่อยๆ แต่ทำอย่างมีแบบแผน มีเหตุและมีผล

โดยระยะห่างในการปลูกยางของที่สวน จะปลูกอยู่ 2 ระยะด้วยกัน คือ ระยะ 3×6 และ 3×7 เมตร มีการจัดสรรพื้นที่ปลูกอย่างเป็นระบบดังนี้

  • พื้นที่ปลูกไผ่และเกษตรผสมผสานรวมยาง 5 ไร่ แปลงนี้เน้นรายได้ระยะสั้น เก็บขายได้เร็ว ทำตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการแปรรูป และเตรียมวางรากฐานต่อยอดไปสู่แปลงเกษตรเพื่อการท่องเที่ยว จำนวน 1 แปลง ทำบนบริบทของสวนยางยั่งยืนที่ใช้ในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้
  • พื้นที่ปลูกไผ่ขายลำ และไม้เศรษฐกิจผสมผสานในยาง 5 ไร่ แปลงนี้เน้นรายได้ระยะกลางและระยะยาว สู่ขั้นตอนการดำเนินการต่อยอดสู่สวนยางยั่งยืน 1 แปลง
  • พื้นที่ปลูกสวนป่าไม้เศรษฐกิจร่วมยางพารา 13 ไร่ แปลงนี้เน้นการสร้างป่าในสวนยางพาราตามแนวทางของวนเกษตร

แนวทางการพิจารณา

วางแผนปลูกพืชร่วมยาง

สำหรับขั้นตอนการพิจารณาการเลือกชนิดของพืชที่จะมาปลูกร่วมยางพารา ควรพิจารณาอะไรบ้าง พี่บุญชู ยกตัวอย่างการปลูกไผ่ร่วมยางของที่สวนให้ฟังว่า มีหลักการพิจารณาดังนี้ 1. ผู้ปลูกควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์ของไผ่ให้ดีก่อนปลูก เพราะไผ่มีมากมายหลายชนิด และแต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติในการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน การที่เรามีความรู้เรื่องไผ่จะช่วยให้เราสามารถพิจารณาได้ง่ายขึ้น ว่าไผ่ชนิดไหนที่เราควรจะนำมาปลูกร่วมในสวนยางพารา และแต่ละสายพันธุ์หวังผลผลิตด้านไหน เช่น ปลูกเพื่อขายหน่อ หรือปลูกเพื่อขายลำ หรือจะปลูกเพื่อต่อยอดทำเกษตรเชิงท่องเที่ยว

ส่วนเทคนิคการปลูกนั้น ไผ่ เป็นพืชที่มีอัตราการเติบโตเร็ว การนำไผ่มาปลูกร่วมยางพาราจึงต้องทำในช่วงที่เหมาะสม โดยควรปลูกในช่วงที่ยางพารามีอายุ 3-4 ปี ระยะกอควรห่าง 6-9 เมตร

การดูแลจะคล้ายกับการปลูกพืชทั่วไป ในช่วงเริ่มปลูกให้ปุ๋ยบ้างปีละ 2-3 ครั้ง หลังจากนั้นสามารถปล่อยให้โตตามธรรมชาติได้ แต่หากต้องการให้ได้ผลผลิตสูงก็ต้องดูแลให้ปุ๋ยสางแต่งกอ ต้องเอาใจใส่ดูแลเช่นเดียวกับพืชอื่นๆ และเพื่อให้เกิดความยั่งยืนควรปลูกไม้เศรษฐกิจสลับระหว่างกอ และใส่พืชร่วมให้มีความหลากหลายในแปลงยางพารา เพื่อต่อยอดสู่สวนยางยั่งยืน

การสร้างรายได้จากพืชหลัก
และพืชร่วมยาง มีรายได้ไม่ขาดมือ

เจ้าของบอกว่า สำหรับการสร้างรายได้จากสวนผสมผสาน พืชหลักนอกจากยางพาราที่สร้างรายได้ให้กับที่สวนคือไผ่ โดยไผ่ของที่สวนจะมีหลากหลายชนิด ทั้งขายหน่อ ขายลำ แปรรูป ตลอดจนต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ สรุปโดยรวมแล้วรายได้จากหลายกิจกรรมที่ทำรวมๆ กันที่เกิดจากไผ่ บนพื้นที่ 5 ไร่ อยู่ที่ประมาณ 2.5 แสนบาท ต่อปี ทั้งนี้ทั้งนั้นรายได้ในส่วนนี้ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ถึงศักยภาพสูงสุดตามบริบทของกิจกรรมที่ทำ เพราะกิจกรรมแทบจะทั้งหมดของที่นี่ทำบนพื้นฐานของความพอดี คือ ทำพอเหมาะแก่กำลังที่มี ทำเพื่อเลี้ยงชีพให้ดำรงอยู่ได้ มีเหลือให้เก็บออมตามสมควร ไม่ได้จะมุ่งทำเอารวย

“สรุปรายได้เฉลี่ยการปลูกไผ่ร่วมยางรวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่เกิดจากการต่อยอดทำสวนยางยั่งยืนช่วยให้มีรายได้ประมาณ 89,000 บาทต่อไร่ต่อปี ทีั้งนี้ทั้งนั้นรายได้แปรผันตามความขยันและการเอาใจใส่ของเจ้าของแปลง ถ้าปลูกแล้วบริหารจัดการแปลงดีๆ 89,000 บาทต่อไร่ต่อปี ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากปลูกแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่ดูแล ไม่หมั่นศึกษาเรียนรู้ ไม่ต่อยอดแปรรูป โอกาสที่จะเกิดรายได้สูงก็เป็นไปได้ยาก”

ฝากถึงเกษตรกร ชาวสวนยางพาราเชิงเดี่ยว

“การทำเกษตรแบบเชิงเดี่ยวไม่มีความมั่นคง เกษตรกรควรน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิต และน้อมนำแนวทางของเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้กับสวนยางเชิงเดี่ยว เพื่อต่อยอดสู่การทำสวนยางแบบยั่งยืน ด้วยการปลูกพืชร่วมยางให้มีความหลากหลายทางนิเวศในแปลง ไผ่เป็นหนึ่งตัวเลือกที่สามารถปลูกเป็นพืชร่วมในสวนยางพาราได้ดี แต่ทว่าควรปลูกบนพื้นฐานของความรู้ความเข้าใจ ไม่ปลูกตามกระแส ด้วยเพราะการทำเกษตรด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นพื้นฐานที่ช่วยให้สามารถต่อยอดไปสู่การทำเกษตรอย่างยั่งยืนได้ไม่ยาก” พี่บุญชู กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 086-282-2176 หรือติดต่อได้ทางช่องทางเฟซบุ๊ก: สวนไผ่อาบู

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...