โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

การทำบุญของคนล้านนาเมื่อ 500 ปีก่อน ภาพสะท้อนถึงความมั่งคั่ง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 14 เม.ย. 2565 เวลา 17.36 น. • เผยแพร่ 14 เม.ย. 2565 เวลา 17.36 น.
วิหารวัดและหอธรรม ที่เมืองนคร (ลําปาง) ในบันทึกของ Carl Bock ภาพจาก Carl Bock, Temples and Elephants (Bangkok: White Orchid Press, 1985)

การค้าระดับภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ขยายตัวมากขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 จนได้ชื่อว่ายุคสมัยแห่งการค้า ทำให้การค้าของเมืองท่าชายฝั่งอย่างกรุงหงสาวดี และกรุงศรีอยุธยา เติบโต และส่งผลให้การค้าของเมืองในภาคพื้นทวีปอย่างล้านนารุ่งเรืองไปตามด้วยการส่งสินค้าของป่าออกมายังเมืองท่าชายฝั่ง เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของล้านนา

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนความมั่งคั่งของบ้านเมืองเวลานั้นก็คือ การทำบุญบำรุงศาสนา ซึ่งวิชญา มาแก้ว ได้เรียบเรียงไว้ในหนังสือ“ยุคทองล้านนา ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสามัญชน” (สนพ.มติชน, มีนาคม 2546) ไว้ดังนี้

ในสมัยหลัง ราว ค.ศ. 1820-1911 มีการสำรวจรายชื่อวัดต่างๆ เฉพาะภายในกำแพงเวียงเชียงใหม่ทั้งชั้นนอกและชั้นใน พบว่ามีวัดวาอารามรวมกันมากถึง 161 แห่ง ดังนั้นทั่วทั้งอาณาจักรคงมีวัดจำนวนมาก

เอกสารจีนหยูนหนานทงจื้อ เขียนในสมัยราชวงศ์หมิง ระบุว่า “ประเทศปาไป่สีฟู่ (ล้านนา)…ประชาชนมีจิตศรัทธาปสาทะในพระศาสนา วัดและเจดีย์จะพบเห็นได้ในทุกๆ หมู่บ้าน ดังนั้นจึงนับจำนวนวัดและเจดีย์ได้เป็นหมื่นแห่ง…” ทั้งนี้เนื่องจากกษัตริย์ในราชวงศ์มังรายเกือบทุกรัชกาลจะทรงสร้างวัดใหม่ๆ ขึ้นเสมอทั้งในเมืองเชียงใหม่และต่างเมือง รวมไปถึงบรรดาขุนนางใหญ่น้อยระดับต่างๆ หรือแม้กระทั่งสามัญชนซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ล้วนต้องการสร้างวัด ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ เพื่อแสดงถึงการเป็นส่วนหนึ่งในการอุปถัมภ์ค้ำชูและสืบทอดพุทธศาสนา

แม้จารึกในล้านนาส่วนใหญ่จะมุ่งหมายแสดงบทบาทของกษัตริย์ หรือชนชั้นสูงในการเป็นผู้นำในการทำบุญ-กัลปนา หรืออุทิศทรัพย์สินจำนวนมากให้แก่พุทธศาสนา แต่จะพบได้ว่ารายละเอียดเนื้อหาในศิลาจารึกหลายหลักกล่าวถึงการ “ชักเชิญนักบุญทั้งหลาย” คือเชิญชวนบุคคลทั่วไป ทั้งพระสงฆ์ ขุนนาง และสามัญชน ผู้มีจิตศรัทธามาร่วมกันทำบุญด้วย อาจกล่าวได้ว่าในการกัลปนาผลประโยชน์หรือสร้างศาสนสถาน-ศาสนวัตถุ ทรัพยากรที่ถูกใช้ไปไม่ได้มาจากทรัพย์สินของผู้นำในการทำบุญซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นสูงไปเสียทั้งหมด แต่ได้มาจากการเรี่ยไรหรืออาจเรียกได้ว่า ระดมทุนจากผู้คนในเครือข่ายของชนชั้นสูงผู้นั้นด้วยซึ่งคงหมายรวมถึงขุนนางชั้นผู้น้อย ตลอดจนไพรในสังกัด ไพร่มั่งมีทั้งหลาย

ดังจารึกวัดศรีสุทธาวาส เมืองเวียงป่าเป้า ค.ศ. 1503 ระบุว่า “…เจ้าพัน (นาหลังญาณวิสารอด) มาชักเชิญนักบุญทั้งหลายได้เงิน 3,950 (เงิน) มายอ เอาคนทั้งหลาย 12 ครัว มี 45 ตน” แปลว่า เจ้าพันนาหลังญาณวิสารอด ได้เชิญชวนผู้คนทั้งหลายมาร่วมกันทำบุญ โดยสามารถเรี่ยไรเงินได้ถึง 3,950 เงิน (ประมาณ 3,160,000-4,345,000 เบี้ย) ก่อนจะนำไปจัดหาผู้คนได้ 12 ครอบครัว มีจำนวนคนร่วม 45 คน มาถวายให้เป็นข้าพระ

หลักฐานจารึกหลายแห่งแสดงให้เห็นว่ามีพระสงฆ์และสามัญชน ผู้มีจิตศรัทธาทำบุญโดยการอุทิศกัลปนาทรัพย์สิน พืชผล สิ่งของ หรือผู้คนให้กับวัดร่วมกับชนชั้นสูง ตัวอย่างที่ชัดเจนปรากฏในจารึกมหาเถรสัทธรรมพรคัมภีร์ฯ วัดสิบสองห้อง พะเยา ค.ศ. 1515 ระบุว่าได้มีพระเถระชักชวนคณะสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกามาช่วยกันสร้างพระพุทธรูป โดยในขั้นต้นสามารถรวบรวมเงินได้ 400 เงินนำไปจัดหาคนได้ 2 ครอบครัว มาถวายเป็นข้าพระ ที่สำคัญคือในการทำบุญดังกล่าว มีการรวบรวม “ทอง” (ทองแดง) ที่ใช้สำหรับหล่อพระพุทธรูปได้มากถึง 1,400,000 ทอง…

ส่วนหนึ่งของหลักฐานที่สะท้อนปริมาณการทำบุญอุทิศเพื่อพุทธศาสนาในช่วงยุคทองของล้านนา สามารถพิจารณาได้จากตัวอย่างกิจกรรมการกัลปนาที่ปรากฎบนศิลาจารึกอันเป็นหลักฐานร่วมสมัย และพบมากในเขตล้านนา การกัลปนาหมายถึงการอุทิศที่ดิน แรงงาน คน พืชผล หรือสิ่งของให้ศาสนสถาน…

ปัจจัยซึ่งส่งเสริมการกัลปนาในล้านนาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15-16 ประกอบไปด้วยความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม ความเชื่อเรื่องปัญจอันตรธาน หรือพุทธศาสนา 5,000 ปี ความเชื่อในเรื่องการอุทิศผลบุญให้กับผู้ล่วงลับ ตลอดจนปัจจัยด้านความเจริญ-ความศรัทธาต่อพุทธศาสนา และปัจจัยทางด้านการเมืองภายในและการเมืองในระดับภูมิภาค ในล้านนาโดยมากจะพบการอุทิศถวาย “ที่กัลปนา” คือการให้สิทธิ์แก่วัดได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์อันเกิดจากที่ดินในรูปของส่วยค่านา ค่าสวน และโดยมากวัดจะได้รับผลประโยชน์เป็นรายปี ซึ่งการกัลปนาผลประโยชน์ดังกล่าวมีมูลค่าสูงมากโดยเฉพาะตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา

จากการสำรวจข้อมูลจารึกในหนังสือชุดประชุมจารึกล้านนาของคลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เฉพาะจารึกที่ระบุตัวเลขการบริจาคเป็นเงินตรา พบว่าระหว่าง ค.ศ. 1491-1509 เฉพาะในเขตเมืองเชียงใหม่ มีการกัลปนาค่านารวมกันเป็นมูลค่ามากถึง 3,691,000 เบี้ย แสดงว่าวัดต่างๆ ในเขตเมืองเชียงใหม่คงมีรายได้จากการกัลปนาปีหนึ่งรวมกันไม่น้อยกว่า 3,000,000 เบี้ย นอกจากนี้ยังพบว่ามีการบริจาคเงินเป็นค่าก่อสร้าง ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากค่านาอีกร่วม 1,028,743 เงิน จากการคำนวณมูลค่าเงินตราล้านนาที่อัตรา 1 ตาเงิน ต่อ 800-1,100 ตาเบี้ย รวมค่าใช้จ่ายที่ถูกอุทิศให้วัดเฉพาะในเมืองเชียงใหม่ดังกล่าวจะเท่ากับมูลค่าราว 822,994,400-1,131,617,300 เบี้ย นับว่าเป็นมูลค่ามหาศาล

ส่วนในหัวเมืองอื่น ได้ทำการประมวลเท่าที่มีข้อมูลเฉพาะตัวเลขการกัลปนาเป็นเงินตรา เช่น เมืองพะเยา ระหว่าง ค.ศ. 1411-1513 มีมูลค่ากัลปนารวม 8,177,724 เบี้ย เมืองลำพูน ระหว่าง ค.ศ. 1509-1512 มีมูลค่ากัลปนาร่วม 3,125,000 เบี้ย เวียงจอมทอง ระหว่าง ค.ศ. 1496-1555 มีมูลค่ากัลปนาร่วม 1,700,000 เบี้ย เมืองเชียงราย ระหว่าง ค.ศ. 1484-1522 มีมูลค่ากัลปนาร่วม 1,332,900 เบี้ย เมืองเชียงแสน ระหว่าง ค.ศ. 1496-1488 มีมูลค่ากัลปนาร่วม 700,000 เบี้ย…บางเมือง เช่น เมืองนคร (ลำปาง) ระบุค่ากัลปนาเป็น “ข้าว” หมายถึง “น้ำหนักตวงข้าวเชื้อ” ที่ใช้ในการเพาะปลูก…

สถิติตัวเลขการกัลปนาของล้านนาในเขตหัวเมืองอาจเป็นสถิติที่ไม่ค่อยดีนัก และดูเหมือนตัวเลขปริมาณการกัลปนาในต่างเมือง จะแตกต่างอย่างมากกับเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากจารึกในเมืองต่างๆ จำนวนมากอาจชำรุดสูญหายไป ทำให้ไม่อาจได้ข้อมูลที่สะท้อนข้อเท็จจริงเท่าที่ควร แต่อย่างน้อยที่สุดข้อมูลดังกล่าวก็แสดงให้เห็นว่า หัวเมืองอื่นๆ นอกจากราชธานีก็มีการกัลปนาผลประโยชน์ให้กับวัดวาอารามด้วยไม่น้อย

เมื่อประมวลข้อมูลตัวเลขการกัลปนาจากจารึกที่นำมาแสดงในที่นี้ทั้งหมดแล้ว พบว่าอย่างน้อยที่สุดเท่าที่มีข้อมูลตั้งแต่ราว ค.ศ. 1411-1554 ซึ่งตรงกับช่วงเวลายุคทองของอาณาจักรล้าน มีการกัลปนาทั่วทั้งอาณาจักรไม่น้อยกว่า 1,244,00,524 เบี้ย เฉลี่ยแล้วในเวลาประมาณ 143 ปีนี้มีมูลค่าการกัลปนาทรัพย์สินให้แก่วัดทั่วทั้งอาณาจักรไม่น้อยกว่า 8-9 ล้านเบี้ยต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นความมั่งคั่งในภาพรวมของอาณาจักรได้เป็นอย่างดี

การถ่ายโอนผลประโยชน์จำนวนมากให้กับศาสนจักร ซึ่งประกอบด้วยพระสงฆ์และผู้คนที่อยู่ในเครือข่ายของวัด ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้น่าจะได้รับผลประโยชน์จากการทำบุญด้วยเช่นกัน เห็นได้จากการที่วัดเป็นแหล่งทุนหนึ่งที่มีบทบาทในการปล่อยเงินกู้ เช่น จารึกวัดพระธาตุหริภุญไชย ค.ศ. 1509 ระบุว่า เงินที่ทำบุญให้วัดนั้นเป็นเงินต้นที่ให้ทางวัดนำไปปล่อยกู้เพื่อนำดอกผลมาบำรุงศาสนา และมีหลักฐานบ่งชี้ว่าผู้ที่กู้เงินไปแล้วไม่ใช้คืนก็จะต้องกลายเป็นข้าพระไปด้วย เช่น ที่ปรากฏในจารึกวัดพระธาตุศรีจอมทอง ค.ศ. 1540 และแม้ว่าโดยทั่วไปจะมีความเข้าใจว่าข้าพระเป็นชนชั้นที่มีสถานะต่ำสุดในสังคม แต่ก็พบว่าขุนนางบางคนอุทิศลูกเมียให้เป็นข้าพระ ทั้งยังระบุว่าทรัพย์ที่ถวายวัดให้ตกเป็นผลประโยชน์แก่ลูกเมียของตนด้วย

การยอมเป็นข้าพระส่วนหนึ่งจึงเป็นไปเพื่อเหตุผลทางศาสนา เช่น การอุทิศส่วนกุศลและสั่งสมบุญบารมีให้ไปเกิดในภพชาติที่ดีขึ้น หรือเพื่อความพ้นทุกข์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสถานภาพของข้าพระนั้นไม่ได้ถูกกำหนดตายตัว และค่อนข้างมีความซับซ้อน แต่ที่แน่ๆ แล้ว ผู้คนที่เกี่ยวข้องต้องได้รับผลประโยชน์จากการทำบุญจำนวนมากมายเหล่านี้

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 31 มีนาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...