โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ : การทำนายทางระบาดวิทยาว่าผลการผ่อนคลายกันยายน 2564 จะเป็นอย่างไร

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 06 ก.ย 2564 เวลา 02.49 น. • เผยแพร่ 06 ก.ย 2564 เวลา 02.49 น.

รัฐบาลและประชาชนไทยทนอึดอัดจากสถานการณ์โควิดไม่ไหว ก็เลยคลายล็อคดาวน์ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ตัวเลขรายงานสถิติผู้ติดเชื้อรายใหม่รายวันถอยมาจากแถวสองหมื่นเมื่อเดือนที่แล้วมาอยู่ที่ราว ๆ หมื่นห้าอยู่ราวเกือบอาทิตย์ จำนวนคนเสียชีวิตรายวันก็อยู่แถว ๆ สองร้อยกว่า ๆ ขึ้นลงก็ไม่มาก ประชาชนทั่วไปควรเชื่อถือรัฐบาลแค่ไหน

เวลาจะล็อกดาวน์ก็ขู่ว่าจำนวนคนติดเชื้อรายวันจะขึ้นไปหลายหมื่น คนอาจจะตายวันละหลายพันคน ต้องล็อคดาวน์อย่างน้อยสองเดือน แต่ตอนนี้ไม่ทันไรก็คลายแล้ว มาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาควรทำตามแค่ไหน เข้าไปกินอาหารในร้านที่มีคนนั่ง 75% เข้าไปแต่งผมทำเล็บตอนนี้ปลอดภัยจริงละหรือ

ขอย้อนกลับไปพื้นฐานระวังภัยทางชีววิทยาซึ่งสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะต้องมี เพื่อทำให้สามารถปรับตัวอยู่รอดและแพร่พันธุ์ได้ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีระบสัมผัสสัญญาณ (signal) เมื่อได้รับสัญญาณอันตราย สิ่งมีชีวิตจะปรับกิจกรรมเข้าสู่สภาวะการรักษาความปลอดภัยแบบเข้มงวด (safe mode) ลดกิจกรรมที่ต้องการทรัพยากรเช่นอาหารและพลังงาน

สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ หลาย ๆ ชนิดถ้าพบสภาพที่เหมาะสมจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนทวีคูณได้อย่างรวดเร็ว พอเจอภาวะไม่เหมาะสม เช่น ขาดอาหาร หรือ มีของเสียมากไปก็หุ้มเกราะ (spore) เปลือกเซลแข็ง ทนความแห้งแล้งและความร้อนรวม สัตว์เซลเดียวเช่น อมีบา จะเปลี่ยนจากตัวนิ่ม ๆ คืบคลานว่ายน้ำหาอาหาร กลายเป็นถุง (cyst) ที่เปลือกแข็งไม่ให้สารพิษเข้าเซล ทนความแห้งแล้ง ต้นไม้ขนาดใหญ่สละใบเพื่อรักษาชีวิต สรรพสัตว์เก็บอาหารจำศีลยามหนาว พอสภาพแวดล้อมกลับคืนสู่ปรกติ แบคทีเรีย อมีบาและต้นไม้ก็กลับสู่ระยะเจริญเติบโต (germination) สรรพสัตว์ก็กลับสู่ภาวะคึกคักอืกครั้ง

ประเทศก็เหมือนชีวิตหนึ่ง สถานการณ์ไม่ดีก็ต้องปิดเก็บตัวจำศีล เข้าฝัก เมื่อสถานการณ์ดีแล้วจึงออกจากฝัก งอกงามผลิดอกออกผลกันสักหน่อย

 

สัญญาณทางระบาดวิทยาที่เราจะเปิดประเทศไทยอย่างราบรื่นมีสามอย่าง คือ (1) อัตราติดเชื้อ ป่วยหนักและตาย (2) สายพันธุ์เชื้อที่แพร่กระจายรุนแรงหรือไม่ และ (3) การครอบคลุมการฉีดวัคซีน

การจะพิจารณาว่าข้อมูลโควิดเหล่านี้ของรัฐบาลน่าเชื่อถือหรือไม่ ต้องเข้าใจว่าแหล่งข้อมูลของระบบสาธารณสุขและระบบประมวลผลในปัจจุบันเป็นอย่างไร ข้อมูลอดีตและปัจจุบันที่ไม่ถูกต้องย่อมไม่ควรใช้ในการทำนายอนาคต

แกนกลางของระบบข้อมูลโควิด คือ ระบบบริการสาธารณสุข อันได้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) และโรงพยาบาลต่าง ๆ และสำนักงานสาธารณสุขระดับอำเภอและจังหวัด ของกระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจพบผู้ป่วยรายใหม่ จำนวนผู้ป่วยที่กำลังรักษา และ ผู้เสียชีวิตจากโควิด จะถูกรายงานขึ้นไปตามลำดับจนถึงศูนย์กลางที่กระทรวงสาธารณสุข (อยู่ที่จังหวัดนนทบุรี) แต่ละวันรายชื่อพร้อมเลขประจำตัวประชาชนของผู้ติดเชื้อจะถูกส่งไปจากหน่วยงานข้างล่างผ่านระบบอิเล็คทรอนิกของกระทรวงสาธารณสุข ขึ้นไปถึงศูนย์ข้อมูล ศูนย์นี้จะประมวลผลตัดการรายงานที่ทับซ้อนและมีปัญหาออกไปในตอนกลางคืน เพื่อเข้าประชุมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขของทุกเช้า เมื่อได้รับการยอมรับแล้วก็จะออกรายงานประจำวันในเช้าวันเดียวกัน สื่อมวลชนก็จะเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบวันนั้นเลย ความรวดเร็วของการรายงานไม่น่าจะมีปัญหา ส่วนที่เป็นปัญหา คือ ความถูกต้องเบื้องต้นของข้อมูล

ผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ทุกคนจะได้รับการยืนยันโดยวิธีการตรวจมาตรฐาน คือ RT-PCR จากห้องแล็บที่กรมวิทยาศาสตร์รับรองคุณภาพแล้วทั้งนั้น จะไม่รวมผู้ป่วยที่ตรวจด้วย antigen test kit (ATK) แต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้นจึงไม่ควรมีปัญหาบวกปลอม (false positive) แต่อย่างไร

 

ปัญหาของรายงานอยู่ที่ความครอบคลุมของการตรวจ ในระยะแรก ๆ ซึ่งมีผู้ป่วยวันละราวหนึ่งร้อยคน การสอบสวนโรคหาผู้สัมผัสมาตรวจหาเชื้อเพิ่มเติมทำได้ดีมาก ผู้ติดเชื้อเล็ดลอดไปได้ไม่มาก แต่ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อมากกว่าหนึ่งหมืนคนต่อวัน ในหลายพื้นที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไม่สามารถติดตามผู้สัผัสโรคได้ครบเนื่องจากทำไม่ไหว หรือบางแห่งอาจจะจับสัญญาณว่าไม่ต้องพยายามออกไปหาผู้ป่วยรายใหม่มากนัก การรายงานจึงไม่ครบถ้วน เป็นที่ยอมรับกันว่าตัวเลขที่ได้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในระยะหลังจะต่ำกว่าความเป็นจริง ถ้ารัฐบาลใช้ข้อมูลที่ไม่ค่อยน่าเชื่อถือส่วนนี้ในการตัดสินใจ ประชาชนจะได้รับอันตราย

นอกจากรายงานผู้ป่วยใหม่แล้ว ยังมีรายงานผู้ป่วยหนัก (ใส่ท่อช่วยหายใจ) ประกาศเป็นบางวันดูไม่จริงจัง และ ผู้เสียชีวิตที่ติดมาด้วย ทุกวัน เข้าใจว่ารายงานผู้เสียชีวิตน่าจะครบถ้วนมากกว่ารายงานการติดเชื้อรายใหม่

ข้อมูลการตาย น่าจะผิดพลาดน้อยกว่าข้อมูลการติดเชื้อรายใหม่ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตายในโรงพยาบาล จำนวนผู้เสียชีวิตจึงสามารถสะท้อนภาพจำนวนผู้ป่วยหนักซึ่งเป็นภาระของโรงพยาบาลก่อนหน้านั้นได้ จำนวนตายในปัจจุบันยังไม่ลดลงจากเดือนที่แล้ว จึงไม่ได้บอกว่าสถานการณ์ดีขึ้น อย่างไรก็ตามการตายจากโควิดจะเกิดขึ้นหลังจาการป่วยโดยเฉลี่ยแล้วสองสามสัปดาห์ รัฐบาลอาจจะอ้างว่าข้อมูลนี้จึงอาจจะไม่ค่อยไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ต้องรอไปอีกสักนิดเราจะได้เห็นกัน

นอกจากรายงานผ่านระบบโรงพยาบาลแล้ว ยังมีรายงานส่วนหนึ่งจากห้องแล็บในเครือข่ายของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ซึ่งสามารถตัวหาเชื้อโดยวิธี RT-PCR ได้สามร้อยกว่าแห่ง ส่วนที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สนใจเป็นพิเศษ คือ การตรวจทางพันธุกรรมหาเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่น่าสนใจ และน่ากังวล (variants of interest & variant of concern) ซึ่งมีศูนย์ในประเทศไทยไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ตรวจแบบนี้ได้ ระบบนี้ยังคงกำลังพัฒนาอยู่

ข้อมูลส่วนนี้บอกว่าสายพันธุ์อันตราย คือ เดลตา ได้กลายเป็นสายพันธุ์หลักของประเทศ สถานการณ์ทางสายพันธุ์ของเชื้อไม่ได้บ่งบอกว่าเราควรจะผ่อนคลายได้แล้ว

 

ข้อมูลภายในประเทศส่วนสุดท้าย คือ รายงานการฉีดวัคซีน ระบบออนไลน์หลัก คือ หมอพร้อม ได้รับการออกแบบไว้ตั้งแต่วัคซีนยังไม่เข้าประเทศไทย ข้อมูลการฉีดวัคซีนจะถูกส่งจากศูนย์ฉีดวัคซีนแต่ละจุดเข้าไปยังส่วนกลางและออกรายงานก่อนเที่ยงคืนทุกวัน เนืองจากวัคซีนมีจำกัดต้องเข้มงวดมากและระบบวางไว้ดีตั้งแต่ต้น ขณะนี้จึงไม่มีปัญหาเรื่องความถูกต้องของข้อมูล ขณะนี้ประชาขนไทยฉีดวัคซีนเข็มสองไปแล้ว 15% ส่วนวัคซีนเข็มแรก 37% ตัวเลขทั้งสองบอกว่าภูมิต้านทานจากการฉีดวัคซีนยังน่าจะไม่พอที่จะสู้กับการระบาด

รัฐบาลผ่อนคลายท่ามกลางสถิติทั้งสามปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวย คือ (1) การตายจากโควิดยังไม่ลดและอาจจะเพิ่มขึ้น (2) สัดส่วนของเชื้อเดลต้าเพิ่มขึ้น และ (3) อัตราการครอบคลุมวัคซีนยังห่างไกลเป้าหมาย เราจะไม่แย่ละหรือ

ผมอยากจะบอกว่า รัฐบาลคงจะผ่อนคลาย เพราะสถานการณ์ในกรุงเทพ ฯ ที่มีคนกดดันรัฐบาลอยู่ตลอดเวลาเริ่มผ่อนคลาย คนกรุงได้วัคซีนเข็มแรกกว่า 90% แล้ว คนติดเชื้อในเมืองหลวงถูกส่งออกไปควบคุมอยู่หัวเมืองและชนบท สถานการณ์ของโรงพยาบาลในเมืองหลวงเริ่มดีขึ้น ส่วนสถานการณ์ของต่างจังหวัดที่ห่างไกลออกไปค่อยไปว่ากัน

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนจบบทความ ผมมีความหวังอะไรนิดหน่อยว่าเราอาจจะไม่แย่มากถึงแม้จะมีเดลตาระบาดอยู่และเราไม่มีวัคซีน คำอธิบายของผมอยู่นอกประเทศไทย

ในประเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่โควิดระบาดเป็นระลอกคลื่นทั้งประเทศที่มีวัคซีนครอบคลุมสูงอย่างอเมริกา และอังกฤษ และประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง (low- and middle-income countries — LMICs) ที่มีวัคซีนไม่พอ

ภูมิภาคที่เห็นคลื่นชัดเจนและหลายระลอก คือ อนุทวีป ได้แก่ อินเดีย บังคลาเทศ เนปาล การระบาดเพิ่มขึ้นแล้วก็ลดลงเอง ปัจจุบันจำนวนการติดเชื้อรายวันลดลงจากช่วงสูงสุดถึง 5 เท่า

ในเขตอาเซียน ประเทศไทยและอินโดนีเซียก็รับคลื่นจากอินเดียเข้ามา อินโดนีเซียลดลงอัตราการติดเชื้อจากจุดสูงสุดที่ห้าหมื่นกว่ารายต่อวันเมื่อกลางเดือนกรกฏาเป็นวันละหกพันกว่าในปัจจุบัน และอัตราตายต่อวันก็ลดลงเหลือหนึ่งในสามในช่วงเดียวกัน มาเลเซียก็เริ่มมีรายงานอ้ตราการติดเชื้อรายใหม่ลดลงและอัตราตายคงที่มีแนวโน้มที่จะคล้ายประเทศไทย ส่วนเวียดนาม คงต้องรออีกหน่อย ถ้ากักการระบาดจากภาคใต้ขึ้นภาคเหนือไม่สำเร็จ เราจะเห็นการระบาดหนักแถบลุ่มแม่น้ำแดง ต่อจากการระบาดบริเวณไซ่งอ่นและปากแม่น้ำโขง ถ้ากักโรคได้สำเร็จการระบาดที่พุ่งขึ้นสูงเมื่อเดือนสิงหาก็จะลดลงอย่างรวดเร็วในราวเดือนหน้า

คำอธิบายของผมสำหรับการลดลงเองตามธรรมชาติ คือ ภูมิคุ้มกันหมู่ที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อเดลตาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นตัวหยุดยั้งการระบาดของเดลตาเอง ปัจจัยนี้สำคัญที่สุด เดลตาระบาดได้ดี พร้อม ๆ กับช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ไปด้วย

ไม่ว่ารัฐบาลจะเก่งหรือไม่ได้เรื่องในเรื่องการควบคุมโรค เดลต้าจะระบาดเป็นคลื่นสูงแล้วลดลงจากภูมิคุ้มกันหมู่ที่เพิ่มขึ้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกสักพัก เมื่อภูมิคุ้มกันหมู่ของคนไทยลดลง หรือ มีจุดที่พร้อมที่จะระบาดจุดใหม่ เราก็จะเห็นคลื่นลูกใหม่เกิดขึ้นอีก

การระบาดจึงเป็นเหมือนคลื่นซึ่งขึ้นแล้วลง ณ จุดหนึ่ง ๆ ชณะเดียวกันก็เป็นระลอกกวาดไปตามพื้นที่ จากประเทศหนึ่งสู่ประเทศหนึ่ง

ความหวังของผมคือ ประเทศไทยอาจจะเริ่มมีภูมิคุ้มกันหมู่ที่เดลตาช่วยสร้าง ทำให้การระบาดลดลงแบบอินเดียและอินโดนีเซียอย่างน้อยในช่วงนี้ ถ้าความหวังนี้เป็นจริงการผ่อนคลายก็ถือว่าไม่เลวนัก เราจะแสดงให้เห็นว่าไทยเราสามารถเอ็นจอยขาลงของโควิดได้ถูกจังหวะ เดี๋ยวจังหวะที่โควิดกลับมาค่อยว่ากันใหม่

อีกสองสามสัปดาห์ครับเราคงจะเห็นคำตอบทางระบาดวิทยาว่ารัฐบาลผ่อนคลายถูกจังหวะหรือไม่ ถ้าเกิดการระบาดระลอกใหม่ตัวเลขผู้ติดเชื้อและคนตายคงจะเพิ่มขึ้นแบบซ่อนไม่ได้ ถึงตอนนั้นรัฐบาลก็คงต้องกลับมาล็อคดาวน์อีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...