โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"10 ธันวาคม" วันรัฐธรรมนูญ กับพระราชหฤทัยร.7 จากฉบับชั่วคราวถึง "ฉบับถาวร"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 ธ.ค. 2568 เวลา 23.48 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2568 เวลา 23.30 น.
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475

วันรัฐธรรมนูญ “10 ธันวาคม” กับพระราชหฤทัย รัชกาลที่ 7 จากฉบับชั่วคราว ถึง “ฉบับถาวร”

ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 กลุ่มคณะราษฏรได้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้สำเร็จ ทำให้สยามมีระบอบรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับแรกที่พวกเขาร่างขึ้นจะมีอายุสั้น เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 7 ได้ทรงเพิ่มคำว่า “ชั่วคราว” ลงไปในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว จึงต้องมีการตั้งคณะอนุกรรมขึ้นมา เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เรียกกันต่อมาว่า “ฉบับถาวร” อันได้มีการประกาศใช้ในวันที่ 10 ธันวาคม ปีเดียวกัน

เรื่องนี้ ดร. ภูริ ฟูวงศ์เจริญ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำการค้นคว้าถึงเบื้องหลังความเป็นมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองไปจนถึงการ “พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร” ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยใช้กรอบความคิดทางวัฒนธรรม เพื่อหาคำตอบให้กับคำถามสำคัญว่า รัฐธรรมนูญถูกนำเสนอต่อสังคมอย่างไร และสังคมมีความจดจำต่อรัฐธรรมนูญอย่างไรบ้าง

เริ่มต้นตั้งแต่การที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใส่คำว่า “ชั่วคราว” ในรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฎร ดร. ภูริ ชี้ว่า นั่นเป็นผลมาจากความไม่พอพระราชหฤทัยดังที่ได้ทรงเปิดเผยในคราวสละราชสมบัติว่า “ครั้นเมื่อ…ได้เห็นรัฐธรรมนูญฉะบับแรกที่หลวงประดิษฐฯ ได้ทำมาให้ข้าพเจ้าลงนาม ข้าพเจ้าก็รู้สึกทันทีว่า หลักการของผู้ก่อการฯ กับหลักการของข้าพเจ้านั้นไม่พ้องกันเสียแล้ว”

แต่เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้นมา พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ซึ่งคณะราษฎรเลือกให้เป็นผู้นำระบอบใหม่ และยังเป็นประธานของอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วย ได้กลายเป็นผู้ประสานงานกับรัชกาลที่ 7 อย่างใกล้ชิด และทำให้พระองค์พอพระราชหฤทัยได้ ดังที่ ดร. ภูริ กล่าวว่า “พระยามโนปกรณ์นิติธาดาติดต่อกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างสม่ำเสมอ เฝ้าปรึกษาหารือ และมักดำเนินการให้สอดคล้องกับพระราชประสงค์ นับตั้งแต่เรื่องใหญ่โตอย่างการให้เจ้านายอยู่เหนือการเมือง ไปจนถึงเรื่องปลีกย่อยอย่างการเลือกใช้คำ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกเมื่อเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะเอนเอียงไปในทางอนุรักษนิยม ซึ่งนี่ส่งผลให้รัชกาลที่ 7 ทรงแสดงท่าทีเชิงบวกอย่างเด่นชัด”

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ โดยพระองค์ทรงเป็นผู้เสนอให้ใช้พระที่นั่งอนันตสมาคม และทรงเสนอให้เชิญคณะทูตานุทูตเข้าร่วมชมพระราชพิธี ทั้งยังให้โหรหลวงประจำราชสำนักไปหา “ฤกษ์สำหรับพระราชทานรัฐธรรมนูญ” ด้วย

การที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการเขียนลงบนสมุดไทยด้วยก็เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระองค์เอง ดังที่พระยามโนปกรณ์นิติธาดาชี้แจงว่า “โดยที่ทรงเห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นของศักดิ์สิทธิ์ และเป็นของที่ควรจะขลัง เพราะฉะนั้นต้องการเขียนลงใส่สมุดไทย”

เมื่อมี “เส้นตาย” ตามฤกษ์ ที่กำหนดไว้แล้ว และยังต้องมีการจารึกลงสมุดไทยซึ่งต้องใช้เวลานาน ทำให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาต้องเร่งรัดกับทางสภาผู้แทนราษฎรให้พิจารณาจนเสร็จสิ้นให้ทันตามขั้นตอนที่วางแผนไว้โดยแถลงต่อสภาขอให้ “รีบปรึกษาเสียแต่เช้าไปตลอดวัน และถ้าสามารถก็จะให้จนถึงกลางคืนด้วย”

สิ่งสำคัญอย่างยิ่งอีกประการหนึ่งคือ การร่างคำประกาศที่ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีความตอนหนึ่งบอกถึงเรื่องที่มาของรัฐธรรมนูญว่า “ข้าราชการทหารพลเรือน และอาณาประชาราษฎรของพระองค์ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระมหากรุณา ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญ” เมื่อพระองค์ทรงพิจารณาแล้วว่า หลังราชวงศ์จักรีได้บริหารบ้านเมืองมายาวนาน “ประชาชนชาวสยามได้รับพระบรมราชบริหารในวิถีความเจริญนานาประการโดยลำดับ จนบัดนี้มีการศึกษาสูงขึ้นแล้ว มีข้าราชการประกอบด้วยวุฒิปรีชาในรัฐาภิปาลโนบาย…สมควรแล้วที่จะพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้ข้าราชการและประชาชนของพระองค์ ได้มีส่วนมีเสียงตามความเห็นดีเห็นชอบในการจรรโลงประเทศสยาม” ดังนั้น “จึ่งทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามตามความประสงค์”

ซึ่งตรงนี้ ดร. ภูริ กล่าวว่า ผู้ร่างคำประกาศดังกล่าว คือ พระสารประเสริฐ ร่างขึ้นตามแนวทางอนุรักษ์นิยม ให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้มีพระบรมราชวินิจฉัยพระราชทานกำเนิดรัฐธรรมนูญตามคำกราบบังคมทูลของประชาชน มีการเน้นย้ำเรื่องความราบรื่น แต่ไม่มีการพูดถึงคณะราษฎร หรือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แต่อย่างใด “รัฐธรรมนูญจึงถือกำเนิดขึ้นจากการพระราชทานตามคำกราบบังคมทูล หาใช่จากการยึดอำนาจ หรือการปฏิวัติ”

รูปแบบของพระราชพิธี ดร. ภูริ ก็ชี้ว่า “ถูกออกแบบมาด้วยความระมัดระวังช่วยให้พระมหากษัตริย์ครองสถานะเป็นผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับถาวร กฎหมายสูงสุดเป็น ‘ของพระราชทาน’ จากเบื้องบนจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หาใช่คณะราษฎร”

พระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญจึงถือเป็นความปราชัยของฝ่ายคณะราษฎร ที่ถูกลดทอนความหมายจนแทบไม่มีบทบาท ซึ่งส่งผลต่อความรับรู้ของสังคมในลำดับต่อๆ มา ขณะที่ทูตฝรั่งเศสในขณะนั้นก็ได้แสดงความชื่นชมในพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในรายงานที่ส่งไปยังกรุงปารีส เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ว่า

“พระราชอำนาจถูกเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่ง…วัตถุประสงค์ของพระราชพิธีเมื่อวันที่ 10 ธันวาคมคือ เพื่อทำให้เชื่อ (Faire croire) ว่า [รัฐธรรมนูญ – ภูริ] ได้ถูกพระราชทาน (Octroyée) จากองค์อธิปัตย์…หลังทรงลงพระปรมาภิไธย พระมหากษัตริย์ทรงยื่นรัฐธรรมนูญให้แก่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้รับมันไปขณะกำลังคุกเข่าอยู่กับพื้น

“ดังนั้น ในหลายวาระตลอดช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา พระราชอำนาจที่เพิ่มพูนขึ้นของพระองค์ได้ถูกยืนยัน พระองค์…ทรงก้าวเดินออกจากวิกฤตินี้พร้อมด้วยพระเกียรติที่ถูกฟื้นฟู และ…อำนาจทั้งปวงในประเทศนี้ที่ยังผูกอยู่กับแนวคิดว่าด้วยความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

“พระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ: นัยยะแห่งการเมือง สัญญะแห่งอำนาจ” โดย ภูริ ฟูวงศ์เจริญ นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2557

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 ธันวาคม 2560

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “10 ธันวาคม” วันรัฐธรรมนูญ กับพระราชหฤทัยร.7 จากฉบับชั่วคราวถึง “ฉบับถาวร”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...