โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พม่าอาละวาดที่หน้าวัดกัลยาณมิตร ฝั่งธนบุรี สมัยรัชกาลที่ 3?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 15 ต.ค. 2564 เวลา 14.39 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2564 เวลา 14.36 น.
ภาพเรือนักโทษพม่าทำเรื่องระทึกปล้นเรือขายผลไม้ของแม่ค้าสาวชาวสยาม ใกล้กันมีเรือเจ๊กสองคนท่าทางเอ็ดตะโรพยายามพายเรือเข้าช่วยเหลือ (จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตร)

วัดกัลยาณมิตร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ฝั่งใต้ หน้าวัดหันสู่แม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด เป็นวัดที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ผู้สร้างคือเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ต้นสกุลกัลยาณมิตร เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2368 สร้างเสร็จและถวายเป็นพระอารามหลวงเมื่อ พ.ศ. 2370

ภายในพระอุโบสถเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับเรื่องพุทธประวัติ เฉพาะพื้นที่ผนังสกัดด้านในฝั่งตรงข้ามกับพระพุทธรูปประธานปางพระปาลิไลยก์เขียนภาพสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 บริเวณหน้าวัดกัลยาณมิตร รวมถึงภาพพม่าอาละวาดด้วย

ภาพที่เด่นคือภาพผนังตรงกลางเขียนเป็นภาพสะท้อนการอยู่ร่วมกันระหว่างชาวไทย ชาวจีน และชาวมุสลิม ซึ่งภาพของชุมชนแถววัดกัลยาณมิตรที่ยังอยู่กันอย่างเอื้ออาทรก็ยังปรากฏให้เห็นได้ในปัจจุบัน

ส่วนภาพพม่าอาละวาดที่จะกล่าวถึง ผู้เขียนสังเกตเห็นในโอกาสที่ทางวัดกัลยาณมิตรเปิดพระอุโบสถให้พุทธศาสนิกชนเข้านมัสการพระประธานภายในพระอุโบสถช่วงวันตรุษจีน 2546 ที่ผ่านมา ทำให้มีโอกาสชมจิตรกรรมฝาผนังด้วย

ภาพพม่าอาละวาดอยู่ทางด้านซ้ายบนผนังสกัดเหนือประตูทางเข้าพระอุโบสถ แสดงความชุลมุนวุ่นวายในสายน้ำเจ้าพระยาหน้าเรือนแพที่ปลูกเรียงรายบริเวณใกล้เคียงหน้าวัดกัลยาณมิตรที่ปรากฏในภาพคือ นักโทษชายสองคนถูกตีตรวนด้วยห่วงเหล็กคล้องคอ และผูกโยงด้วยโซ่ติดกัน พยายามพายเรือเข้าเทียบเรือขายผลไม้ของสองแม่ค้าสาว

นักโทษคนหัวเรือเอื้อมมือซ้ายหยิบตะกร้าใส่ผลไม้ภายในเรือของแม่ค้า ทั้งๆ ที่ในเรือของตนก็มีผลไม้ที่น่าจะขโมยมาอยู่เต็มท้องเรือ แต่สองแม่ค้าสาวคงรู้ตัวว่ามีหัวขโมย คุณเธอที่อยู่หัวเรือจึงอยู่ในท่าทางมือขวายกไม้พายเพื่อจะตีเจ้าหัวขโมย ส่วนมือซ้ายยื้อตะกร้าไว้ อนึ่งใกล้กับเรือแม่ค้าปรากฏเจ๊กสองคนท่าทางเอ็ดตะโรพยายามพายเรือเข้าช่วยเหลือ

เหตุการณ์เช่นนี้คงเป็นเรื่องระทึกมากในอดีต ช่างเขียนจึงนำมาเขียนถ่ายทอดบันทึกผ่านงานจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตร

แล้วจะอธิบายที่มาอย่างไรล่ะ?

ความสงสัยของผู้เขียนกลายเป็นความตื่นเต้นเมื่อได้อ่านบทความของ ศ.ดร. สันติ เล็กสุขุม [สันติ เล็กสุขุม, “ความคิดเปลี่ยนการแสดงออกก็เปลี่ยนตาม :  จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 3” เมืองโบราณ ปีที่ 29, ฉบับที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2546) : 53-55. บทความนี้เก็บประเด็นจากรายงานวิจัยเรื่องล่าสุดของ ศ.ดร. สันติ เล็กสุขุม เป็นงานวิจัยที่เสนอข้อมูลการวิเคราะห์งานจิตรกรรมไทยสมัยรัชกาลที่ 3 จากหลักฐานและมุมมองใหม่ๆ] ที่ปรับปรุงจากงานวิจัยของท่านเรื่อง “จิตรกรรมไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว : ความคิดเปลี่ยนการแสดงออกก็เปลี่ยนตาม” งานศึกษาวิจัยชิ้นนี้พบว่าเอกสารของเฮนรี่ เบอร์นี่ ทูตอังกฤษที่ได้รับแต่งตั้งเข้ามายังราชสำนักสยามในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ให้ข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจสำหรับเหตุการณ์นี้

เฮนรี่ เบอร์นี่ ได้บันทึกรายงานแนบกับจดหมายที่เป็นเอกสารหารือลับส่งไปยังเลขานุการคณะรัฐบาลในกรมการเมืองและราชการลับ เรื่องที่ราชสำนักสยามได้ประโยชน์จากการกวาดต้อนจับชาวพม่าไปเป็นเชลย ซึ่งเกิดจากชัยชนะของอังกฤษที่มีต่อพม่าบางส่วน ในรายงานตอนหนึ่งกล่าวว่า

“…คนพม่าที่ถูกจับได้นั้นมีค่ามากยิ่งกว่าคนเกียจคร้านที่เป็นคนของเขาเองงานหลวงเกือบทุกอย่างและแรงงานคนที่ทำในทำในบางกอกนั้นก็เป็นนักโทษชาวพม่า เขาได้รับค่าจ้างจากรัฐบาลน้อยมากจนได้รับอนุญาตให้ขอเรี่ยไรได้จากชาวบ้านสยามที่มาตลาดโดยเรือ และเร่ขายผักผลไม้หรืออาหารต่างๆ ทางแม่น้ำ เราขอย้ำว่าได้เห็นนักโทษพม่าสองสามคนในเรือพายไล่และปล้นเรือหญิงชราชาวสยามที่บางกอก” [เรือเอกหญิงลินจง สุวรรณโภคิน, แปล.เอกสารของเฮนรี่ เบอร์นี่ เล่ม 2 ตอน 4 (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2540) หน้า 79.]

เอกสารรายงานฉบับนี้เป็นข้อมูลร่วมสมัยรัชกาลที่ 3 โดยช่วงเวลาที่เฮนรี่ เบอร์นี่ ลงบันทึกวันที่อยู่ท้ายรายงานแนบกับจดหมาย 2 ธันวาคม ค.ศ. 1826 หรือ พ.ศ. 2369 นั้น อยู่ในช่วงเวลาที่มีการสร้างวัดกัลยาณมิตร (พ.ศ. 2368 ถึง พ.ศ. 2370) ซึ่งน่าจะให้คำตอบอธิบายภาพเรื่องระทึกที่ช่างเขียนบันทึกไว้ในจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถได้

พม่าอาละวาดในแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นนี้คงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และคงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้หน้าวัดกัลยาณมิตรด้วย เพราะเฮนรี่ เบอร์นี่ ยังได้บันทึกถึงการที่ คณะผู้แทนสามารถกดดันให้ราชสำนักสยามยอมปลดปล่อยและส่งกลับพวกเชลยพม่ากว่า 1,400 คน เป็นผลงานที่น่ายินดีของคณะผู้แทน

ลองคิดดูซิครับว่าจำนวนพม่าช่วงเวลานั้นที่มีมากในบางกอกเรื่องระทึกก็คงมีมากตามไปด้วยแน่นอน

อนึ่งพม่าอาละวาดหน้าวัดกัลยาณมิตรที่ถูกบันทึกผ่านงานจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถนั้น นอกจากภาพความชุลมุนในเหตุการณ์ระทึก ช่างเขียนยังบันทึกขยายความเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ เป็นภาพด้านซ้ายถัดจากเรือสองนักโทษพม่ามีเรือซึ่งมีข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่นั่งอยู่ในเรือด้วยอาการนิ่งเฉย? แม้ว่าสนใจว่าอาจเป็นการคอยควบคุมนักโทษพม่าที่ได้รับอนุญาตให้ขอเรี่ยไร

บันทึกของเฮนรี่ เบอร์นี่ กล่าวถึงการที่เชลยชาวพม่าถูกแจกจ่ายไปตามบ้านเสนาบดี ข้าราชการ นายทหาร ผู้ซึ่งได้ผลประโยชน์จากการทำงานของพวกเชลย โดยเกือบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย และคนพวกนี้มีความสนใจที่จะคัดค้านความประสงค์ของคณะผู้แทนที่จะให้ปลดปล่อยเชลยพม่าที่น่าสงสารเหล่านี้ทันที ผลประโยชน์มาก่อนนั่นเอง เสนาบดีหรือข้าราชการระดับต่างๆ ของสยามจึงแสดงท่าที่นิ่งเฉยต่อเหตุการณ์ระทึกอันเกิดจากนักโทษพม่าที่อยู่ในความควบคุมขอตน มุมมองเช่นนี้คงถูกบันทึกถ่ายทอดลงไปด้วย ในทัศนะของช่างเขียนผ่านประสบการณ์ที่พบเจอในช่วงเวลานั้น

นอกจากนี้ภาพถัดไปทางด้านขวาใกล้กับเรือเจ๊กที่พยายามพายเข้าช่วยเหลือเรือสองแม่ค้าขายผลไม้ ปรากฏเรือของหลวงพ่อรูปหนึ่งซึ่งมีลูกศิษย์สองคนเป็นฝีพาย เรือลำนี้มีหัวเรือสลักเป็นรูปม้าอ้าจบ่งบอกถึงสมณศักดิ์ของหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านคงบอกให้ลูกศิษย์พายไปยังจุดเกิดเหตุการณ์ระทึกนั้น เพราะเมื่อพิจารณาท่าทางของหลวงพ่อดูขึงขัง มือทั้งสองข้างของท่านจับกุมอยู่กับวัตถุด้ามยาว? ผู้เขียนขอเดาว่าคงเป็นของดีของวิเศษแน่แท้ และเหตุการณ์ระทึกที่เกิดจากนักโทษพม่าคงสงบเมืองหลวงพ่อท่านถึงที่ชุลมุนวุ่นวายในสายน้ำข้างหน้า

เมื่อพิจารณาภาพโดยรวมทั้งหมดที่คงเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ช่างเขียนสะท้อนภาพความสมจริงของสังคมในช่วงเวลานั้นผ่านงานจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตร กล่าวได้ว่ามีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันมิได้มีบันทึกบอกเล่าชัดเจน มีเพียงงานจิตรกรรมที่ต้องอาศัยการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ เพื่อการมองผ่านเข้าไปทำความเข้าใจอดีตสังคมผู้เป็นเจ้าของงานช่างนั้นที่ช่างเขียนวาดสอดแทรกอยู่ในจิตรกรรมฝาผนัง

เหตุการณ์ระทึกทำนองนี้ยังปรากฏที่จิตรกรรมฝาผนังพระวิหาร วัดสุทัศนเทพวราราม [ภาพนักโทษพม่าในจิตรกรรมฝาผนังพระวิหาร วัดสุทัศนเทพวราราม และการศึกษาภาพนักโทษในงานจิตรกรรมฝาผนัง ดูเพิ่มเติมในสันติ เล็กสุขุม, “ความคิดเปลี่ยนการแสดงออกก็เปลี่ยนตาม : จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 3” เมืองโบราณ ปีที่ 29, ฉบับที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2546) : 53-55] และผู้เขียนค้นพบเพิ่มเติมจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชการที่ 3 ณ วัดบางยี่ขัน เขตบางกอกน้อย เป็นภาพพม่ารามัญกำลังเอื้อมมือทั้งสองข้างหยิบผลไม้ภายในเรือของสองแม่ค้าสาว ซึ่งมิได้ระวังว่าจะมีขโมยเพราะกำลังสนใจลูกค้าที่ริมท่าน้ำอยู่ การปรากฏภาพเหตุการณ์ระทึกเช่นนี้มากกว่าหนึ่งที่แสดงถึงความไม่ธรรมดาของเหตุการณ์ ช่างเขียนจึงนำมาเขียนถ่ายทอดบันทึกผ่านงานจิตรกรรมฝาผนัง

ถึงปัจจุบันสมัยแม้ว่าพม่าทำเรื่องระทึกอาจจะเป็นเรื่องปกติที่นายจ้างชาวไทยพึงต้องระวังอยู่มากจากแรงงานต่างด้าวชาวพม่า ซึ่งหน่วยงานราชการไม่ว่าจะเป็นด้านแรงงาน ปกครอง หรือตำรวจ ก็ดูแลกวดขันการขึ้นทะเบียนหรือจับกุมส่งกลับประเทศให้มีความถูกต้องตามกฎหมายได้น่าชมเชย ส่วนนักโทษพม่าในจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตรหน่วยงานที่กล่าวมาคงดูแลมิได้

อนึ่งปลายเดือนพฤศจิกายน 2546 ผู้เขียนมีโอกาสกลับไปถ่ายภาพจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถวัดกัลยาณมิตรอีกครั้งเพื่อประกอบบทความ น่าตกใจมากว่าภาพนักโทษพม่าส่วนท้ายลำเรือหลุดร่วงเพราะความชื้นไปมากแล้ว ส่วนบรรยากาศของวัดก็ดูสะอาดเป็นระเบียบมากขึ้น แต่ดูจะแห้งแล้งไม่มีร่มไม้เหมือนก่อน ท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตรท่านเร่งจัดระเบียบและบูรณปฏิสังขรณ์วัดในหลายๆ ด้านหลังจากท่านเพิ่งมารับภาระปกครองวัด งานบูรณปฏิสังขรณ์ได้ข่าวจากวงในว่าทางกรมศิลปากรให้ระงับบางส่วนไว้ก่อน

ผู้เขียนจึงฝากไปยังหน่วยงานด้านการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังของกรมศิลปากร ช่วยเข้ามาดูแลจัดระเบียบจับกุมนักโทษพม่ากับทางวัดกัลยาณมิตรอย่างรีบด่วนในส่วนนี้ด้วย ก่อนที่นักโทษพม่าจะลอยนวลหลุดร่วงลงไปจากฝาผนังแห่งนี้ตามกาลเวลา

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 2 มกราคม พ.ศ. 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...