โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผุดปิโตรคอมเพล็กซ์ครบวงจร ปักธง "โอไฮโอ" บ้านใหม่พีทีทีจีซี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 พ.ย. 2562 เวลา 09.58 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2562 เวลา 11.30 น.

PTTGC เตรียมลงทุนสร้างบ้านแห่งที่สองปักหมุดสหรัฐ ผนึกกลุ่ม Daelim ยักษ์ก่อสร้างเกาหลี สร้างปิโตรคอมเพล็กซ์รัฐโอไฮโอ ตั้งโรงงานปิโตรเคมีผลิตเอทิลีนปีละ 1.5 ล้านตัน ใช้วัตถุดิบ “อีเทน” จากแหล่งเชลแก๊ส พร้อมดำเนินกลยุทธ์ 3 ขั้นตอน ตั้งเป้าปี 2023 สัดส่วนรายได้ต่างประเทศเพิ่ม 30%

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าในโครงการปิโตรเคมีที่สหรัฐ หรือ U.S. Petrochemical Complex (Ethane Cracker) ที่มลรัฐโอไฮโอ ว่าได้จัดหาพื้นที่ตั้งโรงงานและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนงบประมาณการลงทุนทั้งหมด คาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงต้นปี 2563 หรือไม่เกินไตรมาสที่ 2 โดยเงินลงทุนจะมาจากเงินกู้และพันธมิตรเกาหลีส่วนหนึ่ง “บริษัทยังไม่มีแผนออกหุ้นกู้ระดมทุน”

ทั้งนี้ โรงงานปิโตรเคมีของ PTTGC America หรือ PTT Global Chemical จะตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 500 เอเคอร์ ที่เมืองนิวบอสทอม รัฐโอไฮโอ โครงการนี้จะเป็นการร่วมทุนระหว่าง PTTGC กับ Daelim Industrial Co.Ltd. กลุ่มบริษัทผู้นำด้านการก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีชั้นนำของเกาหลี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนา complex ปิโตรเคมี ในสัดส่วน 50:50 ตัวโรงงานจะตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำโอไฮโอ ใน Belmont County มีกำลังผลิตเอทิลีนปีละ 1.5 ล้านตัน แบ่งเป็น โพลีเอทิลีน ชนิด HDPE กับโมโนเอทิลีนไกลคอล MEG โดยใช้อีเทน (Ethane) จากแหล่ง Marcellus กับ Utica Shale Gas โดย PTTGC America ได้ใช้เงินลงทุนในการศึกษา-พัฒนาโครงการนี้ไปแล้วกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

PTTGC ร่วมกับ Daelim ได้พัฒนาโครงการนี้ผ่านทางหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของรัฐโอไฮโอ ไม่ว่าจะเป็น Ohio”s Governor”s Office และ Jobs Ohio ทั้งในเรื่องของการหาสถานที่ตั้งโรงงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม จัดเป็นโครงการลงทุนโครงการใหญ่สุดของ PTTGC ในสหรัฐอเมริกา

“เป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของเราที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่เราเลือกสหรัฐก็เพราะต้นทุนวัตถุดิบและตลาดที่อยู่รอบ ๆ โรงงาน เราใช้วัตถุดิบ (อีเทน) จากแหล่งเชลแก๊สมาแยกเป็นอีเทนคล้าย ๆ กับที่ทำในไทย จากปัจจุบันรอบ ๆ แหล่งมีโรงแยกก๊าซอยู่แล้วกว่า 30 โรง แยกได้อีเทนแล้วเผาทิ้งเป็นเชื้อเพลิง เราเห็นโอกาสตรงนี้เข้าไปลงทุนตั้งโรงปิโตรเคมีแล้วซื้ออีเทนจากโรงแยกมาใช้เป็นวัตถุดิบ ประกอบกับจุดนี้ถือเป็นตลาดสำคัญ มีบริษัทรถยนต์จากญี่ปุ่นและต่างชาติเข้าไปลงทุนจำนวนมาก จากเดิมที่โรงงานปิโตรเคมีของอเมริกาส่วนใหญ่จะอยู่ทางใต้ ใช้เวลาขนส่งมาขายที่นี่ 7 วัน แต่เมื่อ PTTGC ไปลงทุน เราได้เปรียบเพราะขนส่งเพียง 1 วัน การแข่งขันไม่สูงมาก โรงปิโตรเคมีของเราถือเป็นโรงงานแห่งที่ 2 หลังจากที่เชลล์สร้างไปก่อนหน้าเรา 1 ปี ผมมองว่าเราจะขายในตลาดสหรัฐเป็นหลัก แต่ช่วงแรกอาจจะมีการส่งออกบ้าง” ดร.คงกระพันกล่าว

อย่างไรก็ตาม การลงทุนก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีในสหรัฐถือเป็นการลงทุนในกลยุทธ์ step out เป็นจังหวะที่ดีในการเข้าไปลงทุน การควบรวม หรือการซื้อกิจการ (M&A) ในต่างประเทศ “PTTGC ต้องไปสร้างบ้านหลังใหม่เป็นแห่งที่ 2 (second home base) ซึ่งเราเลือกที่สหรัฐ เป็น 1 ในกลยุทธ์ 3 step ของเราคือ step change การเปลี่ยนเพื่อทำให้บ้านแข็งแรง step up การลงทุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน และ step out การหาบ้านแห่งที่สอง ที่ผ่านมา PTTGC มีการลงทุนในสหรัฐไปแล้วกว่า 600 ล้านเหรียญ ทั้งในเนเจอร์เวิร์กผลิตไบโอพลาสติก PLA ใหญ่ที่สุดในโลก และมีเอเมอรี่ ซึ่งเป็นโอเลโอเคมิคอลอันดับต้น ๆ ของโลกจากกากไขมันพืช-สัตว์” นายคงกระพันกล่าว

ส่วนความคืบหน้าในการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งในขณะนี้ PTTGC น่าจะเป็นกลุ่มบริษัทที่เข้าไปลงทุนมากที่สุดด้วยมูลค่าโครงการกว่า 100,000 ล้านบาท ประกอบไปด้วย โครงการ Olefins Reconfiguration หรือ ORP มูลค่า 36,000 ล้านบาท ผลิตเอทิลีน 500,000 ตัน กับโพรพิลีน 250,000 ตัน คาดว่าจะดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ ไตรมาส 4/2562 โครงการ Propylene Oxide หรือ PO ผลิตโพรพิลีนออกไซด์ 200,000 ตัน/ปี กับโครงการ Polyols มูลค่าการลงทุน 34,000 ล้านบาท ผลิตโพลีเอเทอร์โพลีออลส์ 130,000 ตัน/ปี โพลิเมอร์โพลีออลส์ 30,000 ตัน/ปี และ premix 20,000 ตัน/ปี

คาดว่าทั้ง 2 โครงการจะดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 3/2562 ส่วนโครงการผลิตภัณฑ์วิศวกรรมชั้นสูง PA9T และ HSBC ร่วมทุนกับบริษัท คุราเร่ จีซี แอดวานซ์ แมททีเรียลส์ จำกัด มูลค่า 15,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2565 และ PTTGC ยังมีโครงการที่อยู่ในไลน์ก่อสร้างอีก 50,000-60,000 ล้านบาท

“ตามแผน 5 ปี จะมีงบลงทุนประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งการดำเนินการตามกลยุทธ์ทั้ง 3 กลยุทธ์ ที่เราวางเอาไว้ในปี 2030 จะมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนประเภทธุรกิจ (business portfolio) เป็นปิโตรเคมี chemical base 70% จากปัจจุบันที่ 90% และธุรกิจกลุ่ม performance and green chemical 30% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 10% ขณะเดียวกันจะทำให้สัดส่วนรายได้เปลี่ยนไปด้วย เป็นในไทย 70% และ 30% จากต่างประเทศ จากปัจจุบันที่เรามีรายได้จากต่างประเทศค่อนข้างน้อย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...