โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปรับ FX Ecosystem ใหม่ สร้างสมดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย คนไทยได้อะไร ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 มิ.ย. 2564 เวลา 13.30 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2564 เวลา 01.41 น.

คอลัมน์ ร่วมด้วยช่วยคิด นิธิสาร พงศ์ปิยะไพบูลย์ ฝ่ายนโยบายการเงิน วรพร ทวีทรัพย์ไพบูลย์ โครงการยุทธศาสตร์ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ธนาคารแห่งประเทศไทย

 

เงินบาท “แข็งค่า” “ผันผวน” เป็นประเด็นที่อยู่คู่กับเศรษฐกิจไทยมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งปัญหาดังกล่าวเปรียบเสมือน “อาการ” ที่เป็นผลจากทั้งภาวะตลาดการเงินที่ผันผวน และปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนไทย เนื่องจากเงินทุนเคลื่อนย้ายขาดความสมดุลและกฎเกณฑ์บางอย่างอาจไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

แบงก์ชาติจึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน ผ่านการผลักดันให้เกิดระบบนิเวศตลาดอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ (New FX Ecosystem) ซึ่งดำเนินการแบบบูรณาการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

เพื่อให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีความสมดุลมากขึ้น และเศรษฐกิจไทยสามารถรองรับความผันผวนจากภาวะตลาดการเงินโลกได้ดีขึ้น

-การผลักดัน FX Ecosystem ต้องดำเนินการแบบบูรณาการ จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ด้วยลักษณะปัญหาเชิงโครงสร้างในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนมีความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงกับผู้เล่นในตลาดหลากหลายกลุ่ม ซึ่งเปรียบเสมือนระบบนิเวศ (ecosystem) ตั้งแต่ระดับ

(1) ต้นน้ำ คือ ผู้กำหนดนโยบายหรือหลักเกณฑ์

(2) กลางน้ำ คือ ผู้ให้บริการหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ

และ (3) ปลายน้ำ คือ ผู้ใช้บริการ อาทิ

ผู้ลงทุนไทย ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ดังนั้นการผลักดันให้เกิด FX Ecosystem ใหม่อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกองคาพยพทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยแบงก์ชาติแบ่งแนวทางการผลักดันออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้

1.การส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศ (FX investment ecosystem)

2.การปรับหลักเกณฑ์ธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FX regulatory framework) ให้สมดุลขึ้น และสอดคล้องกับบริบทด้านเศรษฐกิจและตลาดการเงิน

3.การปรับภูมิทัศน์การแข่งขันของผู้ให้บริการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ (FX service provider landscape)

4.การยกระดับการติดตามข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายเพื่อดูแลตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX surveillance and management)

โดยในวันนี้ จะขอเล่าถึงแนวทางการผลักดันที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคนไทย และประโยชน์ที่จะได้รับจากสิ่งที่ทางแบงก์ชาติได้ดำเนินการแล้ว คือ 1.การส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศ 2.การปรับหลักเกณฑ์ธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และ 3.การส่งเสริมการบริหารความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน

1.การส่งเสริมการลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศ เพื่อให้คนไทยลงทุนหลักทรัพย์ในต่างประเทศได้ง่ายเหมือนในประเทศ

ถ้าคุณผู้อ่านเป็นผู้ลงทุนรายย่อย อาจเคยรู้สึกว่าการออกไปลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศในอดีต เป็นเรื่องยากและไกลเกินเอื้อม อาจเพราะขาดความรู้หรือติดขัดกฎระเบียบและขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน

ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว (pain points) แบงก์ชาติจึงได้ร่วมมือกับผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ ใน 3 ด้านดังนี้

(1) แก้เกณฑ์ให้สามารถทำการลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น โดยการลงทุนในบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD) ทำได้ไม่จำกัด ขณะที่การลงทุนผ่านตัวกลางในต่างประเทศ ขยายให้มีวงเงินลงทุนได้มากถึงปีละ 5 ล้านดอลลาร์ สรอ. และสามารถลงทุนในหลักทรัพย์ได้กว้างขึ้น อาทิ สัญญาอนุพันธ์ในตลาด OTC

(2) ปรับกระบวนการให้ลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศง่ายขึ้น โดยลดขั้นตอนและระยะเวลาการลงทะเบียน (register) กับแบงก์ชาติ สำหรับผู้ลงทุนรายย่อยที่จะออกไปลงทุนผ่านตัวกลางในต่างประเทศ

รวมถึงยกเลิกการจัดสรรวงเงินลงทุนต่างประเทศสำหรับผู้ลงทุนภายใต้ ก.ล.ต. (วงเงิน FIA) ทำให้การลงทุนต่างประเทศของผู้ลงทุนสถาบันทำได้สะดวกขึ้น

(3) ส่งเสริมการแข่งขันการให้บริการลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศ ได้แก่ ผลักดันการนำผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ต่างประเทศมาซื้อขายในประเทศ

โดยเริ่มต้นที่ทองคำสกุลเงินดอลลาร์ สรอ. และสนับสนุนการพัฒนาระบบการลงทุนต่างประเทศที่สะดวก คล่องตัว และสามารถเข้าถึงผู้ลงทุนรายย่อยด้วยต้นทุนที่เหมาะสม เช่น ให้บริการผ่านแอปในสมาร์ทโฟน

การปรับ FX investment ecosystem ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 ได้ช่วยให้ผู้ลงทุนไทยสามารถเข้าถึงการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้สะดวก คล่องตัว และด้วยต้นทุนที่เหมาะสม นับเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนรายย่อยในการกระจายความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสของผลตอบแทนจากการลงทุน

ทั้งนี้ นับแต่ต้นปี 2564 พบว่า การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนไทยค่อนข้างมาก เห็นได้จากการที่คนไทยนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 สูงถึง 8.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

2.การส่งเสริมการบริหารความเสี่ยงค่าเงินและการปรับหลักเกณฑ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้คล่องตัวมากขึ้น

ถ้าคุณผู้อ่านเกี่ยวข้องกับธุรกิจส่งออกหรือนำเข้าอาจเคยปวดหัวกับการทำธุรกรรมบริหารความเสี่ยงค่าเงิน ซึ่งมีกฎเกณฑ์ ขั้นตอน และการเตรียมเอกสารที่ยุ่งยากและซับซ้อน จนกลายเป็นข้อจำกัด (pain points) ดังนั้น ในช่วงปี 2562-2563 แบงก์ชาติได้ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกและนำเข้าจำนวนกว่า 150 ราย รวมถึงเข้าพบสมาคมผู้ประกอบการต่าง ๆ อีกหลายสมาคม

เพื่อหารือและรับฟังข้อเสนอแนะต่อแนวทางการปรับหลักเกณฑ์ธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศใหม่ (FX regulatory framework) ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีขึ้น ผ่านการแก้ไขปัญหาอย่าง
บูรณาการและตรงจุดใน 3 มิติ คือ

(1) สนับสนุนเครื่องมือและข้อมูล

เช่น (1.1) แบงก์ชาติได้ปรับเกณฑ์การใช้บัญชี FCD ให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารความเสี่ยงและโอนเงินตราต่างประเทศระหว่างบัญชี FCD ได้อย่างเสรี รวมถึงลดจำนวนบัญชี FCD ให้เหลือบัญชีเดียว จากเดิมที่ผู้ประกอบการต้องเปิด FCD หลายบัญชีตามแหล่งที่มา นอกจากนี้ยังได้เผยแพร่ข้อมูลค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านบัญชี FCD เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเปรียบเทียบ
ต้นทุนการทำธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงินได้

(1.2) แบงก์ชาติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนิน “โครงการส่งเสริมความรู้ด้านบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนและสนับสนุน SMEs ที่ทำการค้าระหว่างประเทศ” หรือ “FX options ระยะที่ 3” ในปี 2563-2564 โดยเป็นเครื่องมือประกันค่าเงินในการนำเข้าส่งออก ซึ่งผู้ประกอบการจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลในการทดลองใช้เครื่องมือจริง โดยเมื่อหมดระยะโครงการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาการดำเนินงานที่เหมาะสมต่อไป

(2) แก้เกณฑ์ การโอนเงินออกไปยังต่างประเทศและการบริหารความเสี่ยงค่าเงินให้ยืดหยุ่นมากขึ้น

และ (3) ปรับกระบวนการ โดยลดขั้นตอนและลดการแสดงเอกสารในการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศเพื่อให้คล่องตัวมากขึ้น

การบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนและการปรับหลักเกณฑ์ข้างต้น ทั้งเครื่องมือและข้อมูลที่พร้อม เกณฑ์ที่เอื้อ กระบวนการที่ง่าย จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้ดีขึ้น เปรียบเสมือนการฉีดวัคซีนเพื่อให้ผู้ประกอบการมีภูมิคุ้มกันป้องกันผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน ภายใต้สภาวะแวดล้อมในตลาดการเงินที่ผันผวนสูงและคาดเดาได้ยาก

-ระบบการเงินไทยจะปรับตัวต่อความผันผวนได้ดีขึ้นภายใต้ New FX Ecosystem

การปรับระบบนิเวศตลาดอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ (New FX Ecosystem) นอกจากเป็นการปลดล็อกอุปสรรคให้กับผู้ลงทุนและผู้ประกอบการไทยแล้ว ยังเป็นการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญที่จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนด้วย เนื่องจากภายใต้บริบทของตลาดการเงินโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง เราคงไม่สามารถปฏิเสธความผันผวนของตลาดการเงินได้

เราจึงจำเป็นต้องปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งความร่วมมือจากทุกองคาพยพทั้งรัฐและเอกชนจะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันสร้าง FX Ecosystem ใหม่ ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถรองรับกับความผันผวนในตลาดการเงินได้อย่างยั่งยืนต่อไป

*หมายเหตุ – บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย*

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...