สแกนเจอ 5 หุ้นปันผลต่อเนื่อง 5 ปี จะซื้อหุ้นทั้งที ราคาต้องถูกและงบต้องดี
การที่นักลงทุนจะเลือกหาหุ้นที่สามารถจ่ายเงินปันผลให้กับเราได้ทุกๆปีนั้นก็ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายแล้ว และเมื่อหาเจอหุ้นที่จ่ายปันผลในทุกๆปีแล้วนั้น สิ่งที่จะหายากขึ้นไปมากกว่านั้นคือหุ้นที่สามารถจ่ายเงินปันผลให้กับเราได้ในทุกๆปี เป็นเวลา 5 ปีติดต่อกันนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกัน รวมถึงผลประกอบการที่ออกมานั้นจะย่อมมีทิศทางที่ดี เหมือนดังคำที่หลายคนเคยบอกว่า “จะซื้อหุ้นทั้งที ต้องซื้อตอนที่ราคาถูก และผลประกอบการต้องดี”
แต่อย่างไรก็ตาม Wealthy Thai ได้คัดกรองหุ้น โดยผ่านใช้โปแกรมของ https://www.setsmart.comเข้ามาช่วยคำนวณ ซึ่งพบว่า มีจำนวน 5 หลักทรัพย์ที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อเนื่องตลอด 5 ปี ประกอบกับผลตอบแทนของเงินปันผลมีอัตราที่มากกว่า 5% และผลประกอบการอยู่ในเกณฑ์ที่ดีรวมถึงมีสภาพคล่องหุ้นในระดับสูงเพียงได้เห็นข้อความนี้นักลงทุนก็คงอยากรู้กันแล้วใช่มั้ยว่ามีหุ้นอะไรบ้างที่เข้าข่ายในเกณฑ์นี้และจะเป็นหุ้นที่เราถืออยู่หรือไม่
โดยโปรแกรมของ https://www.setsmart.com ได้คำนวณออกมาแล้วว่ามีจำนวน 5 หุ้นดังนี้ 1.AIT หรือ บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ผู้ออกแบบระบบเครือข่ายและระบบสื่อสารอย่างครบวงจร (System Integrator หรือ SI) ให้บริการในกลุ่มลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่ามีการจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง 5 โดยคิดอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับ 8.30-10.67% ต่อปี
สำหรับคำแนะนำในเชิงกลยุทธ์และบทวิเคราะห์นั้นยังไม่มีออกมาให้เห็น แต่ในด้านของผู้บริหารระบุว่า ตั้งเป้าหมายรายได้ 6,500 ล้านบาท ส่วนหนึ่งจะมาจากการรับรู้มูลค่างานในมือ (Backlog) ซึ่ง ณ วันที่14 ม.ค.64 อยู่ที่ 6,300 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีงานที่อยู่ระหว่างรอคำสั่งซื้อจากลูกค้าอีกประมาณ 200 ล้านบาท
2.DRT เมื่อเอ่ยชื่อนี้ก็รู้ได้ทันทีว่า คือกระเบื้องตราเพชร ซึ่งไปที่บ้านไหนๆก็ใช้กระเบื้องยี่ห้อนี้ โดยมีอัตราการเงินปันผลตอบแทนตลอดช่วงระยะเวลา 5 ปี อยู่ที่ 5.26-7.50% ถือเป็นอีกหนึ่งหุ้นที่ขึ้นชื่อถึงความสามารถในการจ่ายเงินผล โดยบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่าผลประกอบการไตรมาส1/64 มีแนวโน้มจะฟื้นตัวดีขึ้น หลังจากที่ชะลอตัวในครึ่งหลังปีก่อน จากตัวเลขเดือน ม.ค.-ก.พ. เริ่มมีการเติบโต และเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้จะโต 5%
ดังนั้นคงประมาณการแบบอนุรักษ์นิยมประเมินยอดขายปี 2564 เท่ากับ 4,565 ล้านบาท เติบโต 4% และ มีกำไร 569 ล้านบาท เติบโตเล็กน้อย 2% แต่ผลของการซื้อหุ้นคืนทำให้จำนวนหุ้นลดลง 10% จะทำให้กำไรต่อหุ้นเติบโตได้ 13%
3.ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP เป็นหนึ่งดีล เมกเกอร์ ขนาดรายใหญ่ของไทย และถือเป็นอีกหนึ่งราชาเงินผลแบบสม่ำเสมอให้กับนักลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง โดยย้อยหลังเฉลี่ย 5 ปี KKP มีอัตราเงินปันผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น อยู่ที่ 5.08-8.21% นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) มองว่าแนวโน้มกำไรไตรมาส1/64 ยังแข็งแกร่งต่อเนื่องจากตามเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้น รวมถึงธุรกิจหลักทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากปริมาณซื้อขายต่อวันที่สูง และดีลวาณิชธนกิจ โดยเฉพาะ OR ดังนั้นคาดกำไรปี 64 ฟื้นตัวแกร่ง โต18% จากปีก่อน และได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ยังต่ำตลอดปี ขณะที่ Dividend Yield ปี 63-64 อยู่ที่ 5% และ 6.7% ตามลำดับ
4.SCGP ผู้บุกเบิกธุรกิจพลังงานโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม เจ้าแรกๆในประเทศไทย มีรับรู้ผลกำไรเป็นกอบเป็นกำจากการรับรู้รายได้ของการขายไฟฟ้าในรูปแบบ Adder บวกเพิ่มเข้าไป และในปัจจุบันมีแผนได้รับการก่อสร้างพัฒนาโรงไฟฟ้าในพื้นที่อีอีซี โดยบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มองว่าบริษัทมีจุดเปลี่ยนที่สำคัญหลังคว้าโครงการ solar farm ขนาด 500 MW ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งจะเป็นตัวสร้างฐานกำไรใหม่ให้บริษัทเพื่อมาทดแทนฐานกำไรเดิมของโซล่าร์ในระบบ adder ที่จะหายไป
โดยเรายังคงแนะนำ “ซื้อ” ด้วยมูลค่าพื้นฐานปี 64 ใหม่ ที่ 27บาท อิง SOTP (เดิม 27.90 บาท) โดยมีการปรับประมาณการกำไรปี 64-65 ลง เฉลี่ย -2% สะท้อนภาพธุรกิจ solar roof ที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ทั้งนี้บริษัทประกาศจ่ายปันผลงวดครึ่งหลังปี 63 เท่ากับ 0.65 บาทต่อหุ้น
5.LPN ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียม เป็นหนึ่งในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อเนื่องมาตลอด 5 ปี ซึ่ง LPN มีอัตราการจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 6.82-13.78% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่คุ้มค่ากับการลงทุนอย่างแน่นอนเพราะผลตอบแทนเติบโตได้ดีมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
โดยบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด มองกรณีที่ LPN ตั้งเป้ายอด Presales ที่ 1.0 หมื่นล้านบาท อ่อนตัวลดลงจากปี 2563 เล็กน้อย ด้านการเปิดตัวโครงการใหม่ คาดว่าจะเป็นโครงการคอนโด 4 โครงการ มูลค่ารวม 5.77 พันล้านบาท และการเปิดตัวโครงการแนวราบราว 2-4 โครงการ (รวมโครงการบ้าน 365 แจ้งวัฒนะ มูลค่า 2.6 พันล้านบาท) ด้านรายได้ คาดว่ายอดโอนจากกลุ่มแนวราบจะโดดเด่นต่อเนื่อง โดยที่ในปี 2564 LPN จะเน้นการซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการแนวราบเป็นหลัก
ยังคงแนะนำ ถือ ที่ราคาเป้าหมายใหม่ 4.13 บาท (จาก 4.27 บาท) โดยอิง EPS 2564F ที่ 0.59 บาท/หุ้น และค่าเฉลี่ย P/E ย้อนหลัง (-0.5SD) 5 ปีที่ 7x เนื่องจากรายได้จากการโอนในช่วง 9M64 จะมาจากการขายโครงการใน Inventory เป็นหลัก ส่งผลให้คาดว่า Gross Margin อาจยังคงอยู่ที่ระดับราว 28% แต่อย่างไรก็ดี เรามองว่าการเน้นขายโครงการแนวราบจะช่วยให้รายมีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง เรายังแนะนำ ถือ เพื่อรับเงินปันผล