โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

มหัศจรรย์ของการกินส้มวันละ 1 ลูก

LINE TODAY

เผยแพร่ 06 ก.ค. 2561 เวลา 11.27 น. • Pimpayod

ส้มผลไม้ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว อุดมไปด้วยสารต้านอนูมูลอิสระและวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลายชนิด เช่น วิตามินซี เบตาแคโรทีน วิตามินบี ที่สำคัญคือโฟเลต และแร่ธาตุหลายชนิด ได้แก่ แคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก พร้อมใยอาหารที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายดี ซึ่งส้มแต่ละชนิดจะมีคุณค่าทางสารอาหารไม่ต่างกันมากนัก 

อย่างที่รู้กันว่าส้มเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีค่อนข้างสูง จึงช่วยในการช่วยสร้างคอลลาเจน อีกทั้งช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ทำให้เหงือกแข็งแรงไม่มีเลือดออกตามไรฟัน และนอกจากสารอาหาร วิตามินต่าง ๆ แล้ว ส้มยังแก้กระหาย เพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าให้แก่ร่างกายได้ด้วย 

จะเห็นได้ว่าส้มมีประโยชน์มากมาย แต่จะมีประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อบริโภคทั้งผลเท่านั้น การคั้นน้ำหรือแกะผลส้มจนเกลี้ยงโดยปราศจากเส้นใยใด ๆ ประโยชน์ของส้มก็จะลดลงไปด้วย ดังนั้นควรแกะเปลือกแล้วรับประทานเลย โดยไม่ต้องเอาเส้นใยสีขาวที่ติดอยู่กับผลส้มออก ซึ่งเส้นใยเหล่านี้เรียกว่า “แพคติน” มีวิตามินมากกว่าผลส้มเสียอีก ดังนั้นหากจะรับประทานส้มครั้งต่อไป อย่าเอาเส้นใยเหล่านี้ออกเด็ดขาด

โดยปกติส้ม 1 ลูกประกอบด้วยสิ่งที่มีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เส้นใยอาหาร แร่ธาตุและวิตามิน รวมถึงให้พลังงานอีกประมาณ 34 กิโลแคลอรี ซึ่งในส่วนของสารอาหารถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน โดยเฉพาะวิตามินซีที่หลายคนชอบกินยาเม็ดวิตามินซีขนาด 1,000 มิลลิกรัมแทนการรับประทานผลไม้ แต่แท้จริงแล้วร่างกายต้องการวิตามินซีเพียงวันละ 200 มิลลิกรัมเท่านั้น (ส้ม 1 ลูกมีวิตามินซีประมาณ 70 มิลลิกรัม) และด้วยปริมาณที่ร่างกายต้องการก็ไม่จำเป็นต้องกินยาเม็ดวิตามินซีเสริมเลย เพราะในอาหารหรือผลไม้ที่บริโภคในแต่ละวันก็เพียงพอแล้ว

แม้ส้มจะมีประโยชน์มาก แต่ไม่ใช่จะรับประทานเท่าไหร่ก็ได้ อย่าลืมว่ามีประโยชน์ก็มีโทษได้เหมือนกัน โดยเฉพาะวิตามินซี ถ้าได้รับในปริมาณที่มากกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวันต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน สามารถทำให้เกิดนิ่วในไตได้ รวมถึงหากรับประทานวิตามินซีมากเกิน 1,000 มิลลิกรัม ยังอาจทำให้ท้องเสียได้ด้วย

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องระมัดระวังเรื่องอาหารและผลไม้เป็นพิเศษก็สามารถรับประทานส้มได้ แต่จำเป็นต้องจำกัดปริมาณและไม่ควรรับประทานทุกวัน เนื่องจากส้มเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง แต่ถ้าเป็นส้มโอสามารถรับประทานได้เป็นประจำ เพราะส้มโอมีวิตามินซีและเส้นใยสูงมาก อีกทั้งยังมีสารฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยในการสร้างความสมดุลให้แก่ฮอร์โมนอินซูลินและระดับน้ำตาลในเลือด จากการศึกษาพบว่าการกินส้มโอ 1-2 กลีบต่อวัน สามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงในการลุกลามของโรคเบาหวานได้ด้วย

ถ้าอยากได้ประโยชน์สูงสุดจากการรับประทานส้มหรือผลไม้อื่น ๆ ก็ควรกินก่อนอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อให้ผลไม้ที่กินเข้าไปตกสู่ลำไส้เล็กและดูดซึมสารอาหารจากผลไม้เข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่ และไม่ควรกินผลไม้พร้อมหรือหลังอาหารเด็ดขาด เพราะเมื่ออาหารและผลไม้ผสมกันในกระเพาะอาจทำให้เกิดการหมักบูด เกิดแก๊สทำให้ให้เกิดอาการแน่น จุก หรือไม่สบายท้องได้

ที่สำคัญส้มที่บริโภคควรเป็นส้มสดที่ปราศจากยาฆ่าแมลงหรือสารปนเปื้อนอื่น ๆ จึงจะได้ประโยชน์สูงสุดกับร่างกายอย่างเต็มที่

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...