จากนครวัดสู่ ‘Scambodia’ เงินสแกมไหลสร้าง ‘ตึกระฟ้า’ เทียบเท่า 40% ของจีดีพี
กลางกรุงพนมเปญ “ตึกระฟ้าสีทองอร่าม” ที่สูงที่สุดในประเทศ กำลังทะยานขึ้นเหนือถนนที่แน่นขนัดไปด้วยรถรา ตึกแห่งนี้อาจไม่ใช่อนุสาวรีย์แห่งความรุ่งเรือง แต่กำลังถูกมองว่ามาจากเงินสกปรกที่ได้มาจาก “การฉ้อโกงข้ามชาติ” ซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาลแก่ผู้คนทั่วโลก
ตึกระฟ้าสีทองแห่งนี้ กำลังก่อสร้างโดยบริษัทที่ถูกกระทรวงการคลังสหรัฐคว่ำบาตร ฐานพัวพันเครือข่ายหลอกลวงหลายร้อยแห่งที่ผุดขึ้นทั่วกัมพูชา
กระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่า บริษัทที่สร้างตึกในพนมเปญนี้ เป็นของ “สวี่ อ้ายหมิน” ชายชาวจีนวัย 64 ปี ซึ่งเคยมีประวัติอาชญากรรมและเป็นเจ้าพ่อธุรกิจคาสิโน โดยเขาใช้สายสัมพันธ์ทางการเมืองในการหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย
สถานการณ์อาชญากรรมไซเบอร์ในกัมพูชานั้นรุนแรงมาก จนหลายฝ่ายขนานนามประเทศนี้ว่า “Scambodia” หรือ “ดินแดนแห่งการฉ้อฉลหลอกลวง”
เบื้องหลังความหรูหราโอ่อ่านั้น คือโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยศูนย์สแกมออนไลน์ แรงงานถูกบังคับ เหยื่อทั่วโลก และเครือข่ายอิทธิพลที่โยงใยไปถึงชนชั้นนำทางการเมืองและธุรกิจของกัมพูชา
- ตึกระฟ้าสีทองอร่ามในกรุงพนมเปญ เชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกม (ภาพ: ROUN RY/ WSJ) -
“อุตสาหกรรมสแกมในกัมพูชา” จึงไม่ได้เป็นเพียงแก๊งคอลเซ็นเตอร์เล็ก ๆ ที่หลอกเงินเหยื่อเป็นรายกรณีอีกต่อไป แต่ขยายตัวเป็นระบบเศรษฐกิจเงาขนาดมหึมา มีรายงานโดย “เจคอบ ซิมส์” (Jacob Sims) ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายหลอกลวงในกัมพูชา ซึ่งถูกอ้างอิงโดยทางการสหรัฐ ประเมินว่า เครือข่ายสแกมในกัมพูชาสามารถสร้างรายได้สูงถึง 19,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือ “ราว 40% ของจีดีพีประเทศ” ใหญ่จนแซงหน้าภาคอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดของประเทศอย่างสิ่งทอ
สำหรับเหยื่อไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเอเชีย แต่กระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะชาวอเมริกันสูญเงินให้กับกลโกงออนไลน์จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้น 66% จากปีก่อนหน้า ตามข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐ
คอมเพล็กซ์สแกม โรงงานหลอกลวงใหญ่ระดับเมือง
หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า สิ่งที่ทำให้กัมพูชากลายเป็นฐานสำคัญของอาชญากรรมรูปแบบนี้ มีหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็ว ระบบเศรษฐกิจที่ใช้เงินดอลลาร์เป็นหลัก และโครงสร้างอำนาจที่ตำแหน่งสำคัญในรัฐมักส่งต่อกันภายในครอบครัวหรือเครือข่ายอิทธิพลเดิม
นี่ได้ทำให้เงินจากอาชญากรรม สามารถแทรกซึมสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คาสิโน ธนาคาร โรงแรม และโครงการพัฒนาเมืองได้ง่ายขึ้น
ศูนย์สแกมหลายแห่งไม่ได้เป็นเพียงออฟฟิศลับ แต่มีขนาดใหญ่เทียบเท่าเมืองย่อม ๆ บางแห่งประกอบด้วยอาคารหลายสิบหลัง มีร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านนวด และพื้นที่พักอาศัย คนงานหลายพันคนถูกกักให้อยู่ภายใน พวกเขาถูกบังคับให้ปลอมตัวเป็นคนรัก นักลงทุน ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อหลอกเหยื่อให้โอนเงิน
เบื้องหลังจอคอมพิวเตอร์เหล่านั้น คือแรงงานจำนวนมากที่ไม่ได้สมัครใจ หลายคนถูกหลอกมาทำงานด้วยข้อเสนอเงินเดือนสูง ก่อนถูกยึดพาสปอร์ต ขังไว้ในอาคาร ถูกทำร้าย หรือถูกขายต่อไปยังแก๊งอื่น
หากทำยอดไม่ได้ บางรายระบุว่าถูกช็อตไฟฟ้า ถูกซ้อม หรือถูกข่มขู่ จนบางคนถึงขั้นยอมเสี่ยงชีวิต กระโดดตึกหนีตาย
ย้อนไปเมื่อปี 2024 กระทรวงการคลังสหรัฐได้คว่ำบาตร“ลี ยงพัด” วุฒิสมาชิกและนักธุรกิจชาวกัมพูชา จากข้อกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อแรงงานในขบวนการหลอกลวง ภายในรีสอร์ตคาสิโนบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย ซึ่งเป็นของบริษัทในเครือของเขา มีแรงงานที่ถูกบังคับจากอย่างน้อย 5 ประเทศให้การว่า ถูกทำร้าย ถูกช็อตด้วยไฟฟ้า และถูกข่มขู่ว่าจะถูกขายต่อให้แก๊งอื่น นอกจากนี้ยังมีอย่างน้อย 2 คนที่กระโดดตึกเสียชีวิตภายในรีสอร์ตดังกล่าว
หนึ่งในภาพที่สะท้อนความโหดร้ายของระบบนี้ คือ คอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า “Baima Park” ซึ่งเจ้าหน้าที่กัมพูชาระบุว่า มีแรงงานต่างชาติอาศัยและทำงานอยู่ราว 6,000-7,000 คน
ภายในพื้นที่ประกอบด้วยอาคาร 31 หลัง ขนาดเทียบเท่า “สนามฟุตบอล 36 สนาม” เมื่อถูกทิ้งร้างหลังการกวาดล้าง พบเอกสารจำนวนมากที่ “บันทึกข้อมูลเหยื่ออย่างละเอียด” ตั้งแต่เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ ครอบครัว บัญชีธนาคาร ไปจนถึงเวลาเข้าออกบ้านของคู่สมรสหรือบุตรหลาน
เอกสารเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การสแกมไม่ได้อาศัยแค่คำพูดหลอกล่อแบบหยาบ ๆ แต่เป็นอุตสาหกรรมที่มีการวางระบบ มีสคริปต์ มีการเก็บข้อมูล มีการวิเคราะห์จุดอ่อนทางอารมณ์และการเงินของเหยื่ออย่างเป็นขั้นตอน เหยื่อบางรายถูกทำให้เชื่อว่าตนเองอยู่ภายใต้ “การจับกุมเสมือนจริง” และต้องโอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ขณะที่ฉากหลังถูกจัดให้เหมือนสถานีตำรวจจริง มีเครื่องแบบปลอมและวิกผมเป็นอุปกรณ์ประกอบฉาก
‘ตัวละครระดับบน’ เมื่ออำนาจรัฐกับเงินสกปรกทับซ้อน
อีกด้านหนึ่ง เครือข่ายเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับนักธุรกิจและบุคคลระดับสูงหลายราย เช่น “สวี่ อ้ายหมิน” นักธุรกิจเชื้อสายจีนและเจ้าพ่อคาสิโน ซึ่งบริษัทของเขาถูกสหรัฐคว่ำบาตรจากข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกม รวมถึง “เฉิน จื้อ” ผู้ก่อตั้ง Prince Group ที่เคยได้รับตำแหน่งและเกียรติยศระดับสูงในกัมพูชา ก่อนถูกสหรัฐและสหราชอาณาจักรคว่ำบาตร พร้อมยึดบิตคอยน์มูลค่าเกือบ 15,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.8 แสนล้านบาท) ซึ่งสหรัฐระบุว่า เป็นทรัพย์สินที่ได้จากการฉ้อโกงและฟอกเงิน
กรณีของเฉิน จื้อ สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างทุน อำนาจ และการเมือง เขาเดินทางเข้าสู่กัมพูชาในปี 2009 ก่อนสร้างอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ ทั้งอสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร สวนสนุก ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงแรม คาสิโน และธุรกิจหรูหรา
ภายในเวลาไม่นาน เขาได้รับสัญชาติกัมพูชา ได้รับบรรดาศักดิ์ “เนียก ออกญา” และถูกแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐบาลในระดับเทียบเท่ารัฐมนตรี
แม้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับเฉิน จื้อจะปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่า ความมั่งคั่งมาจากการลงทุนที่ถูกกฎหมาย แต่เอกสารของสหรัฐระบุถึงเครือข่ายบริษัทจำนวนมากที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับอาคาร โรงแรม คาสิโน และพื้นที่ที่ใช้ดำเนินกิจกรรมสแกม การดำเนินคดียังเปิดเผยข้อกล่าวหาเรื่องสินบน ของขวัญหรู และทรัพย์สินมูลค่าสูงที่มอบให้เจ้าหน้าที่รัฐบางราย
ย้อนไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 “ฮุน เซ็น” ซึ่งเป็นนายกฯ กัมพูชาในขณะนั้น เคยต้อนรับปธน.โจ ไบเดนและผู้นำหลายประเทศ โดยมอบ “นาฬิกาหรูรุ่นลิมิเต็ดมูลค่า 20,000 ดอลลาร์” ซึ่งได้รับการบริจาคโดยเฉิน จื้อ ให้กับผู้นำแต่ละคน ขณะที่โฆษกของไบเดน ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นในเรื่องนี้
ก่อนถึงการประชุมสุดยอดปี 2022 นักเคลื่อนไหวในกัมพูชาระบุในการให้สัมภาษณ์กับวอลล์สตรีทเจอร์นัลว่า พวกเขาได้รับการติดต่อจากชายหญิงจำนวนหนึ่งที่อ้างว่าถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวง ขณะ “ถูกกักขัง” อยู่ในคาสิโน โรงแรม และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งทางการสหรัฐระบุว่า อยู่ภายใต้การดำเนินงานของPrince Group
ที่น่าสนใจคือ แม้มีคำเตือนและกรณีอื้อฉาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับตัวเฉิน จื้อและบริษัทในเครือ Prince Group ของเขา แต่ “ฮุน มาเน็ต” บุตรชายของฮุน เซ็น ก็ยังคงแต่งตั้งเฉินให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาต่อไป หลังจากขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนบิดาในปี 2023
การกวาดล้างที่ต้องดูระยะยาวว่า จริงจังเพียงใด
ด้วยแรงกดดันจากนานาชาติ ทำให้รัฐบาลกัมพูชาเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ โดยประกาศเป้าหมายว่า จะกำจัดกิจกรรมสแกมออนไลน์ให้หมดสิ้น เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีการบุกจับศูนย์สแกมมากกว่า 250 แห่ง ดำเนินคดีต่อผู้ต้องสงสัยระดับหัวหน้าเครือข่ายราว 750 คน ส่งตัวแรงงานต่างชาติกลับประเทศราว 48,000 คน และมีแรงงานต่างชาติออกจากกัมพูชามากกว่า 200,000 คน
แต่ “ปัญหา” คือ การกวาดล้างครั้งนี้อาจไม่ได้ทำให้อุตสาหกรรมสแกมหายไปจริง เพียงแต่ทำให้ “กระจายตัว” และ “ซ่อนลึกขึ้น” อดีตแรงงานในศูนย์สแกมระบุว่า บางเครือข่ายย้ายจากคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ไปอยู่ในสำนักงานตามตึกสูงกลางเมือง ทำให้ติดตามยากกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน ในกลุ่ม Telegram ยังมีประกาศรับสมัครงานที่ดูคล้ายงานสแกมจำนวนมาก แม้รัฐบาลจะประกาศปราบปรามอย่างจริงจังขึ้นแล้วก็ตาม
‘นครวัด’ กำลังถูกจดจำด้วยภาพ ‘สแกมเมอร์’ แทน
สิ่งที่กัมพูชากำลังเผชิญจึงไม่ใช่แค่ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ แต่เป็นวิกฤติความน่าเชื่อถือของประเทศ นายกรัฐมนตรีฮุน มาเน็ตยอมรับว่า ภาพลักษณ์ของกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับสแกมออนไลน์กำลังทำลายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “การท่องเที่ยว” รายได้จากแหล่งมรดกโลกอย่างนครวัดยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดมากกว่าครึ่ง
จากประเทศที่ทั่วโลกเคยรู้จักผ่านนครวัด ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมขอมโบราณ กัมพูชากำลังเสี่ยงถูกจดจำในฐานะ “ฐานอาชญากรรมออนไลน์ระดับโลก” นี่คือความเสียหายที่ลึกกว่าเม็ดเงิน เพราะกระทบต่อความเชื่อมั่น นักลงทุน นักท่องเที่ยว และความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
“ผู้คนเคยรู้จักกัมพูชาจากนครวัด และมองว่าเราเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่” ฉาย สีณฤทธิ์ รัฐมนตรีอาวุโสของรัฐบาลกัมพูชาที่รับผิดชอบด้านการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์กล่าว “แต่ตอนนี้ บางประเทศกลับเชื่อมโยงเรากับการฉ้อโกงออนไลน์”
บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้คือ อาชญากรรมไซเบอร์ยุคใหม่ไม่ได้อยู่แค่ในโลกออนไลน์ แต่สามารถสร้างตึก สร้างเมือง สร้างธุรกิจ และแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างรัฐได้
หากปล่อยให้เงินผิดกฎหมายเติบโตโดยไร้การควบคุม วันหนึ่งอาจไม่ใช่แค่ “เงามืด” ของเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจเอง
คำถามใหญ่จึงไม่ใช่แค่ว่า กัมพูชาจะปิดศูนย์สแกมได้กี่แห่ง หรือจับคนได้กี่ราย แต่คือ กัมพูชาจะสามารถถอนรากถอนโคน “ระบบอุปถัมภ์-ทุนสีเทา-อาชญากรรมข้ามชาติ” ที่หล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมนี้ได้จริงหรือไม่
เพราะหากทำไม่ได้ “Scambodia” จะไม่ใช่แค่ฉายาชั่วคราว แต่อาจกลายเป็นตราประทับถาวรบนอนาคตของประเทศ
อ้างอิง: wsj, กรุงเทพธุรกิจ