โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มนุษย์จะเป็นอย่างไรในอีก 1,000 ปีข้างหน้า? มาหาคำตอบในแบบวิทยาศาสตร์กันนะ

Thaiware

อัพเดต 31 ต.ค. 2561 เวลา 01.31 น. • เผยแพร่ 30 ต.ค. 2561 เวลา 08.00 น. • เคนชิน
นักวิทย์ชีชัดว่า ถึงแม้ระบบคอมพิวเตอร์จะยังไม่ฉลาดเท่าสมองมนุษย์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราอยู่เหนือเครื่องจักร

เมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อนมนุษย์เรามีวิวัฒนาการระบบย่อยอาหารให้สามารถกินนมวัวได้ เมื่อ 150 ปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้วิวัฒนาการให้มีความสูงเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10 ซม. เมื่อ 65 ปีที่ผ่านมา ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์เราได้เพิ่มอายุขัยโดยเฉลี่ยของเราไปอีก 20 ปี และทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

จะเห็นว่าในช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ มวลมนุษยชาติมีวิวัฒนาการที่ก้าวไกลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด และถ้าเรามองไปในอนาคต 1,000 ปีข้างหน้าหล่ะ มนุษย์จะมีวิวัฒนาการก้าวไกลไปถึงขนาดไหนกัน?

ในคลิปวีดีโอของแชนแนลยูทูป AsapSCIENCE ในชื่อตอนที่ว่า "Humans In 1000 Years" จะพาเราท่องไปในกาลเวลา 1,000 ปีข้างหน้า เพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับโลกรวมถึงตัวเราเอง นับว่าเป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้นทีเดียว

เรื่องแรกที่ผู้เล่าเรื่องหยิบยกขึ้นมาคือ เผ่าพันธุ์มนุษย์จะยังคงมีความหยิ่งทะนงและพึงพอใจในตนเองเหมือนเช่นที่เป็นในยุคปัจจุบัน เพราะถึงแม้ว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะก้าวหน้าไปมากขนาดไหน แต่ก็ยังไม่เข้าใกล้ความสามารถของสมองมนุษย์

ด้วยความเป็นจริงที่ว่า ในปี 2014 นักวิจัยในประเทศญี่ปุ่นได้ใช้ K computer ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องคอมฯ ที่ทรงพลังมากที่สุดในโลก เพื่อจำลองการทำงานของสมองมนุษย์ แล้วพบว่าต้องใช้หน่วยประมวลผลที่มีจำนวนมากถึง 705,024 แกน หน่วยความจำถึง 1.4 ล้านกิกะไบต์ และเวลาอีก 40 นาที เพื่อการประมวลผลข้อมูลในปริมาณเดียวกับที่สมองของเราใช้เวลาประมวลผลเพียง 1 วินาทีเท่านั้น

แต่ถึงแม้ว่าสมองของมนุษย์จะล้ำหน้ากว่าสมองกลมากนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสมารถอยู่เหนือเครื่องจักรที่เราสร้างขึ้นมาได้

นักวิทยาศาสตร์ดาดการณ์ว่า ในอนาคตอันใกล้ ถึงแม้คอมพิวเตอร์จะยังไม่สามารถมีพลังการประมวลผลที่เทียบเท่าสมองมนุษย์ได้ แต่เราจะสามารถสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่สามารถพูด ฟัง โต้ตอบ และมีความทรงจำ และก็หวังว่าพวกมันจะไม่ใช้ข้อมูลที่พวกมันรับรู้ เพื่อย้อนกลับมาใช้ทำลายมนุษย์

และเมื่อวิทยาการทางด้านการประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่มนุษย์ยังคงไม่มีวิวัฒนาการในด้านใดอย่างชัดเจน มันก็อาจจะทำให้มนุษย์ต้องร่วมร่างเข้ากับหุ่นยนต์เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง

นักวิทยาศาสตร์ดาดการณ์ว่า ในอนาคตเราอาจจะมีหุ่นยนต์ขนาดเล็กจิ๋วที่เรียกว่า Nanobot ที่ฝังอยู่ในร่างกายของเรา เพื่อยกระดับความสามารถที่มีอยู่ตามธรรมชาติของมนุษย์ เจ้า Nanobot อาจทำให้เราแข็งแรงขึ้น ยกของหนักได้มากขึ้น กระโดดได้สูงขึ้น วิ่งเร็วขึ้น ตามแนวความคิดแบบ Transhumanism ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาใช้เสริมความสามารถในด้านต่างๆ ของมนุษย์ แต่การขยายความสามารถของมนุษย์ด้วยอุปกรณ์พิเศษนั้นต้องไม่ละเลยประเด็นเรื่องจริยธรรม

และไม่เพียงแต่เฉพาะร่างกายของเรา ที่อุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง

ในวีดีโอยังได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง Utility clouds ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ขนาดจิ๋ว ที่สามารถรวมร่างกันจนกลายเป็นอาคารขนาดใหญ่ และสามารถแยกร่างกลายเป็นหุ่นจิ๋วได้ในเวลาอันรวดเร็ว ลองจินตนาการถึงบ้านทั้งหลัง ที่สามารถแยกร่างออกได้ในขณะที่เราออกจากบ้านไปทำงานในตอนเช้า เพื่อที่จะทำให้เกิดเนื้อที่ว่างเพื่อทำกิจกรรมบางอย่างได้

และใน 1,000 ปีข้างหน้า ภาษาพูดในโลกของเราที่มีอยู่อย่างหลากหลาย จะมีจำนวนของภาษาที่ลดลงเป็นอย่างมาก นั่นหมายความว่าบางภาษาจะล้มหายตายจากไป และด้วยความร้อนและการแผ่รังสี UV ในโลกที่มากขึ้น มนุษย์เราจะมีวิวัฒนาการให้ผิวเข้มขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือมนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะตัวดำมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง และเราจะต้องมีวิวัฒนาการให้ตัวสูงขึ้น และผอมขึ้นอีก หากเราต้องการอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายของโลกอนาคต

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่วีดีโอของ AsapSCIENCE ต้องการสื่อกับเราคือ ภาวะโลกร้อนในโลกยุคอนาคตนั้นเป็นอะไรที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงกว่าที่เราคาดคิดกัน เพราะฉะนั้นเราก็ควรช่วยกันดูแลโลกให้ดีๆ นะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...