พยายามไม่น้อยกว่าใคร 'อิงค์ - ภัสสรา' เก่งเกินวัย จบ 'ป.6' ข้ามชั้นเข้ามหา'ลัย
พยายามไม่น้อยกว่าใคร ‘อิงค์ – ภัสสรา’ เก่งเกินวัย จบ ‘ป.6’ ข้ามชั้นเข้ามหา’ลัย
เก่งเกินวัย – ได้รับความสนใจและกลายเป็นที่รู้จักชั่วข้ามคืน ในชื่อของ“เด็กอัจฉริยะ” “เด็กเก่ง” “เก่งเกินวัย” เพราะด้วยวัยเพียง 15 ปี เพิ่งเปลี่ยนจาก “เด็กหญิง” เป็น “นางสาว” ได้ไม่นาน ก็สามารถพาตัวเองไปยืนบนเวทีแข่งขันระดับนานาชาติ เอาชนะคู่แข่งในวัยที่มากกว่า เปล่งประกายในเวทีโลกได้อย่างน่าประทับใจ
เมื่อมี“เพชรเม็ดงาม” เปล่งประกาย หลายคนถามหา “เคล็ดลับการเรียน” ผู้ปกครองถาม “เคล็ดลับการเลี้ยงลูก”
ในห้วงเดียวกันนั้น นางสาวภัสสรา จันทร์โชติเสถียร หรือ อิงค์ ผู้เป็นเจ้าของเรื่องราวดังกล่าว เปิดใจว่า
“หนูไม่ได้จีเนียสหรืออัจฉริยะอะไรเลย แต่หนูอยากให้เรื่องราวของหนูได้บอกว่าทุกคนสามารถทำได้ถ้าเราพยายาม มีความตั้งใจและมีความมุ่งมั่น”
ปัจจุบันภัสสรา อายุ 15 ปี ศึกษาในระดับชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในขณะที่เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นมีอายุเพียง 12-13 ปีเท่านั้น เรียกว่าหลังจากจบการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก็ก้าวเข้าสู่ “รั้วมหาวิทยาลัย” ทันที
อย่างไรก็ดี ในเส้นทางที่ “ก้าวกระโดด” นี้ ยังมีบันไดเล็กๆ ซ่อนอยู่
เธอเล่าว่า ตั้งแต่เด็กคุณแม่จะให้เรียนล่วงหน้า กล่าวคือ เรียนเนื้อหาของชั้นเรียนที่โตกว่ามาโดยตลอด จนกระทั่งเรียนอยู่ชั้น ป.6 คุณแม่พาไปสอบ SCAT (School and College Ability Test) ซึ่งเป็นการทดสอบวัดระดับความสามารถของเด็กทั่วโลก มีความเป็นมาตรฐานสูง ซึ่งผลที่ออกมาคือความรู้ของหนูอยู่ในระดับที่สูงกว่าชั้น ป.6 คุณแม่จึงพาไปสอบ IGCSE (International General Certificate of Secondary Education) ซึ่งมี 5 วิชา คณิตศาสตร์, ฟิสิกส์, ชีววิทยา, ภาษาอังกฤษ และสังคมวิทยา พร้อมกับสอบ GCE A-Level (General Certificate of Education Advanced) เพื่อใช้ยื่นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัย
ผลปรากฏว่า “เธอสอบผ่านทั้งหมด” ในวัย 13 ปี
ซึ่งระหว่างนั้นเธอต้อง “อ่านหนังสือ” เหมือนกับทุกๆ คน
“ตอนที่จะยื่นคะแนนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย หนูซื้อหนังสือมาอ่านครอบคลุมทั้งของ IGCSE และ GCE A-Level โดยอ่านทุกวิชาให้เท่าๆ กัน ทุกวัน แบ่งว่าวิชานี้กี่นาที วิชานี้กี่นาที เพื่อให้มีความสม่ำเสมอ สำหรับหนูเองหนูมองว่าแต่ละคนมีวิธีการอ่านหนังสือที่ถนัดไม่เหมือนกัน หนูจะชอบทำชอร์ตโน้ต อ่านจนจบไปก่อน แล้วกลับมาทำสรุปของแต่ละบท ให้เข้าใจสั้นๆ จะช่วยทำให้จำได้ดี”
ส่วนเคล็ดลับ “การเรียนในห้องเรียน” คือ การทบทวนบทเรียนที่เรียนในวันนั้นๆ ทุกวัน ให้เข้าใจ จะได้ไม่หนักทีหลัง และจากการปฏิบัติจริงอย่างมี “วินัย” ของอิงค์ ทำให้เธอมีเกรดเฉลี่ย 3.81 ในภาคการศึกษาที่ผ่านมา
กระนั้นก็ต้องแบ่งเวลาให้กับงานอดิเรกด้วย เพื่อไม่ให้เครียดมาก
“เพราะในที่สุดแล้วแม้เราจะรู้ว่าการเรียนนั้นสำคัญ แต่ก็ต้องดูแลสุขภาพจิต (Mental Health) ของตัวเองด้วย ต้องดูแลทั้งสองอย่างให้สมดุลไปพร้อมกัน ไม่เครียดเกินไป แต่ก็ไม่รีแลกซ์เกินไป”
ขณะที่บรรยากาศในห้องเรียนกับเพื่อนร่วมชั้นที่มีความต่างของวัยประมาณ 3-5 ปี นั้น “ไม่ใช่ปัญหา” เพราะเธอบอกเลยว่า แม้ตอนแรกจะมีความกังวลเพราะอายุต่างกัน จะเป็นเพื่อนกันได้ไหม แต่พอเริ่มเรียนจริงๆแล้ว ก็ปกติมากๆ เลย ไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง เพื่อนๆทุกคนนิสัยดี และทุกคนปรับตัวเข้าหากัน
นอกจากนี้ ภัสสรา ยังเล่าให้ฟังถึงช่วงเวลาผ่อนคลายว่า เธอมักจะประกอบและเขียนโปรแกรมสร้างหุ่นยนต์ในเวลาว่าง นอกจากนั้นก็จะดูการ์ตูน อ่านวรรณกรรม และวาดการ์ตูน ซึ่งต้องบอกเลยว่า “ฝีมือไม่ธรรมดา” ทั้งยังมีความสามารถทางภาษาถึง 5 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน เยอรมัน และฝรั่งเศส ซึ่งเธอเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษมากที่สุด รองลงมาคือจีน ในระดับกลาง ส่วนเยอรมันและฝรั่งเศสอยู่ในระดับเริ่มต้น
“ภาษาอังกฤษ ก็มีส่วนช่วยให้ได้อ่านตำราต่างๆ มากขึ้น เวลาอ่านเท็กต์ (Text Book) หนูจะอ่านได้เร็วกว่า เพราะตอนอ่านหนังสือเพื่อสอบ IGCSE และ GCE A-Level เป็นข้อสอบภาษาอังกฤษทั้งหมดด้วย”
ด้วยโปรไฟล์ด้านการเรียนที่น่าทึ่งแล้ว สิ่งที่ทำให้ ภัสสรา เป็นที่จับตามองคือความสามารถในด้าน “วิศวกรรมคอมพิวเตอร์” ซึ่งเธอสามารถเอาชนะคู่แข่งจาก 11 ประเทศทั่วโลกในการแข่งขันด้านทักษะดิจิทัล ICDL Asia Digital Challenge หรือการแข่งขันซอฟต์แวร์ระดับนานาชาติ จัดโดย The International Computer Driving Licence (ICDL) ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานของการประเมินและรับรองความรู้ความสามารถ ในระดับมาตรฐานสากล
การแข่งขันครั้งนี้ใช้โปรแกรมเขียนแบบทางวิศวกรรมชั้นสูงชื่อ Solid Edge มาใช้ในการออกแบบรถยนต์ในอนาคต มีประเทศเข้าแข่งขันมากกว่า 11,000 คน จาก 400 สถาบัน ใน 11 ประเทศ ซึ่งเธอได้รับรางวัลชนะเลิศรางวัลที่ 1 สาขา Design and Engineering Professional ระดับอายุ 13-17 ปี ชนะผู้แข่งขันจากอีก 10 ประเทศทั่วภูมิภาค และยังได้รับรางวัลที่ใหญ่สุดของการแข่งขันคือรางวัล Grand Prize Winner ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้แข่งขันที่มีคะแนนรวมการแข่งขันที่สูงที่สุดของทุกรุ่นอายุใน 2 การแข่งขันคือทั้ง Design and Engineering
“งานนี้เขาแข่งขันกันที่ความยากของดีไซน์ จากการใช้โปรแกรม Solid Edge ว่าเราใช้เครื่องมือ (Tools) ในการออกแบบมากแค่ไหน นอกจากนี้ ยังมีส่วนของรีพอร์ตกับพรีเซ็นเทชั่นด้วย ซึ่งต้องไปพรีเซ็นต์ที่มาเลเซีย เป็นภาษาอังกฤษ 3 วัน ในตอนแรกหนูใช้โปรแกรมไม่เป็นเลย มีเวลาศึกษา 2 สัปดาห์ โดยเริ่มทดลองใช้สร้างสิ่งง่ายๆ ดูก่อนค่ะ แล้วค่อยเพิ่มระดับยากขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงออกแบบรถ”
“รู้สึกดีใจมากที่ได้เป็นตัวแทนของประเทศ ได้สร้างความภาคภูมิใจและสิ่งดีๆ ให้กับประเทศไทย”
ภัสสรากล่าวและเผยถึงเหตุผลที่ชื่นชอบในการเขียนโปรแกรม การออกแบบและวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะ“หุ่นยนต์” ว่า เป็นสิ่งที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้เยอะ เธออยากเรียนเขียนโปรแกรมเพื่อใช้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อช่วยเหลือสังคม
“หนูรู้สึกว่าหุ่นยนต์สนุกดี สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง และถ้าใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) เข้ามาประกอบ หุ่นยนต์ก็สามารถทำเองได้ คิดเองได้ โดยที่เราไม่ได้เข้าไปมีส่วนช่วย”
และไม่เพียงแค่มีความสามารถ แต่ยังใช้ความสามารถ “เพื่อช่วยเหลือสังคม” อีกด้วย
ภัสสรา เคยจัดงานเวิร์กช็อปสอนเด็กๆ ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในการประกอบและเขียนโปรแกรมบังคับหุ่นยนต์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงลงทะเบียนก็สามารถเข้าร่วมงานได้เลย
“ตอนนั้นหนูก็ซื้ออุปกรณ์มาเตรียมไว้ แล้วก็สอนทุกคนประกอบหุ่นยนต์ หลังสอนเสร็จก็ให้เขาลงมือทำเอง ซึ่งทุกคนก็ทำออกมาในแบบของตัวเอง ซึ่งไม่เหมือนกันเลย (ยิ้ม) รู้สึกดีมากๆ ค่ะ”
อิงค์เล่าด้วยสีหน้ามีความสุขและมีรอยยิ้มแต่งแต้มเมื่อเล่าถึงแรงบันดาลใจของเธอ ซึ่งในที่นี้คือ เอิร์ธ-อภิสรา จันทร์โชติเสถียร ผู้เป็นพี่สาวว่า
“ไอดอลของหนูคือพี่สาวของหนูเอง พี่ไม่ใช่คนที่เรียนอย่างเดียว แต่ยังชอบทำอะไรเพื่อสังคมด้วย อย่างตอนนี้เรียนแพทย์อยู่ที่จีน ก็ไม่ได้โฟกัสแค่เรื่องเรียน แต่ยังเป็นเหมือนแชร์แมนในการระดมทุนช่วยเหลือเด็กผู้พิการด้วย”
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของ ภัสสรา ได้กลายเป็น “ต้นแบบ” หรือ “ไอดอล” ของเด็กๆ หลายคน เธอทิ้งท้ายไว้ว่า
“เมื่อเรารู้ว่าชอบอะไร ให้เข้าไปค้นหาข้อมูล เรียนรู้จากสิ่งที่เคยมีคนค้นคว้ามาแล้ว แล้วก็ลองทำตามดู เริ่มจากโปรเจ็กต์ที่ง่ายๆ ก่อนแล้วจึงเพิ่มระดับความยากขึ้นไปเรื่อยๆ และการแข่งขันไม่ใช่เรื่องน่ากลัว อยากให้ทุกคนได้ลงลองแข่ง ถ้าแพ้ก็ไม่เป็นไร เราเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ ลองไปเรื่อยๆ ก็จะได้เอง”
เบื้องหลังความเก่ง
“เป็นแม่ที่เป็นทุกอย่างให้ลูก”
หลายคนเมื่อได้เห็นผลงานของ อิงค์-ภัสสรา จันทร์โชติเสถียร คงตื่นตะลึงในความเก่ง ยิ่งได้รู้ว่าศึกษาระดับปริญญาตรีในอายุ 15 ปี ก็ยกนิ้วชื่นชมให้เป็นเด็กอัจฉริยะ
ซึ่ง คุณแม่หน่อย – ดร.ภีรพรรณ จันทร์โชติเสถียร ยืนยันเรื่องนี้ว่า
“น้องเป็นเด็กปกติ เคยพาไปตรวจระดับไอคิวแล้ว ก็เทียบเท่ากับคนทั่วไป”
ทั้งยังยืนยันว่า สิ่งที่ให้ลูกมีวันนี้ได้“เกิดจากการเตรียมตัวที่ดี จริงจังในบทบาทหน้าที่ และมีวินัยในตัวเอง”
พิสูจน์ชัดจากลูกสาวทั้ง 2 คน ทั้งน้องอิงค์ และพี่สาวน้องเอิร์ธ – อภิสรา จันทร์โชติเสถียร อายุ 23 ปี ซึ่งสอบได้ทุนไปเรียนที่เมืองจีน ปัจจุบันเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 6 หลักสูตรแพทย์อินเตอร์ มหาวิทยาลัยฟูตัน เซียงไฮ้ สามารถสื่อสารได้ 5 ภาษา ผลการเรียนเป็นที่ 1 ของรุ่น และเป็นประธานนักศึกษา ซึ่งเฉลียวฉลาดไม่แพ้กัน
แม่หน่อยเล่าว่า แม่เตรียมตัวเองตั้งแต่รู้ว่าจะมีลูก เริ่มจากการลาออกจากงานราชการที่เคยอยู่สำนักงบประมาณ เพื่อมาเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง เพราะอยากให้ความรัก ความเอาใจใส่ สัมผัสเขาด้วยตัวเอง แบ่งหน้าที่กับสามีที่ยังคงทำงานหารายได้เลี้ยงครอบครัว
“แม่ให้ความสำคัญกับช่วงแรกเกิดถึง 6 ปีแรกมาก เพราะเป็นช่วงหล่อหลอมพัฒนาการ ที่จะหยั่งรากลึกในชีวิตของเขา หรือเรียกช่วงเวลานี้ว่า เลี้ยงอย่างไรได้อย่างนั้น* จึงเป็นช่วงที่อยู่ใกล้ชิดกับเขามากที่สุด ให้ความรัก ความอบอุ่น จากการสัมผัสกาย สัมผัสใจที่มีแม่คอยอยู่ข้างๆ ควบคู่ไปกับการปลูกฝังให้เขาเป็นคนดี ผ่านการอ่านหนังสือกฎแห่งกรรมให้ฟัง ให้เขารู้ว่าทำอะไรแล้วจะได้อะไร” *
“เหล่านี้ทำให้ลูกมีพัฒนาการทางจิตใจเจริญงอกงาม เติบโตไปเป็นคนคิดดี ทำดี แม้ในวันที่ไม่มีเรา ไม่ว่าจะมีคนมาชวนเขาทำอะไร หรือเขาต้องเลือกตัดสินใจอะไร เขาก็จะเลือกตัดสินใจที่จะไม่ทำให้พ่อแม่เสียใจ เมื่อเขารักพ่อแม่ เขาก็จะรักตัวเอง แม่ถึงกล้าปล่อยให้น้องเอิร์ธไปเรียนที่เมืองจีน นี่จะเรียนจบแล้วแม่ยังไม่เคยบินไปเห็นมหาวิทยาลัยเลย” ดร.ภีรพรรณเล่าทั้งรอยยิ้ม
ส่วนความฉลาดนั้น เกิดขึ้นมาจากการเลี้ยงดู แม่หน่อยยอมรับว่า เป็นคนมีบุตรยาก หลังการคลอดต้องพบแพทย์และรับประทานยาตลอด น้องอิงค์และน้องเอิร์ธ จึงไม่ได้ดื่มนมแม่เลย แต่อาศัยทุ่มเทเลี้ยงลูกอย่างดี ภายใต้ความรู้ที่ได้ศึกษาอยู่ตลอด ทั้งตำราไทย ตำราต่างประเทศ ตั้งแต่รู้จักพัฒนาการเด็ก รู้จักการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก
*“แม่อ่านมาเยอะ แต่ก็นำมาเป็นพื้นฐานเท่านั้น เพราะทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับความสนใจของเรา ที่จะสังเกตอย่างใส่ใจว่าลูกเรามีพัฒนาการตามสเต็ปนั้นหรือไม่ หากลูกมีพัฒนาการช้า แล้วจะเอาสเต็ปของคนอื่นมาใช้ มันก็ไม่ได้ แต่หากลูกมีพัฒนาการเร็ว แล้วเราไม่รีบเติมให้เขา เขาก็จะเบื่อ เวลาเรียนก็จะรู้สึกอึดอัด แต่หากใส่เข้าไปเรื่อยๆ เขาก็จะไปได้ตามสปีดของเขา มันก็จะเร็วและสนุก” *
เปิดตารางชีวิตน้องอิงค์ ไม่เหมือนลูกบ้านอื่น วันหยุดสุดสัปดาห์เธอต้องตื่นเช้ามาเรียนเหมือนวันปกติ ช่วงปิดเทอมก็เรียนยาว 7 วันเช่นกัน ทำอย่างนี้มาตลอดจนเป็นวินัยและความเคยชิน ซึ่งแม่หน่อยให้เหตุผลว่า
“จะทำให้ลูกก้าวได้เร็ว”
และส่วนที่ทำให้น้องอิงค์มีความฉลาดก้าวกระโดด คือการให้เรียนรู้เกินวัย อย่างเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ก็เรียนเสริมเนื้อหามัธยมศึกษาตอนต้น พออยู่ม.ต้น ก็เรียนเนื้อหาม.ปลาย ทำอย่างนี้มาตลอด รวมถึงสนับสนุนให้ลูกมีนิสัยรักการอ่าน
*“การเลี้ยงอย่างนี้ไม่ใช่การกดดันเขา (น้องอิงค์นั่งข้างๆพยักหน้าเห็นด้วย) เพราะเราก็มีเวลาให้เขาได้ผ่อนคลาย ก็จะมีพาไปดูหนังบ้าง พาไปกินข้าวนอกบ้านบ้าง พาไปห้างสรรพสินค้าบ้าง จะให้พกหนังสืออะไรก็ได้ไปคนละ 1 เล่ม เปิดอ่านระหว่างรออาหารมา *
*“การไปห้างส่วนใหญ่ แม่จะปล่อยลูกๆไว้ที่ร้านหนังสือ kinokuniya ซึ่งเป็นร้านขายหนังสือต่างประเทศ แล้วแม่ก็ไปซื้อของตามเป้าหมายที่วางไว้ ก่อนกลับมาเคลียร์บิลซึ่งหมดเงินซื้อหนังสือไปเป็นหมื่นบาทๆ เพราะลูกจะซื้อหนังสือเยอะมาก *
อย่างแม่จะแนะนำให้ลูกๆอ่านหนังสือเป็นซีรีย์ หากอยากให้ตัวเองเก่ง ลูกจะซื้อหนังสือซีรีย์ เช่น เรื่องเทพเจ้า แวมไพร์ ซึ่งนอกจากทำให้ลูกรู้เรื่องเทพเจ้าบนโลกทั้งหมดแล้ว ก็จะรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเฉพาะเรื่องนั้นๆ ไปด้วย เวลาอ่านหนังสือแม่ยังแนะนำให้ลูกๆ จดบันทึกประโยคที่ชอบไว้ในสมุด เพื่อนำมาใช้ในงานเขียนของเขาเอง ซึ่งทำให้ลูกๆเขียนภาษาดี โดยเฉพาะน้องเอิร์ธที่เขียนภาษาดีมาก จนมีงานวิจัยหลายชิ้นได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับโลก แม้เป็นเพียงนักศึกษา”
เคล็ดลับสำคัญของแม่หน่อยคือ การเป็นแม่ที่เป็นทุกอย่างให้ลูก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่พูดคุยได้ทุกเรื่อง เป็นคนที่คอยแนะนำเรื่องชีวิต การศึกษาให้ลูกได้เลือกและตัดสินใจด้วยตัวเอง คอยปกป้องและให้กำลังใจในวันที่ลูกพ่ายแพ้อ่อนแอ ตลอดจนเป็นภรรยาที่ดี คอยดูแลทุกอย่างในครอบครัว และระยะหลังเริ่มกลับมาเป็นเวิร์กกิ้งวูแมน เช่น อาจารย์พิเศษด้านบริหารธุรกิจสอนในมหาวิทยาลัย ทำธุรกิจส่วนตัว
ขณะที่เคล็ดลับการเลี้ยงลูกข้างต้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง แต่ยังมีอีกมากซึ่งแม่หน่อยเตรียมสร้างแฟนเพจเฟซบุ๊กไว้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเลี้ยงลูก ชื่อว่า “คุณแม่นักปั้น” ด้วยหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับอีกหลาย ๆ ครอบครัวในการสร้างคนคุณภาพให้แก่สังคมต่อไป