โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พยายามไม่น้อยกว่าใคร 'อิงค์ - ภัสสรา' เก่งเกินวัย จบ 'ป.6' ข้ามชั้นเข้ามหา'ลัย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 04 พ.ย. 2562 เวลา 04.52 น. • เผยแพร่ 03 พ.ย. 2562 เวลา 05.08 น.

พยายามไม่น้อยกว่าใคร ‘อิงค์ – ภัสสรา’ เก่งเกินวัย จบ ‘ป.6’ ข้ามชั้นเข้ามหา’ลัย

เก่งเกินวัย – ได้รับความสนใจและกลายเป็นที่รู้จักชั่วข้ามคืน ในชื่อของ“เด็กอัจฉริยะ” “เด็กเก่ง” “เก่งเกินวัย” เพราะด้วยวัยเพียง 15 ปี เพิ่งเปลี่ยนจาก “เด็กหญิง” เป็น “นางสาว” ได้ไม่นาน ก็สามารถพาตัวเองไปยืนบนเวทีแข่งขันระดับนานาชาติ เอาชนะคู่แข่งในวัยที่มากกว่า เปล่งประกายในเวทีโลกได้อย่างน่าประทับใจ

เมื่อมี“เพชรเม็ดงาม” เปล่งประกาย หลายคนถามหา “เคล็ดลับการเรียน” ผู้ปกครองถาม “เคล็ดลับการเลี้ยงลูก”

ในห้วงเดียวกันนั้น นางสาวภัสสรา จันทร์โชติเสถียร หรือ อิงค์ ผู้เป็นเจ้าของเรื่องราวดังกล่าว เปิดใจว่า

“หนูไม่ได้จีเนียสหรืออัจฉริยะอะไรเลย แต่หนูอยากให้เรื่องราวของหนูได้บอกว่าทุกคนสามารถทำได้ถ้าเราพยายาม มีความตั้งใจและมีความมุ่งมั่น”

ปัจจุบันภัสสรา อายุ 15 ปี ศึกษาในระดับชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในขณะที่เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นมีอายุเพียง 12-13 ปีเท่านั้น เรียกว่าหลังจากจบการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก็ก้าวเข้าสู่ “รั้วมหาวิทยาลัย” ทันที

อย่างไรก็ดี ในเส้นทางที่ “ก้าวกระโดด” นี้ ยังมีบันไดเล็กๆ ซ่อนอยู่

เธอเล่าว่า ตั้งแต่เด็กคุณแม่จะให้เรียนล่วงหน้า กล่าวคือ เรียนเนื้อหาของชั้นเรียนที่โตกว่ามาโดยตลอด จนกระทั่งเรียนอยู่ชั้น ป.6 คุณแม่พาไปสอบ SCAT (School and College Ability Test) ซึ่งเป็นการทดสอบวัดระดับความสามารถของเด็กทั่วโลก มีความเป็นมาตรฐานสูง ซึ่งผลที่ออกมาคือความรู้ของหนูอยู่ในระดับที่สูงกว่าชั้น ป.6 คุณแม่จึงพาไปสอบ IGCSE (International General Certificate of Secondary Education) ซึ่งมี 5 วิชา คณิตศาสตร์, ฟิสิกส์, ชีววิทยา, ภาษาอังกฤษ และสังคมวิทยา พร้อมกับสอบ GCE A-Level (General Certificate of Education Advanced) เพื่อใช้ยื่นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัย

ผลปรากฏว่า “เธอสอบผ่านทั้งหมด” ในวัย 13 ปี

ซึ่งระหว่างนั้นเธอต้อง “อ่านหนังสือ” เหมือนกับทุกๆ คน

“ตอนที่จะยื่นคะแนนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย หนูซื้อหนังสือมาอ่านครอบคลุมทั้งของ IGCSE และ GCE A-Level โดยอ่านทุกวิชาให้เท่าๆ กัน ทุกวัน แบ่งว่าวิชานี้กี่นาที วิชานี้กี่นาที เพื่อให้มีความสม่ำเสมอ สำหรับหนูเองหนูมองว่าแต่ละคนมีวิธีการอ่านหนังสือที่ถนัดไม่เหมือนกัน หนูจะชอบทำชอร์ตโน้ต อ่านจนจบไปก่อน แล้วกลับมาทำสรุปของแต่ละบท ให้เข้าใจสั้นๆ จะช่วยทำให้จำได้ดี”

ส่วนเคล็ดลับ “การเรียนในห้องเรียน” คือ การทบทวนบทเรียนที่เรียนในวันนั้นๆ ทุกวัน ให้เข้าใจ จะได้ไม่หนักทีหลัง และจากการปฏิบัติจริงอย่างมี “วินัย” ของอิงค์ ทำให้เธอมีเกรดเฉลี่ย 3.81 ในภาคการศึกษาที่ผ่านมา

กระนั้นก็ต้องแบ่งเวลาให้กับงานอดิเรกด้วย เพื่อไม่ให้เครียดมาก

“เพราะในที่สุดแล้วแม้เราจะรู้ว่าการเรียนนั้นสำคัญ แต่ก็ต้องดูแลสุขภาพจิต (Mental Health) ของตัวเองด้วย ต้องดูแลทั้งสองอย่างให้สมดุลไปพร้อมกัน ไม่เครียดเกินไป แต่ก็ไม่รีแลกซ์เกินไป”

ขณะที่บรรยากาศในห้องเรียนกับเพื่อนร่วมชั้นที่มีความต่างของวัยประมาณ 3-5 ปี นั้น “ไม่ใช่ปัญหา” เพราะเธอบอกเลยว่า แม้ตอนแรกจะมีความกังวลเพราะอายุต่างกัน จะเป็นเพื่อนกันได้ไหม แต่พอเริ่มเรียนจริงๆแล้ว ก็ปกติมากๆ เลย ไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง เพื่อนๆทุกคนนิสัยดี และทุกคนปรับตัวเข้าหากัน

นอกจากนี้ ภัสสรา ยังเล่าให้ฟังถึงช่วงเวลาผ่อนคลายว่า เธอมักจะประกอบและเขียนโปรแกรมสร้างหุ่นยนต์ในเวลาว่าง นอกจากนั้นก็จะดูการ์ตูน อ่านวรรณกรรม และวาดการ์ตูน ซึ่งต้องบอกเลยว่า “ฝีมือไม่ธรรมดา” ทั้งยังมีความสามารถทางภาษาถึง 5 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน เยอรมัน และฝรั่งเศส ซึ่งเธอเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษมากที่สุด รองลงมาคือจีน ในระดับกลาง ส่วนเยอรมันและฝรั่งเศสอยู่ในระดับเริ่มต้น

“ภาษาอังกฤษ ก็มีส่วนช่วยให้ได้อ่านตำราต่างๆ มากขึ้น เวลาอ่านเท็กต์ (Text Book) หนูจะอ่านได้เร็วกว่า เพราะตอนอ่านหนังสือเพื่อสอบ IGCSE และ GCE A-Level เป็นข้อสอบภาษาอังกฤษทั้งหมดด้วย”

ด้วยโปรไฟล์ด้านการเรียนที่น่าทึ่งแล้ว สิ่งที่ทำให้ ภัสสรา เป็นที่จับตามองคือความสามารถในด้าน “วิศวกรรมคอมพิวเตอร์” ซึ่งเธอสามารถเอาชนะคู่แข่งจาก 11 ประเทศทั่วโลกในการแข่งขันด้านทักษะดิจิทัล ICDL Asia Digital Challenge หรือการแข่งขันซอฟต์แวร์ระดับนานาชาติ จัดโดย The International Computer Driving Licence (ICDL) ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานของการประเมินและรับรองความรู้ความสามารถ ในระดับมาตรฐานสากล

การแข่งขันครั้งนี้ใช้โปรแกรมเขียนแบบทางวิศวกรรมชั้นสูงชื่อ Solid Edge มาใช้ในการออกแบบรถยนต์ในอนาคต มีประเทศเข้าแข่งขันมากกว่า 11,000 คน จาก 400 สถาบัน ใน 11 ประเทศ ซึ่งเธอได้รับรางวัลชนะเลิศรางวัลที่ 1 สาขา Design and Engineering Professional ระดับอายุ 13-17 ปี ชนะผู้แข่งขันจากอีก 10 ประเทศทั่วภูมิภาค และยังได้รับรางวัลที่ใหญ่สุดของการแข่งขันคือรางวัล Grand Prize Winner ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้แข่งขันที่มีคะแนนรวมการแข่งขันที่สูงที่สุดของทุกรุ่นอายุใน 2 การแข่งขันคือทั้ง Design and Engineering

“งานนี้เขาแข่งขันกันที่ความยากของดีไซน์ จากการใช้โปรแกรม Solid Edge ว่าเราใช้เครื่องมือ (Tools) ในการออกแบบมากแค่ไหน นอกจากนี้ ยังมีส่วนของรีพอร์ตกับพรีเซ็นเทชั่นด้วย ซึ่งต้องไปพรีเซ็นต์ที่มาเลเซีย เป็นภาษาอังกฤษ 3 วัน ในตอนแรกหนูใช้โปรแกรมไม่เป็นเลย มีเวลาศึกษา 2 สัปดาห์ โดยเริ่มทดลองใช้สร้างสิ่งง่ายๆ ดูก่อนค่ะ แล้วค่อยเพิ่มระดับยากขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงออกแบบรถ”

“รู้สึกดีใจมากที่ได้เป็นตัวแทนของประเทศ ได้สร้างความภาคภูมิใจและสิ่งดีๆ ให้กับประเทศไทย”

ภัสสรากล่าวและเผยถึงเหตุผลที่ชื่นชอบในการเขียนโปรแกรม การออกแบบและวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะ“หุ่นยนต์” ว่า เป็นสิ่งที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้เยอะ เธออยากเรียนเขียนโปรแกรมเพื่อใช้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อช่วยเหลือสังคม

“หนูรู้สึกว่าหุ่นยนต์สนุกดี สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง และถ้าใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) เข้ามาประกอบ หุ่นยนต์ก็สามารถทำเองได้ คิดเองได้ โดยที่เราไม่ได้เข้าไปมีส่วนช่วย”

และไม่เพียงแค่มีความสามารถ แต่ยังใช้ความสามารถ “เพื่อช่วยเหลือสังคม” อีกด้วย

ภัสสรา เคยจัดงานเวิร์กช็อปสอนเด็กๆ ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในการประกอบและเขียนโปรแกรมบังคับหุ่นยนต์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงลงทะเบียนก็สามารถเข้าร่วมงานได้เลย

“ตอนนั้นหนูก็ซื้ออุปกรณ์มาเตรียมไว้ แล้วก็สอนทุกคนประกอบหุ่นยนต์ หลังสอนเสร็จก็ให้เขาลงมือทำเอง ซึ่งทุกคนก็ทำออกมาในแบบของตัวเอง ซึ่งไม่เหมือนกันเลย (ยิ้ม) รู้สึกดีมากๆ ค่ะ”

อิงค์เล่าด้วยสีหน้ามีความสุขและมีรอยยิ้มแต่งแต้มเมื่อเล่าถึงแรงบันดาลใจของเธอ ซึ่งในที่นี้คือ เอิร์ธ-อภิสรา จันทร์โชติเสถียร ผู้เป็นพี่สาวว่า

“ไอดอลของหนูคือพี่สาวของหนูเอง พี่ไม่ใช่คนที่เรียนอย่างเดียว แต่ยังชอบทำอะไรเพื่อสังคมด้วย อย่างตอนนี้เรียนแพทย์อยู่ที่จีน ก็ไม่ได้โฟกัสแค่เรื่องเรียน แต่ยังเป็นเหมือนแชร์แมนในการระดมทุนช่วยเหลือเด็กผู้พิการด้วย”

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของ ภัสสรา ได้กลายเป็น “ต้นแบบ” หรือ “ไอดอล” ของเด็กๆ หลายคน เธอทิ้งท้ายไว้ว่า

“เมื่อเรารู้ว่าชอบอะไร ให้เข้าไปค้นหาข้อมูล เรียนรู้จากสิ่งที่เคยมีคนค้นคว้ามาแล้ว แล้วก็ลองทำตามดู เริ่มจากโปรเจ็กต์ที่ง่ายๆ ก่อนแล้วจึงเพิ่มระดับความยากขึ้นไปเรื่อยๆ และการแข่งขันไม่ใช่เรื่องน่ากลัว อยากให้ทุกคนได้ลงลองแข่ง ถ้าแพ้ก็ไม่เป็นไร เราเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ ลองไปเรื่อยๆ ก็จะได้เอง”

 

เบื้องหลังความเก่ง

“เป็นแม่ที่เป็นทุกอย่างให้ลูก”

หลายคนเมื่อได้เห็นผลงานของ อิงค์-ภัสสรา จันทร์โชติเสถียร คงตื่นตะลึงในความเก่ง ยิ่งได้รู้ว่าศึกษาระดับปริญญาตรีในอายุ 15 ปี ก็ยกนิ้วชื่นชมให้เป็นเด็กอัจฉริยะ

ซึ่ง คุณแม่หน่อย – ดร.ภีรพรรณ จันทร์โชติเสถียร ยืนยันเรื่องนี้ว่า

“น้องเป็นเด็กปกติ เคยพาไปตรวจระดับไอคิวแล้ว ก็เทียบเท่ากับคนทั่วไป”

ทั้งยังยืนยันว่า สิ่งที่ให้ลูกมีวันนี้ได้“เกิดจากการเตรียมตัวที่ดี จริงจังในบทบาทหน้าที่ และมีวินัยในตัวเอง”

พิสูจน์ชัดจากลูกสาวทั้ง 2 คน ทั้งน้องอิงค์ และพี่สาวน้องเอิร์ธ – อภิสรา จันทร์โชติเสถียร อายุ 23 ปี ซึ่งสอบได้ทุนไปเรียนที่เมืองจีน ปัจจุบันเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 6 หลักสูตรแพทย์อินเตอร์ มหาวิทยาลัยฟูตัน เซียงไฮ้ สามารถสื่อสารได้ 5 ภาษา ผลการเรียนเป็นที่ 1 ของรุ่น และเป็นประธานนักศึกษา ซึ่งเฉลียวฉลาดไม่แพ้กัน

แม่หน่อยเล่าว่า แม่เตรียมตัวเองตั้งแต่รู้ว่าจะมีลูก เริ่มจากการลาออกจากงานราชการที่เคยอยู่สำนักงบประมาณ เพื่อมาเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง เพราะอยากให้ความรัก ความเอาใจใส่ สัมผัสเขาด้วยตัวเอง แบ่งหน้าที่กับสามีที่ยังคงทำงานหารายได้เลี้ยงครอบครัว

“แม่ให้ความสำคัญกับช่วงแรกเกิดถึง 6 ปีแรกมาก เพราะเป็นช่วงหล่อหลอมพัฒนาการ ที่จะหยั่งรากลึกในชีวิตของเขา หรือเรียกช่วงเวลานี้ว่า เลี้ยงอย่างไรได้อย่างนั้น* จึงเป็นช่วงที่อยู่ใกล้ชิดกับเขามากที่สุด ให้ความรัก ความอบอุ่น จากการสัมผัสกาย สัมผัสใจที่มีแม่คอยอยู่ข้างๆ ควบคู่ไปกับการปลูกฝังให้เขาเป็นคนดี ผ่านการอ่านหนังสือกฎแห่งกรรมให้ฟัง ให้เขารู้ว่าทำอะไรแล้วจะได้อะไร” *

“เหล่านี้ทำให้ลูกมีพัฒนาการทางจิตใจเจริญงอกงาม เติบโตไปเป็นคนคิดดี ทำดี แม้ในวันที่ไม่มีเรา ไม่ว่าจะมีคนมาชวนเขาทำอะไร หรือเขาต้องเลือกตัดสินใจอะไร เขาก็จะเลือกตัดสินใจที่จะไม่ทำให้พ่อแม่เสียใจ เมื่อเขารักพ่อแม่ เขาก็จะรักตัวเอง แม่ถึงกล้าปล่อยให้น้องเอิร์ธไปเรียนที่เมืองจีน นี่จะเรียนจบแล้วแม่ยังไม่เคยบินไปเห็นมหาวิทยาลัยเลย” ดร.ภีรพรรณเล่าทั้งรอยยิ้ม

ส่วนความฉลาดนั้น เกิดขึ้นมาจากการเลี้ยงดู แม่หน่อยยอมรับว่า เป็นคนมีบุตรยาก หลังการคลอดต้องพบแพทย์และรับประทานยาตลอด น้องอิงค์และน้องเอิร์ธ จึงไม่ได้ดื่มนมแม่เลย แต่อาศัยทุ่มเทเลี้ยงลูกอย่างดี ภายใต้ความรู้ที่ได้ศึกษาอยู่ตลอด ทั้งตำราไทย ตำราต่างประเทศ ตั้งแต่รู้จักพัฒนาการเด็ก รู้จักการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

*“แม่อ่านมาเยอะ แต่ก็นำมาเป็นพื้นฐานเท่านั้น เพราะทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับความสนใจของเรา ที่จะสังเกตอย่างใส่ใจว่าลูกเรามีพัฒนาการตามสเต็ปนั้นหรือไม่ หากลูกมีพัฒนาการช้า แล้วจะเอาสเต็ปของคนอื่นมาใช้ มันก็ไม่ได้ แต่หากลูกมีพัฒนาการเร็ว แล้วเราไม่รีบเติมให้เขา เขาก็จะเบื่อ เวลาเรียนก็จะรู้สึกอึดอัด แต่หากใส่เข้าไปเรื่อยๆ เขาก็จะไปได้ตามสปีดของเขา มันก็จะเร็วและสนุก” *

เปิดตารางชีวิตน้องอิงค์ ไม่เหมือนลูกบ้านอื่น วันหยุดสุดสัปดาห์เธอต้องตื่นเช้ามาเรียนเหมือนวันปกติ ช่วงปิดเทอมก็เรียนยาว 7 วันเช่นกัน ทำอย่างนี้มาตลอดจนเป็นวินัยและความเคยชิน ซึ่งแม่หน่อยให้เหตุผลว่า

“จะทำให้ลูกก้าวได้เร็ว”

และส่วนที่ทำให้น้องอิงค์มีความฉลาดก้าวกระโดด คือการให้เรียนรู้เกินวัย อย่างเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ก็เรียนเสริมเนื้อหามัธยมศึกษาตอนต้น พออยู่ม.ต้น ก็เรียนเนื้อหาม.ปลาย ทำอย่างนี้มาตลอด รวมถึงสนับสนุนให้ลูกมีนิสัยรักการอ่าน

*“การเลี้ยงอย่างนี้ไม่ใช่การกดดันเขา (น้องอิงค์นั่งข้างๆพยักหน้าเห็นด้วย) เพราะเราก็มีเวลาให้เขาได้ผ่อนคลาย ก็จะมีพาไปดูหนังบ้าง พาไปกินข้าวนอกบ้านบ้าง พาไปห้างสรรพสินค้าบ้าง จะให้พกหนังสืออะไรก็ได้ไปคนละ 1 เล่ม เปิดอ่านระหว่างรออาหารมา *

*“การไปห้างส่วนใหญ่ แม่จะปล่อยลูกๆไว้ที่ร้านหนังสือ kinokuniya ซึ่งเป็นร้านขายหนังสือต่างประเทศ แล้วแม่ก็ไปซื้อของตามเป้าหมายที่วางไว้ ก่อนกลับมาเคลียร์บิลซึ่งหมดเงินซื้อหนังสือไปเป็นหมื่นบาทๆ เพราะลูกจะซื้อหนังสือเยอะมาก *

อย่างแม่จะแนะนำให้ลูกๆอ่านหนังสือเป็นซีรีย์ หากอยากให้ตัวเองเก่ง ลูกจะซื้อหนังสือซีรีย์ เช่น เรื่องเทพเจ้า แวมไพร์ ซึ่งนอกจากทำให้ลูกรู้เรื่องเทพเจ้าบนโลกทั้งหมดแล้ว ก็จะรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเฉพาะเรื่องนั้นๆ ไปด้วย เวลาอ่านหนังสือแม่ยังแนะนำให้ลูกๆ จดบันทึกประโยคที่ชอบไว้ในสมุด เพื่อนำมาใช้ในงานเขียนของเขาเอง ซึ่งทำให้ลูกๆเขียนภาษาดี โดยเฉพาะน้องเอิร์ธที่เขียนภาษาดีมาก จนมีงานวิจัยหลายชิ้นได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับโลก แม้เป็นเพียงนักศึกษา”

เคล็ดลับสำคัญของแม่หน่อยคือ การเป็นแม่ที่เป็นทุกอย่างให้ลูก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่พูดคุยได้ทุกเรื่อง เป็นคนที่คอยแนะนำเรื่องชีวิต การศึกษาให้ลูกได้เลือกและตัดสินใจด้วยตัวเอง คอยปกป้องและให้กำลังใจในวันที่ลูกพ่ายแพ้อ่อนแอ ตลอดจนเป็นภรรยาที่ดี คอยดูแลทุกอย่างในครอบครัว และระยะหลังเริ่มกลับมาเป็นเวิร์กกิ้งวูแมน เช่น อาจารย์พิเศษด้านบริหารธุรกิจสอนในมหาวิทยาลัย ทำธุรกิจส่วนตัว

ขณะที่เคล็ดลับการเลี้ยงลูกข้างต้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง แต่ยังมีอีกมากซึ่งแม่หน่อยเตรียมสร้างแฟนเพจเฟซบุ๊กไว้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเลี้ยงลูก ชื่อว่า “คุณแม่นักปั้น” ด้วยหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับอีกหลาย ๆ ครอบครัวในการสร้างคนคุณภาพให้แก่สังคมต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...