โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เชียงใหม่-กระบี่-สุราษฎร์เร่ขายโรงแรม ศก.ซบ-ทัวร์จีนหายทำยอดนักท่องเที่ยวไทย-เทศวูบ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ก.ค. 2562 เวลา 02.45 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2562 เวลา 02.45 น.

โรงแรมใหญ่-กลาง-เล็กทั่วไทยประกาศขายกิจการเกลื่อน ทั้ง “เชียงใหม่-สุราษฎร์ฯ-กระบี่-พัทยา-ภูเก็ต” หลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทยดิ่ง ยอดนักท่องเที่ยววูบ เผย “โรงแรมเถื่อน” ประกาศขายกิจการกันเพียบ เหตุ คสช.ไฟเขียว เปิดช่องให้ยื่นได้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ขั้นตอนการขออนุญาตยุ่งยาก ถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากองค์กรท้องถิ่นเพียบ หลายรายตัดสินใจขายทิ้ง

หลังจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีคำสั่งที่ 6/2562 เรื่องมาตรการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภท ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ 12 มิ.ย. 2562 มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการประกอบธุรกิจโรงแรมโดยผิดกฎหมาย เพื่อดึงผู้ประกอบการกลุ่มนี้เข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อควบคุมดูแลเรื่องความมั่นคง ปลอดภัย ขณะเดียวกัน สนับสนุนส่งเสริมธุรกิจโรงแรม กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นชุมชน สรุปสาระสำคัญ เป็นการผ่อนปรนให้โรงแรม 2 ประเภท คือ 1.โรงแรมที่บริการเฉพาะห้องพัก 2.โรงแรมที่ให้บริการห้องพักและห้องอาหาร หรือสถานที่สำหรับบริการอาหาร หรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร ได้รับยกเว้นการบังคับใช้กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมตามกฎหมายว่าด้วยผังเมือง และข้อบัญญัติท้องถิ่นเรื่องการกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน เคลื่อนย้าย ใช้หรือเปลี่ยนการใช้อาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร

และให้โรงแรมตามข้อ 1 และ 2 ที่ใช้อาคารประเภทอื่นมาประกอบธุรกิจโรงแรม แจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นถึงการฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนการใช้ประโยชน์ที่ดินตามผังเมือง ฝ่าฝืนดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนการใช้อาคารควบคุม เปลี่ยนการใช้อาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จากนั้นให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอาคารให้เข้าลักษณะเป็นโรงแรมให้ถูกต้องตามกฎหมายภายใน 90 วัน โดยจะได้รับยกเว้นโทษอาญาตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม กฎหมายผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร จนถึงวันที่ 18 ส.ค. 2564 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนปรนตามกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม ปี 2559 นั้น

แหล่งข่าวจากวงการธุรกิจโรงแรมเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้มีข่าวการประกาศขายกิจการโรงแรมในหลายจังหวัดท่องเที่ยวเมืองหลัก และเมืองรองในทุกขนาด ทุกระดับราคา เนื่องจากผู้ประกอบการประสบปัญหาหลายปัจจัยทั้งภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัว สถานการณ์เศรษฐกิจโลกไม่ดี ประกอบกับปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยลดลงอย่างมาก ทำให้หลายโรงแรมมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย รวมถึงการจ่ายดอกเบี้ยสถาบันการเงิน ซึ่งหากไม่มีเงินจ่ายมีโอกาสจะถูกยึดกิจการได้

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ตัดสินใจประกาศขายกิจการ คือ โรงแรมหลายแห่งที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการที่ถูกต้อง แม้ทาง คสช.จะเปิดโอกาสให้สามารถยื่นขออนุญาตได้อย่างถูกต้องตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย. 2562 แต่โรงแรมบางแห่งไม่มีเงินทุนเพียงพอในการปรับปรุงกิจการตามเงื่อนไขกฎหมาย และไม่มีเงินเพียงพอในการจ่ายค่าธรรมเนียมในแต่ละขั้นตอนที่องค์กรท้องถิ่นเรียกเก็บกันค่อนข้างสูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายตัดสินใจขายโรงแรมทิ้งดีกว่าจะดำเนินการต่อ

นายธนชิต จิตประไพ เจ้าของโรงแรมบาศญ่า ระดับ 3 ดาว พัทยากลาง และแหลมฉบัง จ.ชลบุรี กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันโรงแรมในพัทยาหลายแห่งประกาศขายกิจการ เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมอย่างถูกต้อง และการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีขั้นตอนและต้นทุนค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ประกอบกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และชาวไทยลดจำนวนลงมาก ทำให้ธุรกิจโรงแรมมีการแข่งขันกันสูง หลายแห่งจึงประกาศขายกิจการกันจำนวนมาก โดยเฉพาะในพัทยา และภูเก็ต

“การที่กฎหมายกำหนดให้ทุกโรงแรมดำเนินการให้ถูกต้องเป็นเรื่องที่ดี เพื่อความปลอดภัยของผู้มาใช้บริการ ที่ผ่านมาโรงแรมในเครือบาศญ่า 2 แห่ง ได้ยื่นดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด แต่ยอมรับว่าในช่วงแรก ๆ ที่ทำธุรกิจย้อนกลับไปประมาณ 20 ปีก่อน อาจจะยังไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ แต่วันนี้ได้ทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว แต่กว่าจะผ่านหลักเกณฑ์ขั้นตอนก็ลำบาก มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง”

เชียงใหม่ประกาศขาย 52 ราย

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อตรวจสอบเว็บไซต์ Dot Property.co.th พบว่า ในจังหวัดเชียงใหม่มีการประกาศขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการทำธุรกิจโรงแรม โฮสเทล เกสต์เฮาส์ และรีสอร์ต จำนวน 52 รายการ โดยเป็นกลุ่มราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท 23 รายการ ราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท 9 รายการ ไม่เกิน 100 ล้านบาท 12 รายการ ไม่เกิน 250 ล้านบาท 7 รายการ ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท 1 รายการ โดยพื้นที่ที่มีการประกาศขายมากที่สุดอยู่ในบริเวณอำเภอเมืองมีทั้งสิ้น 23 รายการ เป็นกลุ่มราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท 10 รายการ ไม่เกิน 50 ล้านบาท 3 รายการ ไม่เกิน 100 ล้านบาท 7 รายการ ไม่เกิน 250 ล้านบาท 5 รายการ

ทั้งนี้ ในกลุ่มราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท พบ 2 รายการมีการระบุว่ามีการผูกสัญญาทำธุรกิจให้เช่าผ่านแพลตฟอร์ม Airbnb แบ่งเป็น คอนโดมิเนียมแบบ 3 สตูดิโอ ราคา 6.4 ล้านบาท รับประกันรายได้จากค่าเช่าปีละ 9% และทาวน์เฮาส์ 2 ห้องนอน ราคา 3.5 ล้านบาท รับประกันรายได้จากสัญญาเช่าปีละ 9-10%

 

“สมุย-กระบี่” ขายรีสอร์ตเกลื่อน

นอกจากในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นอีกพื้นที่ ซึ่งมีการขายกิจการโรงแรมในปริมาณมากพอสมควร โดยเมื่อตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่า มีการประกาศขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการทำธุรกิจโรงแรม โฮสเทล เกสต์เฮาส์ และรีสอร์ต จำนวน 37 รายการ เป็นกลุ่มราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท 19 รายการ ไม่เกิน 50 ล้านบาท 4 รายการ ไม่เกิน 100 ล้านบาท 7 รายการ ไม่เกิน 250 ล้านบาท 2 รายการ ไม่เกิน 500 ล้านบาท 1 รายการ ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท 1 รายการ และราคามากกว่า 1,000 ล้านบาท 3 รายการ โดยเมื่อจำแนกตามพื้นที่พบว่า จาก 38 รายการทุกกลุ่มราคา มีถึง 31 รายการอยู่ในอำเภอเกาะสมุย 5 รายการอยู่ในอำเภอเกาะพะงัน และ 1 รายการในอำเภอเกาะเต่า ยิ่งไปกว่านั้นจาก 31 รายการในอำเภอเกาะสมุย ยังพบว่าเป็นกลุ่มราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท มากถึง 16 รายการ

รวมไปถึงในกลุ่มราคาสูงที่สุด คือมากกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้ง 3 รายการยังอยู่ในอำเภอเกาะสมุยอีกด้วย แบ่งเป็น โรงแรม 5 ดาวทำเลริมหาด ขนาด 79 ยูนิต ราคา 2,000 ล้านบาท พื้นที่ใช้สอย 20,448 ตร.ม. โรงแรมขนาด 72 ยูนิต ราคา 1,500 ล้านบาท และโรงแรม 3 ดาว ขนาด 60 ห้อง ราคา 1,200 ล้านบาท พื้นที่ 10 ไร่ ทั้งนี้ ในส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น จะมีการประกาศขายโดยระบุเพิ่มเติมว่าเป็นเอกสารสิทธิประเภทใด เช่น ขายขาดมีโฉนด และกรรมสิทธิ์ที่ดินสัญญาเช่า 20 ปี เป็นต้น

ในขณะที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ มีการประกาศขายเพียง 9 รายการ เป็นในกลุ่มราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท 7 รายการ ไม่เกิน 50 ล้านบาท 1 รายการ และมากกว่า 1,000 ล้านบาท 1 รายการ โดยเมื่อจำแนกแล้วเป็นโรงแรม รีสอร์ต ที่อยู่ในพื้นที่อำเภอเมือง 7 รายการ ราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท 6 รายการ ราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท 1 รายการ อยู่ในพื้นที่อำเภออ่าวนาง 1 รายการ นอกจากนี้เป็นการลงขายแบบไม่ระบุทำเล แต่ระบุรายละเอียดว่าเป็นโรงแรม 4 ดาว ราคา 1,100 ล้านบาท ขนาด 83 ยูนิต พื้นที่ 9 ไร่

โดยในพื้นที่หลักอย่างภูเก็ต และพัทยา ซึ่งมีการกล่าวถึงในข่าวก่อนหน้านี้นั้นพบว่า มีการประกาศขายรวม 134 รายการ แบ่งเป็น ในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 83 รายการ เป็นราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท 14 รายการ มีการระบุลักษณะชัดเจนว่าเป็นวิลล่า ขนาด 1-3 ห้องนอน 5 รายการ ส่วนราคามากกว่า 25 ล้านบาท ถึงไม่เกิน 50 ล้านบาท มีจำนวน 20 รายการ ราคาไม่เกิน 100 ล้านบาท 22 รายการ ราคาไม่เกิน 250 ล้านบาท 8 รายการ ไม่เกิน 500 ล้านบาท 7 รายการ ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท 3 รายการ มากกว่า 1,000 ล้านบาท 5 รายการ ไม่ระบุราคา 4 รายการ โดยมีโรงแรมและรีสอร์ตรายการที่มีราคาประกาศขายสูงสุดอยู่ที่ 5,800 ล้านบาท มีข้อมูลระบุว่าเป็นรีสอร์ตตกแต่งแบบไทย ขนาด 346 ยูนิต พื้นที่กว่า 26 ไร่ ไม่ระบุทำเล ทั้งนี้ พบว่าทำเลที่มีการประกาศขายมากที่สุด คือ อำเภอกะทู้ ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ครอบคลุมพื้นที่หาดป่าตอง และหาดกมลา จำนวนถึง 47 รายการ นอกเหนือจากนี้ยังปรากฏรีสอร์ตที่ขายพร้อมใบอนุญาต เช่น รีสอร์ต 4 ดาว ราคา 2,200 ล้านบาท บริเวณหาดสุรินทร์ จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น

ในขณะที่พื้นที่พัทยา พบว่ามีการประกาศขายโรงแรม รีสอร์ต และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ จำนวน 51 รายการ เป็นกลุ่มราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท 17 รายการ ไม่เกิน 50 ล้านบาท 3 รายการ ไม่เกิน 100 ล้านบาท 13 รายการ ไม่เกิน 250 ล้านบาท 10 รายการ ไม่เกิน 500 ล้านบาท 5 รายการ ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท 3 รายการ ไม่ระบุราคา 1 รายการ และไม่มีในกลุ่มราคามากกว่า 1,000 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...