กินมะละกอทุกวัน ร่างกายจะเป็นอย่างไร
มะละกอ เป็นผลไม้ใกล้ตัวที่มีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะกินสุกหรือดิบ มะละกอล้วนมีสารอาหารและวิตามินอัดแน่นด้วยกันทั้งนั้น
อย่างที่เรารู้กันว่ามะละกอเป็นผลไม้ที่มีแคลอรี่ต่ำ ไม่มีไขมันหรือคอเลสเตอรอล จึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก นอกจากนี้มะละกอสุกยังถูกจัดเป็น 1 ใน 9 สุดยอดผลไม้ที่มีกากใยสูง มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยทำให้ขับถ่ายเป็นปกติ และยังเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของวิตามินเอ วิตามินซี โพแทสเซียม โฟเลต และเส้นใยอาหารด้วย
ที่สำคัญ มะละกอมีสารพาเพน (Papain) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันได้เป็นอย่างดี เป็นผลดีต่อกระบวนการย่อยสลายอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่ถูกรับประทานเข้าไป และยังมีสารคาร์เพน (Carpain) ที่คาดว่าอาจมีฤทธิ์ในการฆ่าทำลายปรสิต และส่งผลดีต่อระบบประสาทได้อีกด้วย
กินได้กินดี แต่ต้องกินให้ปลอดภัย
แม้มะละกอจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากมาย แต่ถ้ามะละกอมาพร้อมกับสารเคมี ต่อให้มีประโยชน์มากแค่ไหนก็หายไปสิ้น ดังนั้นควรเลือกมะละกอสดปราศจากสารเคมี วิธีสังเกตก็คือ ควรสุกพอดี มีผิวสีเหลืองบางส่วน หรือทั้งผล และไม่นิ่มเหลวตรงบริเวณขั้วที่ติดกับลำต้น ที่สำคัญหลีกเลี่ยงการกินมะละกอบริเวณที่มีเนื้อนุ่มเหลวเละ
ตามหลักแล้ว สามารถเก็บรักษามะละกอสดไว้ได้ประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อบริโภคในภายหลัง แต่ในความเป็นจริงควรกินมะละกอภายใน 1-2 วันหลังเก็บจากต้น เพื่อให้ได้สารอาหารที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อร่างกาย
นอกจากนี้ ควรเลือกรับประทานมะละกอที่มีคุณภาพ ถูกสุขอนามัย ในปริมาณที่พอดี เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
กินทุกวัน ร่างกายจะเป็นอย่างไร
ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลทางโภชนาการถึงปริมาณที่เหมาะสมชัดเจนในการรับประทานมะละกอ ดังนั้นจึงต้องระวังการบริโภคให้อยู่ในปริมาณที่พอดี ไม่มากจนเกินไป และไม่ควรกินทุกวันติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะแม้จะมีประโยชน์มาก แต่ถ้ากินทุกวันติดต่อกันก็มีโทษไม่น้อยเช่นกัน
สำหรับคนปกติ ร่างกายแข็งแรง แม้มะละกอจะมีประโยชน์มาก แต่การกินมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ เพราะมะละกอจะมีวิตามินเอสูง ถ้ากินมากไป มีความเสี่ยงต่อกระดูกและข้อต่อ อาจมีอาการเบื่ออาหาร เซื่องซึม นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ผมร่วง ปวดศีรษะ ท้องผูกด้วยก็ได้
นอกจากนี้ ผู้ที่รับประทานมะละกอสุกติดต่อกันเป็นจำนวนมากเป็นเวลานาน อาจทำให้สารมีสีพวกแคโรทีนอยด์ไปสะสมในร่างกายมากเกินไป ทำให้ผิวมีสีเหลือง ฝ่ามือเหลืองได้ แต่เมื่อหยุดกินก็จะกลับมาเป็นปกติ
สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน แม้ผัก ผลไม้จะมีประโยชน์ แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องปริมาณความหวานในผลไม้ด้วยเหมือนกัน ซึ่ง มะละกออาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย ไขมันต่ำ สามารถบริโภคได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ระบุว่าสารที่อยู่ในมะละกอหมักอาจมีประสิทธิผลทางการรักษาที่สำคัญ เช่น อาจลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน อาจช่วยลดกระบวนการอักเสบ ลดระดับไขมันในเลือด รวมถึงอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจได้ด้วย
ดังนั้น ไม่ว่าจะยังไง น้ำตาลในผลไม้หรือความหวานจากธรรมชาติเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถกินได้ เพียงแต่ต้องระวังเรื่องปริมาณให้เหมาะสม
ที่ต้องระวังเป็นพิเศษก็คือผู้ที่ตั้งครรภ์ เนื่องจากมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากงานวิจัยบางชิ้นระบุว่า สารเคมีพาเพนในมะละกออาจเป็นพิษต่อทารกในครรภ์หรือทำให้เกิดภาวะพิการแต่กำเนิดได้ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงมะละกอเปลี่ยนเป็นกินผลไม้อื่นแทน
ดังนั้น แม้มะละกอจะมีประโยชน์มาก แต่การกินมะละกอทุกวันกลับไม่ได้มีผลดีต่อร่างกายอย่างที่คิด อย่าลืมว่าอะไรที่มากหรือน้อยเกินไป ล้วนไม่ดีทั้งนั้น เดินสายกลาง กินแต่พอดี..คือคำตอบที่ดีที่สุด