โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สเต๊กเนื้อจากพืช 100% อาหารปฎิวัติวงการ

TERRABKK

อัพเดต 16 มี.ค. 2563 เวลา 07.31 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. 2563 เวลา 07.18 น. • TERRABKK
สเต๊กเนื้อจากพืช 100% อาหารปฎิวัติวงการ

      Plant-based Meat หรือเนื้อจากพืช คือเนื้อสัตว์ที่ทำจากพืช โดยใช้กระบวนการแปรรูปพืช ให้มีความใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ทั้งผิวสัมผัสและรสชาติ นับเป็นเทรนด์การรับประทานอาหารแนวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมมากโดย ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกา, ยุโรป และอิสราเอล มีความนิยม Plant-based Meat (เนื้อจากพืช) ทำให้การแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตมีแต่ลดลง จนใกล้เคียงกับราคาเนื้อสัตว์แท้

จากข้อมูลของ Euromonitor พบว่า ปี 2013 – 2018 ในสหรัฐอเมริกา ยอดขายอาหารสำเร็จรูปของเนื้อจากพืช เติบโตเฉลี่ย15.4% ต่อปี เทียบกับเนื้อแปรรูปที่เติบโตปีละ 1.2%  สอดคล้องกับข้อมูลของผู้ประกอบการร้านเบอร์เกอร์และแซนด์วิชเนื้อที่ทำจากพืช ในอเมริกา ช่วง เม.ย 2018 - มี.ค. 2019 พบว่า เพิ่มขึ้นถึง 7.8%

      ซึ่งPlant-based Meat หรือเนื้อจากพืช ใช้ส่วนผสมของพืชและโปรตีนจากถั่วชนิดต่าง ๆ ผสมกับน้ำมันมะพร้าว น้ำมันทานตะวัน มาผ่านขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้มีสีสัน ความชุ่มฉ่ำ กลิ่นและรสชาติเหมือนเนื้อมากที่สุด โดยสิ่งสำคัญคือ การดัดแปลงสิ่งที่เรียกว่า ฮีม (heme) หรือโมเลกุลอุดมธาตุเหล็กในถั่วเหลืองให้เหมือนกับในเนื้อวัว โดยใช้รากของพืชจำพวกถั่ว นำมาผ่านกระบวนการที่เกี่ยวโยงกับการแปลงพันธุกรรม (โดยนำ DNA ของถั่วเหลืองไปใส่ในยีสต์ที่ดัดแปลงพันธุกรรม) ที่ช่วยทำให้ได้สีแดงคล้ายกับเนื้อสัตว์ และคล้ายกับมีเลือดอยู่ภายใน เพราะสิ่งนี้เองที่เป็นองค์ประกอบในการสร้างรสชาติแสนอร่อย ทั้งรสของเลือดและรสสัมผัสที่คล้ายกับการเคี้ยวเนื้อสัตว์

โดยPlant-based Meat หรือเนื้อจากพืช มีปริมาณแคลอรี ไขมัน และโปรตีนที่ไม่ต่างกันนักกับเบอร์เกอร์ไก่งวงหรือเบอร์เกอร์เนื้อวัว จนแทบทดแทนกันได้อย่างที่โฆษณา เช่น เบอร์เกอร์จากพืชของแบรนด์หนึ่งมีแคลอรีอยู่ที่ 240 ทำไขมันอิ่มตัว 8 กรัม (ซึ่งมาจากน้ำมันมะพร้าว) เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วเบอร์เกอร์เนื้อวัวไม่ติดมันมี 280 แคลอรี และมีไขมันอิ่มตัว 9 กรัม ดังนั้น คุณจะเห็นว่าไม่ได้ต่างกันนัก (เว้นแต่เบอร์เกอร์จากพืชไม่มีคอเลสเตอรอล)

       แน่นอนว่าการบริโภคเนื้อจากพืช อาจไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเนื้อจากพืชมีจุดเด่น หลายเรื่อง ตอบรับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ที่เชื่อว่าการรับประทานพืชผักมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าการรับประทานเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อที่ผ่านการแปรรูปหรือปรุงแต่ง เช่น ไส้กรอก แฮมต่างๆ ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) เคยออกมาระบุว่า เนื้อแปรรูปเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดมะเร็งได้ ทำให้คนรักสุขภาพหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ หรือเนื้อแปรรูปโดยเฉพาะอาหารประเภทฟาสท์ฟู้ด ทำให้เนื้อจากพืช จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเนื้อจากพืชยังให้สารอาหาร เช่น โปรตีนแก่ร่างกายครบถ้วนด้วย

และยังตอบรับกลุ่มที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะการผลิตเนื้อที่ทำจากพืชใช้ที่ดินน้อยกว่าเนื้อสัตว์จริง 47% – 99% ใช้น้ำน้อยกว่าเนื้อสัตว์จริง 72% – 99% ดังนั้นการผลิตและบริโภคเนื้อจากพืชยังช่วยลดโลกร้อนได้ด้วย ซึ่งปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกผลิตขึ้นในโลกนี้ ราวหนึ่งในสี่มาจากอาหาร และปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่มาจากอาหารเกิดจากผลิตภัณฑ์อาหารที่มาจากเนื้อสัตว์มากถึง 58% (โดยเฉพาะวัวและแกะ) กระบวนการผลิตเนื้อจากพืชปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่ากระบวนการผลิตเนื้อสัตว์จริง 30%-90%

ขณะเดียวกันผู้ผลิตมีการแข่งกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และนำเสนอเมนูใหม่ๆ ทำให้ผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืช มีความหลากหลาย น่ารับประทาน ทั้งนี้ผลสำรวจของ เว็บไซต์ Forbes เผยแพร่รายงานวิเคราะห์อุตสาหกรรมบางชิ้นพบว่า ภายในปี 2050 เนื้อที่ทำจากพืชอาจกินส่วนแบ่งถึง 50% ของตลาดเนื้อสัตว์จริง

แน่นอนว่าPlant-based Meat หรือเนื้อจากพืช จะเป็นเทรนด์ใหม่ที่เข้ามาตอบโจทย์วงการอาหาร รวมทั้งในไทยด้วย ล่าสุด“ซิซซ์เล่อร์” ร้านอาหารประเภทสเต๊ก ซีฟู๊ด และสลัด สไตล์ตะวันตก ที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้วงการอาหารในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัว  “เฮลท์ตี้ วีแกน ชอยส์” (Healthy Vegan Choice) ในกลุ่ม “แพลนต์เบส” (Plant Based) ซึ่งเป็นสเต๊กเนื้อสัตว์จากจากธัญพืช 100% โดยได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)  ว่าเป็นอาหารแห่งอนาคต

เมนูใหม่ ประกอบด้วย ออมนิเคอร์รี่ สเต๊ก กับ สปาเกตตี้ กะเพรา และ บียอร์น คาราเมลไลซ์ ออนเนี่ยน เบอร์เกอร์ กับสไปซี่โคลสลอร์ ในราคาเริ่มต้นที่ 329 บาท และ 399 บาทตามลำดับ 

โดยเมนูแพลนต์เบสเป็นเมนูที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้รับประทานอาหารมังสวิรัติ และกลุ่มคนรักสุขภาพ ทั้งยังเป็นการป้องกันการขาดแคลนเนื้อสัตว์ในอนาคต หรือในอีก 30 ปีข้างหน้าที่เนื้อสัตว์อาจจะหมดไปจากโลก ซึ่งริ่มจำหน่ายวันนี้ จนถึง 31 มีนาคม 2663 เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ และรับประทานภายในร้าน

ขณะเดียวกันยังเปิด“ซิซซ์เล่อร์ ทู โก” (Sizzler to go) โมเดลธุรกิจใหม่ ภายใต้แนวคิด “เฮลท์ตี้ ออน เดอะ โก” (Healthy On The Go)ในรูปแบบคีออสขนาดเล็ก พื้นที่ 3 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนสถานีรถไฟฟ้า BTS ศาลาแดง เน้นจับกลุ่มคนทำงาน กลุ่มคนที่รักสุขภาพ และผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า จำหน่าย 3 เมนูยอดนิยม ประกอบด้วยเมนู สลัด  และ แซนวิส ราคาเริ่มต้นที่ 79 บาท และน้ำผลไม้สกัดเย็น 100% COLD - PRESSED JUICE รสชาติใหม่ “อิมมูน บูสเตอร์” (Immune booster) มีส่วนผสมของ ต้นอ่อนข้าวสาลี  แอปเปิ้ล และส้ม ที่สกัดสดแบบวันต่อวันทำให้ได้น้ำผลไม้ที่มีความสดใหม่และมีสารอาหารครบถ้วน ราคา 95 บาท นอกจากนี้ ทุกๆ การซื้อน้ำผลไม้สกัดเย็น 1 ขวด จะหักเงินมูลค่า 5 บาท เพื่อสนับสนุนมูลนิธิเพื่อส่งเสริมสุขภาพและเยาวชน และความพิเศษของคีออสดังกล่าวยังใช้แพคเกจจิ้งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ กล่องบรรจุอาหาร ถุงกระดาษ และหลอดกระดาษ  

และ“แวลู มีล” (VALUE MEAL) ชุดสุดคุ้มอิ่มเวอร์ ประกอบด้วย สเต๊กหมูย่างซอสครีมเห็ดทรัฟเฟิล สเต๊กปลากะพงย่างซอสซีฟู้ดมาโย และสเต๊กไก่ย่างซอสแกงเผ็ด ในราคา 259 บาท จากราคาปกติ 289 บาท ฟรีสลัดผักไม่อั้น จำหน่ายเฉพาะวันจันทร์ – ศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เริ่มตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 พฤษภาคม 2563  

 

       ทั้งนี้เพื่อเป็นการขยายธุรกิจให้เติบโตพร้อมกลุ่มคนทำงาน กลุ่มคนที่รักสุขภาพ และผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ควบคู่กับการเปิดตัวเมนูอาหารใหม่ๆ ในกลุ่มนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตและเมนูเพื่อสุขภาพ ควบคู่กับการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เพื่อให้ลูกค้าได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าในราคาที่เข้าถึงได้ ขณะเดียวกันเตรียมขยายสาขาเพิ่มต่อเนื่อง จากปัจจุบันที่มีสาขา 57 แห่ง เป็นกรุงเทพฯ 31 แห่ง และต่างจังหวัด 26 แห่ง ขณะที่กลุ่มธุรกิจเดลิเวอรี่ปีที่ผ่านมามีการเติบโตต่อเนื่อง

 

 

ข้อมูลจาก  : ซิซซ์เล่อร์ 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...