วัดความแข็งแกร่งของป้อมปราการบริษัทด้วย WACC และ ROIC
บทความที่แล้ว เรื่อง Moat (โดยเนื้อหาบางส่วนของบทความมาจากหนังสือ หุ้นดีต้องมีปราการ (Why Moats Matter : The Morningstar Approach to Stock Investing)) เราได้พูดถึง ROIC กับ WACC ไปแล้ว ซึ่ง*บริษัทที่มี Moat จะสามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินลงทุนหรือ ROIC (Return on Investment Capital) สูงกว่า WACC หรือว่าต้นทุนการลงทุนเฉลี่ย *
และในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จัก WACC และ ROIC กันครับ
WACC กับ ROIC คืออะไร?
อาจจะอธิบายได้ง่ายๆ ว่า ถ้าเราทำธุรกิจ เราจะมีต้นทุนในการทำธุรกิจ ซี่งก็คือ WACC (ต้นทุนจากการกู้ยืมและต้นทุนจากเงินลงทุนของเราเอง) และผลตอบแทนจากการทำธุรกิจ คือ ROIC ถ้าทำธุรกิจแล้ว ผลตอบแทนต่ำกว่าต้นทุน เราก็อาจจะเลือกไม่ทำธุรกิจนั้น ปรับปรุงให้ธุรกิจดีขึ้นหรืออาจจะเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่นที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่า
สำหรับเนื้อหาด้านล่าง จะพูดถึงการคำนวณ WACC และ ROIC ครับ ซึ่งอาจจะดูซับซ้อนซักหน่อย แต่ว่าหลักการของ WACC กับ ROIC คือการวัดความคุ้มค่าในการลงทุนเท่านั้นเองครับ
WACC (Weighted-Average Cost of Capital)
WACC คือต้นทุนเงินลงทุนเฉลี่ยของกิจการ ว่าการประกอบกิจการนี้มีต้นทุนการลงทุนเท่าไหร่ เราใช้ WACC ในการประเมินว่าควรลงทุนในโครงการนี้หรือไม่ หรือใช้คิดลดกระแสเงินสดอิสระ เพื่อประเมินมูลค่ากิจการ การคำนวณ WACC ทำได้ดังนี้
WACC = We*Ke +Wd*Kd *(1-T)
We คือ สัดส่วนของผู้ถือหุ้น คำนวณจาก
We = ส่วนของผู้ถือหุ้น /(ส่วนของผู้ถือหุ้น+หนี้สินที่มีดอกเบี้ย)
Wd คือ สัดส่วนของเจ้าหนี้ คำนวณจาก
Wd = หนี้สินมีดอกเบี้ย /(ส่วนของผู้ถือหุ้น+หนี้สินที่มีดอกเบี้ย)
** ส่วนของผู้ถือหุ้นและหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสามารถหาได้จากงบดุลของบริษัท
Ke คือ ต้นทุนเงินลงทุนของผู้ถือหุ้น (Cost of Capital) คำนวณจากสูตร CAPM
Kd คือ ต้นทุนเงินลงทุนของเจ้าหนี้ (Cost of Debt) ต้นทุนส่วนนี้ต้องลบอัตราภาษีออก เพราะว่าบริษัทสามารถนำดอกเบี้ยจ่ายไปลดภาษีได้
** Kd สามารถหาได้จากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หรือว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของหุ้นกู้ที่บริษัทออก
T คือ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ในที่นี้ของไทยใช้ 20%
สำหรับสูตร CAPM หรือ Capital Asset Pricing Model เป็นสมการสำหรับคำนวณต้นทุนเงินลงทุนของบริษัท โดย Ke จากสูตร CAPM คำนวณได้ดังนี้
Ke = Rf + B*(Rm-Rf)
Rf คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี
Rm คือ อัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้น โดยอาจจะใช้ค่าอัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้นย้อนหลัง ตั้งแต่จัดตั้งตลาดหุ้นที่ 12 % ครับ
B คือ ค่าเบต้าของหุ้น หรือว่า อัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นเทียบกับอัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนี หุ้นที่มีค่า B มากกว่า 1 คือ หุ้นที่ราคาหุ้นจะมีความผันผวนมากกว่าตลาด ส่วนหุ้นที่มีค่า B น้อยกว่า 1 คือ หุ้นที่มีความผันผวนของราคาน้อยกว่าตลาด โดยค่า B สามารถหาได้จาก Fact Sheet ของหุ้น ในเว็บตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ได้ครับ
ROIC (Return on Investment Capital)
ROIC คือ อัตราส่วนที่ใช้วัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัท คล้าย ๆ ROE แต่ว่า ROIC จะวิเคราะห์ กำไรต่อสินทรัพย์ที่ใช้ในการลงทุน ซึ่งนอกจากส่วนของผู้ถือหุ้นอาจจะรวมส่วนของหนี้สินระยะยาวด้วย หรือเลือกทรัพย์สินที่เป็นทรัพย์สินที่ใช้สำหรับการดำเนินการของบริษัทจริงๆ มาจากงบดุลเลยก็ได้ครับ เช่น เงินสด สินค้าคงคลัง เป็นต้น
ROIC = EBI*(1-T) / IC
โดย EBI หรือ กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย (Earning Before Interest) คำนวณ EBI ได้จากการเอา Net profit + I หรือบวกกลับกำไรสุทธิด้วยดอกเบี้ยจ่าย และหักเงินภาษีออก
IC หรือ Investment Capital อาจจะประมาณได้โดย
IC = ส่วนของผู้ถือหุ้น + หนี้ระยะยาว
หรือคำนวณจาก
Operating Asset – Operating Liability
โดย Operating Asset คือ ทรัพย์สินที่ใช้ดำเนินการ เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เป็นต้น
และ Operating Liability คือ หนี้สินที่ใช้ในการดำเนินการ เช่น เจ้าหนี้การค้า หรือ Overdraft เป็นต้น
สำหรับบริษัทที่สร้าง ROIC ได้สูงกว่า WACC หมายความว่าบริษัทสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย ผลตอบแทนส่วนนี้เรียกว่าผลตอบแทนส่วนเกิน (Excess Return) เช่น ถ้าบริษัทมี ROIC 20% ขณะที่ WACC 10% เท่ากับว่าบริษัททำผลตอบแทนส่วนเกินได้ 10% แปลว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรคุ้มค่าเงินลงทุน ทำให้ในระยะยาวราคาหุ้นของบริษัทจะเพิ่มขึ้นตราบเท่าที่ ROIC ยังมากกว่า WACC อยู่ครับ ดังนั้นถ้าเราเลือกลงทุนในบริษัทแบบนี้เราก็น่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีครับ
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวแล้ว ROIC จะเข้าสู่ WACC ในที่สุด จากการแข่งขันที่มากขึ้น การมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งเข้ามาแข่งขัน หรือการมีสินค้าทดแทน
** เนื้อหาบางส่วนของบทความมาจากหนังสือ หุ้นดีต้องมีปราการ (Why Moats Matter : The Morningstar Approach to Stock Investing)