โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

“น้องถูกสร้างมาเพื่อเรา” ลูกสุนัขมีพันธุกรรมที่ทำให้พร้อมสื่อสารกับมนุษย์ได้ตั้งแต่แรกเกิด

Khaosod

อัพเดต 06 มิ.ย. 2564 เวลา 14.16 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2564 เวลา 14.16 น.

คำกล่าวที่ว่า "สุนัขคือเพื่อนแท้ของมนุษย์" ขณะนี้กินความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมขึ้นไปอีกขั้น เมื่อทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนาของสหรัฐฯ พบว่า ความสามารถของสุนัขในการมีปฏิสัมพันธ์และสื่อสารกับมนุษย์ได้อย่างเข้าอกเข้าใจนั้น มาจากพันธุกรรมที่ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อหมาแม่หมาเป็นหลัก

พันธุกรรมหรือดีเอ็นเอในแบบดังกล่าว เกิดขึ้นจากการคัดเลือกนานหลายพันปีของมนุษย์ เพื่อเพาะพันธุ์สุนัขบ้านที่เป็นมิตรและสามารถใช้งานได้ ทำให้ลูกสุนัขที่เกิดมาในยุคปัจจุบัน มีความสามารถในการสื่อสารกับคนโดยอัตโนมัติตั้งแต่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นาน โดยไม่ต้องผ่านการเรียนรู้จากมนุษย์ผู้ฝึกสอนเสียก่อน

getty

รายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology ระบุว่า มีการทดสอบทักษะการสื่อสารของลูกสุนัขอายุ 8 สัปดาห์ จำนวน 375 ตัว โดยลูกสุนัขทั้งหมดเป็นสายพันธุ์โกลเดนรีทรีฟเวอร์และลาบราดอร์ ที่ได้รับคัดเลือกให้นำไปฝึกเป็นสุนัขนำทางและช่วยเหลือผู้พิการในอนาคต

ลูกสุนัขเหล่านี้อยู่ในวัยอ่อนที่สุดที่สามารถจะใช้อาหารเข้าล่อให้ทำตามคำสั่งได้ อย่างไรก็ตาม พวกมันยังไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวกับมนุษย์มาก่อน และมีประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับมนุษย์น้อยมาก

ในการทดลอง 4 แบบ ซึ่งในแบบแรกนักวิจัยได้ชี้ไปยังถ้วยที่คว่ำอยู่ใบหนึ่งในจำนวน 2 ใบ เพื่อบอกลูกสุนัขว่ามีอาหารอยู่ในนั้น ผลปรากฏว่าหมาน้อยเกือบ 70% สามารถมองตามมือของนักวิจัย และค้นพบอาหารในถ้วยใบที่ถูกต้องได้ โดยไม่ต้องใช้การดมกลิ่นเข้าช่วย

getty

ในการทดลองแบบที่สองซึ่งคล้ายกับวิธีแรก นักวิจัยเปลี่ยนจากการชี้มือมาเป็นการนำกล่องสีเหลืองไปวางข้างถ้วยใบที่มีอาหาร ซึ่งก็ปรากฏว่าวิธีบอกใบ้นี้สามารถสื่อสารกับลูกสุนัขได้ถูกต้อง ในอัตราที่สูงพอกันกับวิธีการชี้มือ

ในการทดลองแบบที่สาม นักวิจัยได้พูดคุยกับลูกสุนัขโดยใช้ "เสียงสอง" หรือเสียงแหลมออดอ้อนแบบที่มนุษย์พูดกับทารกหรือสัตว์ที่น่าเอ็นดู แล้วจับเวลาว่าลูกสุนัขมองหน้าให้ความสนใจกับคนในขณะที่กำลังพูดอยู่นานเท่าใด ซึ่งผลการทดลองครั้งนี้พบว่า ลูกสุนัขทุกตัวใช้เวลาโดยเฉลี่ยมองหน้าคนอยู่นานกว่า 6 วินาทีขึ้นไป อันแสดงถึงความเข้าใจว่าคนกำลังทำการสื่อสารกับมันอยู่

เมื่อนำข้อมูลจากผลการทดลองทั้ง 3 แบบข้างต้น มาคำนวณเปรียบเทียบกับประวัติของสายพันธุ์หรือเพ็ดดีกรี (pedigree) ของลูกสุนัขเหล่านี้ พบว่าปัจจัยทางพันธุกรรมมีผลต่อความสามารถในการสื่อสารทำความเข้าใจกับมนุษย์มากถึง 43% ทำให้พวกมันเกิดมาเข้าใจสัญญาณต่าง ๆ ที่คนสื่อถึงมันแทบจะในทันที ทั้งที่ยังไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อน

การทดลองแบบที่ 4 ซึ่งเป็นแบบสุดท้าย ทดสอบว่าลูกสุนัขจะมองขอความช่วยเหลือจากนักวิจัยหรือไม่ เมื่อไม่สามารถเปิดกล่องเอาอาหารที่บรรจุอยู่ข้างในออกมาได้ ซึ่งผลปรากฏว่าพวกมันแทบไม่หันมามองขอความช่วยเหลือเลย อันเป็นพฤติกรรมที่ไม่ต่างไปจากสุนัขป่า หรือแม้กระทั่งทารกที่อยู่ในวัยเดียวกัน

"พวกมันเข้าใจสัญญาณมือและการบอกใบ้ของมนุษย์ได้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องสอน แต่กลับไม่รู้จักวิธีสื่อสารขอความช่วยเหลือ" ดร. เอมิลี เบรย์ ผู้นำทีมวิจัยกล่าว "แสดงว่าลูกสุนัขที่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน สามารถรับและทำความเข้าใจได้แต่เพียงสัญญาณที่มนุษย์ส่งมา แต่ยังไม่อาจจะเป็นฝ่ายริเริ่มส่งสัญญาณการสื่อสารออกไปก่อน"

"ความรู้ที่ได้จากผลการศึกษาของเราในครั้งนี้ จะช่วยให้การคัดเลือกพันธุ์สุนัขโดยคำนึงถึงความสามารถในการสื่อสารที่อยู่ในสายเลือด มีความสำคัญเพิ่มขึ้นในอนาคต"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...