โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

On History : พระเจ้าอโศกมีเชื้อสายกรีก? / ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 ส.ค. 2564 เวลา 09.38 น. • เผยแพร่ 19 ส.ค. 2564 เวลา 09.38 น.

 

 

พระเจ้าอโศกมีเชื้อสายกรีก?

 

ในอินเดียมีความเชื่อที่ว่า “พระเจ้าอโศก” มหาราชแห่งราชวงศ์โมริยะ ผู้เป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกคนสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา ซึ่งครองราชย์อยู่ระหว่างช่วง พ.ศ.270-312 นั้น มีสายเลือดของพวกกรีกปนอยู่ในตัว ไม่ได้เป็นชาวอินเดีย สายเลือดชมพูทวีปข้นคลั่กแท้ๆ หรอกนะครับ

แถมความเชื่อที่ว่านี้ ยังมีเอกสารโบราณรองรับอยู่ด้วยอีกต่างหาก

เอกสารที่ว่านี้คือ คัมภีร์ปุราณะ ฉบับหนึ่งของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่มีชื่อว่า “ภวิษยะปุราณะ” ซึ่งมีข้อความระบุเอาไว้ในทำนองที่ว่า พระเจ้าจันทรคุปต์ได้เสกสมรสกับธิดาของพระเจ้าสุลุวะ ราชาชาวยาวนะ แห่งเปาสาธิประเทศ พระเจ้าจันทรคุปต์เป็นบิดาของพระเจ้าพินทุสาร และพระเจ้าพินทุสารนั้นเป็นบิดาของพระเจ้าอโศก

ข้อมูลในตำราทางศาสนาของพ่อพราหมณ์ฉบับนี้ ลำดับสายกษัตริย์ของราชวงศ์โมริยะได้อย่างถูกต้องชัดเจน เพราะหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ นั้น ต่างก็ระบุไม่ต่างกันนักว่า ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์โมริยะนั้นก็คือ พระเจ้าจันทรคุปต์ กษัตริย์ที่ครองราชย์องค์ถัดมาคือ พระเจ้าพินทุสารผู้เป็นบุตร ส่วนพระเจ้าอโศกนั้นก็เป็นบุตรชายของพระเจ้าพินทุสาร และครองราชย์เป็นกษัตริย์ลำดับที่ 3 แห่งราชวงศ์ที่มีตราสัญลักษณ์เป็นรูปนกยูงนี้จริงๆ

ส่วนราชาที่ชื่อ “สุลุวะ” นั้น เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าคือ “พระเจ้าเซลิวคุส” (Seleucus) แน่นอนว่า กษัตริย์พระองค์นี้เป็นชาวกรีก ดังที่ในคัมภีร์ภวิษยะปุราณะระบุว่า พระองค์เป็นราชาชาว “ยาวนะ” (Yavana, บาลีเรียก “โยนก”) ซึ่งก็คือคำที่พวกพราหมณ์-ฮินดูในชมพูทวีปใช้เรียก “ชาวกรีก” นั่นเอง

ดังนั้น เมื่อพระเจ้าจันทรคุปต์เสกสมรสกับธิดาของกษัตริย์เชื้อสายกรีก ผู้บุตรของพระองค์คือพระเจ้าพินทุสารก็ย่อมมีเชื้อสายกรีกอยู่ครึ่งหนึ่ง ซึ่งก็หมายความด้วยว่า พระเจ้าอโศกซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าพินทุสาร ย่อมมีสายเลือดกรีกไหลเวียนอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย

 

พระเจ้าเซลิวคุสที่ถูกกล่าวถึงในคัมภีร์ภวิษยะปุราณะพระองค์นี้คือ พระเจ้าเซลิวคุส ผู้พิชิต (Seluecus the Victor) ก่อนครองราชย์มีนามเดิมว่า เซลิวคุส นิเคเตอร์ (Seluecus Nicator)

เป็นอดีตแม่ทัพคนหนึ่งในทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ (Alexander the Great) มหาราชแห่งมาซิโดเนีย ผู้รุกตะวันออกและสามารถครอบครองดินแดนต่างๆ ของผืนโลกเก่าได้มากมาย อย่างที่ไม่เคยมีกษัตริย์พระองค์ไหนทำได้มาก่อน

แน่นอนว่า ดินแดนหลายส่วนที่พระองค์ได้มาตั้งอยู่ในพื้นที่ของทวีปเอเชีย

หลังจากที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์เสียชีวิตลง เซลิวคุสได้ตั้งตนเป็นใหญ่ และประสบความสำเร็จในการรวบรวมดินแดนส่วนใหญ่ในเอเชีย ที่ทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้เคยเข้ายึดครอง จนสถาปนาเป็น “จักรวรรดิเซลิวซิด” (Seluecid Empire, หรือที่ในปุราณะของพวกพราหมณ์เรียกว่า เปาสาธิประเทศ) ซึ่งครอบคลุมดินแดนเอเชียไมเนอร์, ซีเรีย, เมโสโปเตเมีย ตลอดจนที่ราบสูงอิหร่าน โดยมีเมืองหลวงแห่งแรกคือ เมืองเซลิวเซีย (Seleucia) ในประเทศอิรัก

เอกสารโบราณหลายชิ้นของโลกตะวันตกระบุเอาไว้ตรงกันว่า พ.ศ.238 พระเจ้าเซลิวคุสพยายามขยายดินแดนลงมายังพื้นที่แคว้นคันธาระ ที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์เคยครอบครอง แต่ถูกพระเจ้าจันทรคุปต์เข้ายึดครองในภายหลัง

จนทำให้เกิดสงครามที่ในหลักฐานตะวันตกเรียกว่า “สมรภูมิเซลิวซิด-เมารยัน” (Seleucid-Mauryan war) ขึ้นในระหว่างปี พ.ศ.238-240

 

รายละเอียดเกี่ยวกับการศึกครั้งดังกล่าวมีไม่มากนัก แต่ข้อมูลที่อ้างถึงกันบ่อยที่สุด ปรากฏอยู่ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์โรมัน” ที่เขียนขึ้นด้วยภาษากรีกที่ชื่อ “Romaiká” แต่มักจะรู้จักกันในชื่อภาษาละตินว่า “Historia Romana” ซึ่งเขียนขึ้นโดยอัปเปียน แห่งอเล็กซานเดรีย (Appian of Alexandria) นักประวัติศาสตร์ชาวโรมัน เชื้อสายกรีก ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงระหว่าง พ.ศ.638-708 ซึ่งมีข้อความระบุเอาไว้ในบท “สงครามซีเรีย” (Syrian war) ซึ่งกล่าวถึงสงครามระหว่างโรมันกับจักรวรรดิเซลิวซิด แต่ได้เล่าย้อนถึงประวัติของจักรวรรดิแห่งนี้เอาไว้ในความตอนหนึ่งว่า

“เขา (เซลิวคุส) ข้ามแม่น้ำสินธุแล้วทำสงครามกับซานโดรคอตตุส (คือ จันทรคุปต์ ตามสำเนียงกรีก) ราชันย์แห่งชนชาวอินเดียทั้งหลาย ซึ่งอาศัยอยู่บนฝั่งแม่น้ำนั้น ในที่สุดพวกเขาได้ปรับความเข้าใจกันแล้วทำสัญญาสงบสุข โดยมีการแต่งงานเป็นเครื่องมือในการรักษาความสัมพันธ์”

ข้อมูลของอัปเปียนสอดคล้องกับเอกสารที่ชื่อ “De Historiis Phiilippicis” (แปลตรงตัวว่า ประวัติศาสตร์ของมาซิโดเนีย) ที่เขียนขึ้นโดยมาร์คุส จูนิอานุส จัสตินุส ฟรอนตินุส (Marcus Junianus Justinus Frontinus) หรือที่มักจะเรียกกันอย่างลำลองในโลกภาษาอังกฤษว่า จัสติน (Justin) ซึ่งอ้างว่าพระเจ้าจันทรคุปต์ได้เข้ายึดครองแคว้นคันธาระ มาจากทัพของพวกกรีกที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ทิ้งเอาไว้ โดยจัสตินได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมพระเจ้าจันทรคุปต์ได้มอบช้างที่ฝึกให้เชื่องแล้วจำนวนหนึ่ง

เป็นของขวัญแลกเปลี่ยนให้แก่พระเจ้าเซลิวคุส

 

ในขณะที่เอกสารของพลูตาร์ก (Plutarch) ที่ในโลกภาษาอังกฤษเรียกว่า “Parallel Lives of the Noble Greeks and Romans” (แปลตรงตัวว่า หลากชีวิตคู่ขนานของบุคคลสำคัญชาวกรีกและโรมัน) ระบุไว้ว่า พระเจ้าจันทรคุปต์เคยมอบช้างจำนวน 500 เชือกให้กับพระเจ้าเซลิวคุส แต่ไม่ได้เล่าถึงเหตุการณ์ว่าทำไมจึงได้มีการกำนัลช้างให้แก่กัน

ที่สำคัญก็คือ ตัวเลขดังกล่าวตรงกันกับข้อมูลที่นักประวัติศาสตร์ ควบตำแหน่งนักภูมิศาสตร์ และนักปรัชญา ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียไมเนอร์ ในช่วงที่โรมันผลัดเปลี่ยนจากสาธารณรัฐมาเป็นจักรวรรดิ อย่างสตราโบ (Strabo) ระบุเอาไว้ในหนังสือ “Geographica” (ภูมิศาสตร์) โดยสตราโบยังระบุไว้อย่างชัดเจนด้วยว่า พระเจ้าเซลิวคุสนั้นแลกเปลี่ยนดินแดนแถบลุ่มน้ำสินธุกับการแต่งงาน โดยแลกกับช้าง 500 เชือก

ข้อตกลงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พระเจ้าเซลิวคุสในฐานะผู้รุกรานนั้นเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ซึ่งก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงผลการสู้รบในสมรภูมิอยู่กลายๆ

แต่ในขณะที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงในอะไรที่คล้ายๆ กับค่าปฏิกรรมสงครามในปัจจุบันพอสมควร แต่ในเอกสารต่างๆ เหล่านี้ ต่างก็ไม่ได้มีเอกสารชิ้นใดเลยที่ระบุถึงรายละเอียดของ “การแต่งงาน” ที่ว่านี้ ไม่มีแม้กระทั่งชื่อของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวด้วยซ้ำไป ภวิษยะปุราณะจึงเป็นเอกสารเก่าชิ้นเดียวที่ระบุถึงรายละเอียดอันน้อยนิดของการแต่งงานดังกล่าว

 

เรื่องมันก็ดูเหมือนจะจบลงเท่านั้นนะครับ แต่มันก็ไม่ง่ายอย่างที่ใครๆ คิด

เพราะถึงแม้ว่า “ภวิษยะปุราณะ” จะเป็นคัมภีร์เล่มสำคัญ โดยนับเป็นหนึ่งในมหาปุราณะ คือปุราณะเล่มหลักของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ทั้ง 18 ฉบับ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านวรรณกรรมสันสกฤตต่างก็ยอมรับกันว่า เก่าแก่ถึงช่วงเวลาระหว่างหลัง พ.ศ.500-ราว พ.ศ.1000

แต่ข้อความตอนดังกล่าวปรากฏอยู่ในบรรพที่เรียกว่า “ประติสรรคะปรรพ” ซึ่งมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เป็นส่วนที่ถูกต่อเติมเข้ามาในภายหลังมากๆ เช่น ปรากฏเรื่องราวของพระคริสต์และพระมะหะหมัด รวมไปถึงราชสำนักวิกตอเรียน แห่งสหราชอาณาจักร รวมไปถึงประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นในช่วง 3 ศตวรรษที่ผ่านมานี้ ทำให้ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แห่งมหาวิทยาลัยยอร์ช วอชิงตัน (George Washington University) ประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างอัลฟ์ ฮิลต์เบเทล (Alf Hiltebeitel) ได้สรุปลงไปว่า ข้อความต่างๆ ในประติสรรคะปรรพนั้น เพิ่งจะถูกแต่งเพิ่มเติม และสอดแทรกเข้าไปรวมอยู่ในภวิษยะปุราณะ ฉบับดั้งเดิมในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 19 (พ.ศ.2343-2442) เท่านั้น

แน่นอนว่า ฮิลต์เบเทลย่อมหมายรวมถึงข้อความส่วนที่กล่าวว่า พระเจ้าจันทรคุปต์เสกสมรสกับธิดาเชื้อสายกรีกแห่งพระเจ้าเซลิวคุสด้วย

 

เอาเข้าจริงแล้ว นอกจาก “ประติสรรคะปรรพ” จะเป็นส่วนที่ถูกเติมเข้ามาใหม่แล้ว ก็ยังเป็นส่วนที่เขียนถึงอะไรที่เรียกว่า “กลียุค” แถมส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดกลียุค คือยุคที่ความดีเสื่อมถอยที่สุดในยุคทั้ง 4 ตามคติพราหมณ์-ฮินดู ที่ว่านี้ ยังเกิดขึ้นเพราะชนชาวชมพูทวีป หันไปแต่งงานกับชนชาวโยนก ซึ่งก็คือ “กรีก” อีกต่างหาก

ดังนั้น ถ้าจะว่ากันตามนัยยะที่ถูกเติมเข้าไว้ในคัมภีร์ปุราณะฉบับนี้แล้ว พระเจ้าจันทรคุปต์เองก็คือส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เกิดกลียุคด้วย

อันที่จริงแล้วก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากนะครับว่า ทำไมคนอินเดียในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 จึงยัดเยียดว่า พวกกรีกที่รุกรานมาจากทางตะวันตกเป็นผู้ที่ทำให้เกิดกลียุคตามความเชื่อทางศาสนา ในเมื่อช่วงเวลาดังกล่าว อังกฤษก็เข้ามายึดภูมิภาคเอเชียใต้เป็นอาณานิคม ภายใต้นามของพระนางเจ้าวิกตอเรีย

ดังนั้น ถ้าจะยึดเอาหลักฐานจากภวิษยะปุราณะเพียงอย่างเดียวแล้ว จึงออกจะชวนให้เชื่อได้ยากสักหน่อยว่า “พระเจ้าอโศก” จะมีเลือด “กรีก-โยนก” ไหลเวียนอยู่ในตัว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว เพราะหลักฐานจากโลกตะวันตกพูดถึงการแต่งงานระหว่างฝ่ายของราชวงศ์โมริยะ และราชวงศ์แห่งจักรวรรดิเซลิวซิดจริงๆ นั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...