โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระบรมราชสรีรางคาร ความผูกพันของพระอารามหลวง และสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

Hello Magazine Thailand

อัพเดต 29 ต.ค. 2560 เวลา 07.14 น. • เผยแพร่ 29 ต.ค. 2560 เวลา 07.14 น. • hellomagazinethailand.com

ในการอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปประดิษฐาน  ณ ถ้ำศิลาที่ฐานพุทธบัลลังก์พระอังคีรส พระอุโบสถวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม และ ฐานพุทธบัลลังก์พระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศวิหาร  จะมีการประมวลในผอบโลหะปิดทอง  มีการเตรียมไว้สององค์  ตามพระราชพิธีโบราณสื่อถึงความผูกพันของพระมหากษัตริย์และพระพุทธศาสนา  ที่มีต่อกันมาช้านาน  สำหรับรัชกาลที่ 9  ทรงมีเรื่องราวเชื่อมโยงกับพระอารามหลวงทั้งสองแห่งนี้ตลอดพระชนม์ชีพ

วัดบวรนิเวศวิหาร

พุทธบัลลังก์พระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศวิหาร 

วัดบวรนิเวศวิหารที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรวิหาร ฝ่ายธรรมยุต สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างขึ้น เพื่อปลงศพเจ้าจอมมารดา (น้อย) ของพระองค์เจ้าดาราวดี พระราชชายา ระหว่าง พ.ศ. 2367 และ พ.ศ. 2375   โดยหลังจากถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญ พระบรมราชสรีรางคารมาบรรจุไว้ ณ ใต้บัลลังก์พระพุทธชินสีห์ ในพระอุโบสถ เมื่อวันที่ 25มีนาคม พ.ศ. 2568

 

ในเวลาต่อมา วัดบวรนิเวศวิหารเป็นที่สถิตของสมเด็จ พระสังฆราช องค์ประมุขของคณะสงฆ์ไทยถึง 4 พระองค์ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์, สมเด็จ พระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช,  วัดบวรนิเวศวิหารเป็นแหล่งกำเนิดการศึกษาของ คณะสงฆ์คือ เป็นที่กำเนิดมหามกุฏราชวิทยาลัย สถานศึกษา สำหรับพระภิกษุสามเณร ซึ่งได้พัฒนามาเป็นมหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่ง แรกของไทยในปัจจุบัน เป็นที่ กำเนิดการศึกษาพระปริยัติ ธรรมแผนกธรรมที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “นักธรรม” อันเป็นการ ศึกษาขั้นพื้นฐานของคณะสงฆ์ไทย วัดบวรนิเวศวิหาร

เหตุนี้วัดบวรนิเวศวิหาร จึงเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ที่เสด็จออกทรงผนวชทุกพระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว,  และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร, ตลอดถึง พระบรมวงศ์ชั้นสูงที่ทรงพระผนวชเกือบทุกพระองค์ตั้งแต่ รัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระสังฆราช และพระภูมิพโล

ครั้งเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระผนวช ในวันที่ 22 ตุลาคม 2499   ทรงมีพระราชดำริที่จะเสด็จฯ ออกพระผนวช ใจความสำคัญว่า  พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติไทย อีกทั้งทรงศรัทธาเชื่อมั่นว่าเป็นศาสนาที่ดีศาสนาหนึ่ง เนื่อด้วยในบรรดาสัจธรรมคำสอนอันชอบด้วยเหตุผล  และทรงเคยมีพระราชดำริอยู่ว่า หากโอกาศอำนวยก็ควรจักได้ออกแทรงพระผนวชในระยะเวลาหนึ่งตามพระราชประเพณี ซึ่งจักเป็นการสนองพระเดชพระคุณพระราชบุพการรีตามคตินิยมด้วย

  ทรงประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จากนั้นพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จฯ พระราชดำเนินออกจากพระอุโบสถไปประทับรถยนต์พระที่นั่งไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร ทรงรับอุปสมบทดำรงภิกษุภาวะโดยสมบูรณ์  สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ ถวายพระสมณนามว่า “ภูมิพโล”  จากนั้นทรงประกอบพระราชกรณียกิจในฐานะภิกษุภาวะ ทรงจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวิหาร ปฏิบัติพระศาสนกิจ ศึกษาสมณธรรม เป็นเวลา 15 วัน หลังจากทรงออกผนวชได้เสด็จฯ บำเพ็ญพระราชกุศลที่วัดบวรนิเวศวิหาร และเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชและการส่วนพระองค์อีกประมาณ  250 ครั้ง  

นอกจากเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ยังเป็นดั่งพระคู่บารมีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงโปรดเสด็จฯ มายังวัดบวรนิเวศวิหาร  เป็นการส่วนพระองค์เพื่อสนทนาธรรม  และบำเพ็ญพระราชกุศลก่อนเสด็จฯ ราชกิจไปยังต่างประเทศ  พร้อมกันนี้ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ยังเป็นประธานพระสงฆ์ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถวายน้ำพระพุทธมนต์และถวายครอบพระกริ่งกับครอบยันตรนพคุณ ณ มณฑปพระกระยาสนาน และถวายพระธรรมเทศนาทศพิธราชธรรม และเป็นผู้ถวายพระนามพระบรมวงศานุวงศ์ ได้แก่  สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ , ถวายพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา, ถวายพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อีกด้วย 

วัดบวรนิเวศวิหารมีพระพุทธรูปสำคัญ 2 องค์ที่สร้างขึ้น ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้แก่ พระพุทธสยามาภิวัฒนบพิตร ภูมิพลนริศทสสหัส สทิวัสรัชการี ปัณณาสวรรษศรีอุภัย มหามงคล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หล่อในลีลาปาง ห้ามแก่นจันทน์ขนาดเท่าพระองค์ (172เซนติเมตร) เมื่อ วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520 และทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญขึ้นประดิษฐานไว้บนฐานชุกชีเบื้อง พระหัตถ์ขวาพระพุทธชินสีห์ภายในพระอุโบสถ และพระพุทธ วิโลกนญาณบพิตร สิริกิติธรรมโสตถิมงคล ซึ่งสมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ เคยให้หล่อพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร (ปางรำพึง) ขนาดเท่าพระองค์ขึ้น เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ไว้บนฐานชุกชีเบื้องพระหัตถ์ซ้ายพระพุทธชินสีห์ภาย ในพระอุโบสถ

 

 

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม  

มีความหมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง  โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นวัดประจำรัชกาล และเป็นที่บรรจุพระอัฐิและพระสรีรางคารของเจ้านายใน ราชตระกูล ภายในวัดแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือเขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และเขตสุสานหลวง พระอุโบสถภายนอกเป็นสถาปัตยกรรมไทยแท้ ประกอบด้วยกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์รูปเทพประนม ภายในเป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิค   ภายในประดิษฐาน พระพุทธอังคีรส ซึ่งฐานบัลลังก์บรรจุพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย, พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว , พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7  นับเป็นพระอาราม หลวงสุดท้ายที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างตามโบราณราช ประเพณีที่มีการสร้างวัดประจำรัชกาล  ปัจจุบันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ภายในวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามยังมีสุสานหลวงตั้ง อยู่นอกเขตกำแพงมหาสีมาธรรมจักรของวัดด้านติด กับถนนอัษฎางค์ ริมคลองคูเมืองเดิม พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นที่บรรจุพระอัฐิและพระสรีรางคารของ พระบรมราชเทวี พระราชเทวี เจ้าจอมมารดา พระราชโอรส และพระราชธิดาในพระองค์ รูปแบบสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ทั้งพระเจดีย์ พระปรางค์ วิหารแบบไทย แบบขอม และแบบ โกธิค โดยตั้งในสวนที่มีพรรณไม้ต่าง ๆ งดงาม

 

 

การอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารประดิษฐานที่ใต้ฐานพระพุทธรูป จะถูกประมวลไว้ใน พระถ้ำศิลาอ่อนทรงพระบรมราชสรีรางคาร เป็นสถานที่สำคัญในการบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร โดยกรมศิลปากรมอบหมายให้ นายณัฐพงค์ ปิยมาภรณ์ นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการพิเศษ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบ

 สำหรับรูปแบบของพระถ้ำศิลาอ่อนทรงพระบรมราชสรีรางคาร มีแนวคิดมาจากรูปทรงตู้พระคัมภีร์แบบโบราณผสานกับหีบพระปาติโมกข์มาประยุกต์อย่างลงตัว  เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติยศแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9  มีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทรงสอบเข้าหากันทั้ง 4 มุม ส่วนฐานเป็นหน้ากระดานฐานสิงห์รองรับ แสดงถึงพระเกียรติยศสูงสุด ถัดขึ้นไปเป็นท้องไม้รองรับชั้นบัวหงายมีเสารองรับทั้ง 4 มุม ภายในเดินด้วยเส้นรอบกรอบเป็นย่อมุม ตรงกลางเป็นพระนามาภิไธยย่อ ภปร เหนือขึ้นไปเป็นพระมหาพิชัยมงกุฎ ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎเป็นพระอุณาโลมเส้นรอบกรอบย่อมุมและพระนามาภิไธยนี้จะปิดทองคำแท้   ถัดขึ้นไปเป็นลวดขึ้นบัวหงาย ส่วนฝาเปิด - ปิด เป็นหน้ากระดานลาดบัวคว่ำและมีลวดซ้อนๆ ชั้น ขณะที่ขนาดของฐานพระถ้ำศิลาหินอ่อนทรงพระบรมราชสรีรางคารมีความกว้าง 24 เซนติเมตร ยาว 24 เซนติเมตรและสูง 21 เซนติเมตร จำนวน 2 องค์

………………

ภาพ: วัดบวรนิเวศวิหาร ,วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...