เมื่อขับรถเที่ยวแล้วเกิดสงสัย “ชื่อทางหลวง” มาอย่างไรกันแน่ - เพจวันนี้ชั้นติ่งอะไร
วันนี้เราจะมาติ่งเรื่องใกล้ตัว ที่เราไม่เคยรู้ แต่น่าสนใจมากค่ะ
ปีที่ผ่านมามีวันหยุดต่อสุดสัปดาห์เพิ่มมาหลายช่วง หลายครอบครัวได้โอกาสออกทริปออนโร้ด ขับรถเที่ยวไทยกัน
เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น จากที่ขับแต่ระยะสั้น ๆ ก็เป็นครั้งแรกที่ขับระยะไกลขึ้นเขาลงห้วย
นั่นทำให้เราสังเกตค่ะ ว่าชื่อถนนหลวงทั้งหมดเป็นตัวเลข และมีหลักเกณฑ์ชัดเจนในการจัดวางตัวเลขที่แตกต่างกันไปในแต่ละชนิดถนน
ที่จริงนี่เป็นเรื่องที่คอออนโร้ดทราบกันดีอยู่แล้ว แต่สำหรับนักขับสมัครเล่น ที่ปกติขับแต่ในเมืองแคบ ๆ นี่เป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจ ถามใครก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ เราเลยไปติ่งมาให้ และรวบรวมไว้ตามนี้เลยค่ะ
▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪
อันดับแรก หากไม่นับถนนตามตรอกซอกซอยในตัวเมือง เราจะพบว่าถนนระหว่างเมืองทุกเมือง มีชื่อเป็นตัวเลข
อันที่จริงถนนในประเทศไทยแบ่งเป็นหลายประเภท ที่เป็นถนนใหญ่ เชื่อมภูมิภาค เชื่อมจังหวัด เชื่อมเมือง จัดเป็น “ทางหลวงแผ่นดิน” อยู่ในการดูแลของกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม
นี่คือถนนชนิดที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า “ทางหลวง” หรือ “ทล” ตามด้วยเลขชื่อถนน
หากสังเกตให้ดี ป้ายชื่อถนนชนิดนี้ จะเป็นป้ายสีขาว มีตราครุฑดำอยู่บน และด้านล่างเป็นเลขชื่อถนน ชัดเจน ไม่มีการตกแต่งใด ๆ
แต่ทีนี้ถ้าสังเกตต่อไป ถนนแต่ละเส้นจะมีหลักตัวเลขไม่เท่ากัน โดยจะมี 1-4 หลัก
ถนนเลข 1 หลัก จะเชื่อมภูมิภาคกับส่วนกลาง ได้แก่ ทล 1 (วิ่งขึ้นเหนือ), ทล 2 (วิ่งไปอีสาน), ทล 3 (ภาคกลาง ตะวันออก และใต้ตอนบน), และ ทล 4 (วิ่งลงใต้)
ถนนเลข 2 หลัก จะเชื่อมภายในภูมิภาค วิ่งข้ามหลายจังหวัดสำคัญ ถือเป็นเส้นประธานภายใน
โดยหลักแรกของชื่อ จะตั้งตามรหัสของภูมิภาค ซึ่งก็คือเลขเดียวกันกับทางหลวงหลักเดียวของภูมิภาคนั้น ๆนั่นเอง
เช่น ทล 12 ย่อมเป็นเส้นประธานเส้นที่ 2 ของภูมิภาคหมายเลข 1 ซึ่งคือภาคเหนือ (ทล 12 วิ่งจากชายแดนไทย-เมียนมาร์ อ.แม่สอด จ.ตาก เข้าสู่ จ.พิษณุโลก)
ถนนเลข 3 หลัก เป็นเส้นรองประธาน หรือเข้าใจง่าย ๆ ก็เล็กรองลงมา มักเชื่อมระหว่างจังหวัด หรือสถานที่สำคัญมาก
ถนนเลข 4 หลัก เป็นเส้นระหว่างจังหวัดหรืออำเภอสำคัญรองลงไป
ทั้งถนน 3 และ 4 หลัก จะมีหลักแรกเป็นรหัสภูมิภาค ขณะที่เลขหลักหลัง ๆ เป็นลำดับที่ของถนนนั่นเอง
จะเห็นได้ว่าชื่อถนนบ่งบอกอะไรหลายอย่าง ทั้งตำแหน่งภูมิภาคและความสำคัญของถนน ซึ่งสำหรับเราคนใช้ถนน สามารถจินตนาการความใหญ่ความกว้าง ไปจนถึงความพลุกพล่านคร่าว ๆ ได้จากชื่อนั่นเองค่ะ
แน่นอนว่าอาจมีข้อยกเว้น ไม่เสมอไปที่ถนนหลักเลขน้อยจะใหญ่กว่าหลักเลขมาก แต่อย่างน้อยเราคงได้คำบอกใบ้บางอย่าง ก่อนจะออกเดินทางไกล
อย่างไรก็ตาม ที่ว่ามาทั้งหมดคือทางหลวงแผ่นดินนะคะ ยังมีถนนเล็ก ๆ (ที่บางทีก็ใหญ่) แต่ไม่ใช่ทางหลวงแผ่นดินอยู่ด้วย ถนนชนิดนี้ได้แก่ “ทางหลวงชนบท” และ “ทางหลวงท้องถิ่น” ค่ะ
ทางหลวงชนบท ในการดูแลของกรมทางหลวงชนบท มักเป็นถนนคดเคี้ยว เน้นการคมนาคมภายในอำเภอ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นถนนในเมืองหรือซอกซอย ถนนชนิดนี้บนป้ายจะประกอบด้วย อักษร 2 ตัว ตามด้วยเลข 4 หลัก
อักษร 2 ตัวเป็นชื่อย่อจังหวัด ขณะที่เลข 4 หลัก สามหลักหลังเป็นลำดับถนน ส่วนหลักแรกจะบ่งถึง “ต้นกำเนิดถนน”
ตรงจุดนี้ถือเป็นข้อน่าสนใจ ถ้าหลักแรกเป็นเลข 1 แปลว่าถนนนี้แยกจากทางหลวงแผ่นดินเลขหลักเดียว ในทำนองเดียวกัน หากขึ้นด้วยตัวเลข 2-4 บ่งว่าแยกจาก ทล หลักเลขลดหลั่นลงไป ขณะที่เลข 5 หมายถึงเริ่มจากทางหลวงชนบทเช่นกัน ส่วนเลข 6 หมายถึงเริ่มจากสถานที่ในชุมชนค่ะ
เหล่านี้ช่วยบอกใบ้เราได้ว่า สภาพถนนจะเป็นอย่างไร เราจะเจออะไรบ้าง
นอกจากนี้ยังมีทางหลวงท้องถิ่น ที่สร้างและดูแลโดยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ป้ายบอกชื่อจะเป็นสีเขียว ด้านบนเป็นตัวอักษร 2 ตัว ซึ่งหมายถึงชื่อย่อจังหวัด ตามด้วย ถ หมายถึงท้องถิ่น
ด้านล่างเป็นเลข ส่วนแรกเป็นรหัสของท้องถิ่นนั้น ๆ ส่วนหลังเป็นลำดับถนน
นี่ก็คือภาพคร่าว ๆ ของถนนหลวงที่เราใช้กันในปัจจุบัน
▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪
อย่างไรก็ตาม ถ้าสังเกตจะพบว่าทางหลวงหลักเดียว สมควรจะมีแค่ 1-4 ตามจำนวนภูมิภาค แต่ทำไมเราเคยเห็น 7 หรือ 9 ด้วยล่ะ แถมยังอยู่บนป้ายชื่อสีน้ำเงินหรือเขียว ไม่ใช่สีขาวทั่วไป
ทางหลวงเลขหลักเดียวตั้งแต่เลข 5 เป็นต้นไป จะเป็น “ทางหลวงพิเศษ” หรือที่เรียกกันว่า “มอเตอร์เวย์” ค่ะ
ทางหลวงพิเศษอยู่ในกลุ่มถนนที่จัดทำแบบพิเศษ มีลักษณะโครงสร้างเหมาะกับการใช้ความเร็วมาก ๆ และจะมีการเก็บค่าผ่านทางด้วย
โดยตามแผนพัฒนาของประเทศ ถนนเลข 5-8 จะล้อไปกับ 1-4 ตามลำดับ (5=1, 6=2,…) มีทิศทางเหมือนกันราวกับฝาแฝด แต่จะกำหนดและจัดโครงสร้างให้ซิ่งเหยียบมิดได้มากกว่า
นอกจากนี้ จะมีถนนประธานในระดับภูมิภาคที่เป็นมอเตอร์เวย์เช่นกันแยกออกมา โดยจะเป็นถนนเลข 2 หลัก ที่มีหลักแรกตรงกับรหัสมอเตอร์เวย์ของภูมิภาค
อย่างไรก็ตามขณะนี้ที่สร้างเสร็จและเปิดใช้ มีเพียง 5 และ 9 (วงแหวนรอบนอก) เท่านั้น โดยหากสร้างแล้วเสร็จ จะมีถนนชนิดนี้ 21 สายทาง
ฟัง ๆ แล้วอาจจะมึนงง แต่สำหรับคนขับรถ การสังเกตชื่อถนน และเดาความเป็นมาหรือสภาพจากตัวเลข นับเป็นสิ่งเล็กๆที่รื่นรมย์มาก และพอคิดว่า ต่อไปอาจได้ขับมอเตอร์เวย์ไปจนสุดปลายภูมิภาค ก็ยิ่งรู้สึกสนุกขึ้นอีกค่ะ
แต่ถนนของประเทศเรายังมีความลับ (รึเปล่า) อยู่อีกอย่าง
ทุกท่านน่าจะเคยเห็นป้ายสัญลักษณ์ AH1 AH2 หรือเคยได้ยินคำว่าถนนสายเอเชียกันอยู่บ้าง
ที่จริงตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา คณะกรรมการเอสแคป ได้ลงนามข้อตกลงพัฒนาปรับปรุงการขนส่งทางบกของเอเชีย โดยมีเป้าหมายให้มีถนนที่เข้าถึงได้โยงใยไปทั่วทวีป
เป็นที่มาของถนนรหัส AH นั่นเองค่ะ
ถนนเหล่านี้จะวิ่งผ่านทวีปเอเชียในทิศทางต่างๆ โดยเส้นหลักที่วิ่งผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (โดยเฉพาะไทย) ได้แก่ AH 1 โตเกียว (ญี่ปุ่น) - อิสตันบูล (ตุรกี) และ AH 2 เดนปาซาร์ (อินโดนีเซีย) - คอสราวี (อิหร่าน)
ถนนเหล่านี้ บางส่วนเป็นถนนที่ใช้อยู่เดิมแต่ปรับปรุงใหม่ บางส่วนสร้างขึ้นใหม่ แต่อย่างไรก็จะมีชื่อท้องถิ่นตามระบบของประเทศนั้นๆด้วย
เช่น ทล32 AH1 AH2 ก็คือชื่อของถนนประธานลำดับ 2 ในภูมิภาครหัส 3 (ภาคกลาง) ที่เป็นส่วนหนึ่งของทั้ง AH1 และ AH2
นี่ก็คือเส้นบางปะอิน - หลวงพ่อโอ ที่เรารู้จักกันในนามถนนสายเอเชียนั่นเองค่ะ
นั่นหมายความว่าหากขับต่อไปเรื่อย ๆ ถนนเส้นนี้จะพาเราไปถึงตุรกีก็ได้ อิหร่านก็ได้ หรือเดนปาซาร์ หรือโตเกียวก็ได้ค่ะ !
เช้ากินกุ้งแม่น้ำที่อยุธยา เย็นขับรถกินซูชิที่ชินจุกุ
อื้อหือสุดยอดไปเลย !!!
(แต่รถต้องเร็วประมาณ 1,000 กม/ชม.)
ในอนาคตหากทุกอย่างสงบ ไม่มีโรคระบาด การเดินทางสะดวกสบาย อาจมีใครหลายคนอยากออนโร้ด ท่องเที่ยวไปตามใจ เรียนรู้ความแตกต่าง ศึกษาความเป็นไป ของทุกชนิดที่อยู่บนถนนสายเดียวกันนี้ก็เป็นได้
▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪
อ้างอิง
ติดตามบทความใหม่ ๆ จากเพจวันนี้ชั้นติ่งอะไรได้ทุกวันอังคารที่ 2 และ 4 ของทุกเดือน บน LINE TODAY และหากสามารถอ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่เพจวันนี้ชั้นติ่งอะไร