เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น -บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways to Sideways Down ในกรอบ 1,452-1,470 จุด แม้จะมีข่าวการขยายเวลาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน อย่างไรก็ตามตลาดยังให้น้ำหนักกับฝั่งสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยังตึงเครียด มีข่าวการสกัดและยึดเรือที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยยังไม่เห็นสัญญาณบวกที่นำไปสู่การเจรจา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังปรับขึ้นและยืนสูง โดยล่าสุด Brent อยู่ที่ US$106 ต่อบาร์เรล กดดันสินทรัพย์เสี่ยงและหนุน Bond Yield ปรับตัวขึ้น สะท้อนความกังวลเงินเฟ้อและภาวะ Stagflation
ส่วนปัจจัยในประเทศวันนี้ติดตามตัวเลขส่งออกเดือน มี.ค. (ตลาดคาด +11.5% y-y) ขณะที่สัปดาห์หน้าจะมีการประชุมครม.เศรษฐกิจนัดแรกวันที่ 27 เม.ย. พิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มที่ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งคาดว่าจะเข้าครม.ชุดใหญ่วันที่ 28 เม.ย. เบื้องต้นคาดเริ่มลงทะเบีนย พ.ค. และใช้จ่ายเดือน มิ.ย. รวมถึงกนง.จะประชุมในวันที่ 29 เม.ย. เราคาดว่ายังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% แต่ต้องติดตามแนวโน้มและการปรับประมาณการเศรษฐกิจว่าจะลดลงมากน้อยเพียงใด ภาพรวมตลาดจึงยังมี Upside จำกัด เราคาดว่าหุ้นที่มีแนวโน้มกำไร 1Q26 แข็งแกร่งและกระทบจำกัดจากสงครามจะเป็นเป้าในการถูกเก็งกำไรในระยะนี้
กลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย
หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRM
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : TIDLOR
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 23 บาท
• ระยะสั้นกำไร 1Q26 เบื้องต้นคาดว่ายังแข็งแกร่ง เติบโตได้ทั้ง q-q และ y-y หนุนจากสินเชื่อที่ยังเติบโต ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์คาดว่ายังคงแข็งแรงและบริหารจัดการได้ ทั้งปี 2026 เราคาดกำไรปกติที่ 5.6 พันลบ. +14% y-y
• ยังคงได้ Sentiment บวกจากการเข้าถือหุ้นของ Hotai Finance สัดส่วน 3.08% ที่ราคา 22.9 บาท ขณะที่ด้าน Valuation น่าสนใจ PER ต่ำเพียง 8.8 เท่าและให้ Dividend Yield สูง 6% ต่อปี
• แนวรับ 16.40-16.20 บาท แนวต้าน 17.50//18 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดตลาดยังไปต่อได้ยาก จากหุ้นนำของตลาดยังมีการขายกันออกมา และตลาดกำลังรอข่าวบวกใหม่ๆ รวมทั้งรอดูการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ นอกจากนี้ สถานการณ์ตะวันออกกลางที่มักจะมีเรื่องที่ไม่คาดคิดในช่วงวันหยุด กลายเป็นความเสี่ยงที่ประเมินได้ยาก
ปัจจัยในประเทศ
- มาตรการเศรษฐกิจรัฐบาล : “ศุภจี”ประกาศลุย 5 นโยบายหลัก รับมือวิกฤต ดันไทยช่วยไทยเฟส 2 นำสินค้าราคาถูกขายผ่านที่ว่าการอำเภอ 878 แห่ง ขายผ่านตลาด 1,000 แห่ง ร้านค้ากองทุนหมู่บ้าน พ่วงรถเร่เจาะเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล ดีเดย์ 1 พ.ค.นี้ พร้อมดูแลสินค้าเกษตร ตั้งแต่ต้น กลาง ปลายน้ำ สร้างความเข้มแข็ง SME สร้างสมดุลส่งออก ทั้งขายสหรัฐฯ จีน บุกตลาดใหม่ นำเทคโนโลยีช่วยงานบริการประชาชน …. รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก (Commerce) และสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer) เนื่องจากเงินอัดฉีดเข้าระบบจะช่วยกระตุ้นการบริโภค หุ้นที่ได้ประโยชน์ อาทิ CPALL, CPN
- Rating ธนาคารไทย 7 แห่ง : ผลจากการที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศไทยจาก ‘Negative’ มาเป็น ‘Stable’ ทำให้เมื่อ 22 เม.ย. ทาง Moody’s มีการปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ ของสถาบันการเงินไทย 7 แห่ง จาก “เชิงลบ (Negative)” ขึ้นมาเป็น “มีเสถียรภาพ (Stable)” ด้วย ได้แก่ BBL, EXIMT, KBANK, KTB, SCB, SCBX และ TTB พร้อมทั้งคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating) เดิมของทุกแห่งไว้
- ค่าเงินบาท: ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.44/46 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งปรับตัวอ่อนค่าลงจากช่วงเช้า ทิศทางของเงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคเคลื่อนไหวไปในลักษณะเดียวกัน โดยได้รับแรงกดดันจาก ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
- ปริมาณการซื้อขายนักลงทุนต่างชาติ: นักลงทุนต่างชาติมีสถานะ ขายสุทธิรวม 3,087 ล้านบาท ขณะที่ ตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมีสถานะ ขายสุทธิ 2,827 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ
- สถานการณ์ตะวันออกกลาง: สหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไปโดยไม่มีกำหนด เพื่อรอให้อิหร่านยื่นข้อเสนอสันติภาพใหม่ ขณะที่อิหร่านปฏิเสธที่จะเจรจาหากสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมทางทะเล ล่าสุดกองกำลังสหรัฐฯ ได้เข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านชื่อ “Majestic X” ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปจีน สถานการณ์ความตึงเครียดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ….. ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น เป็นบวกโดยตรงต่อกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันและขุดเจาะ (PTTEP, PTT) รวมถึงผู้ผลิตปิโตรเคมีขั้นต้น แต่จะเป็นลบต่อต้นทุนของกลุ่มสายการบิน (AAV, BA), โลจิสติกส์, ค้าปลีก และผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรม
- เข้าสู่ช่วง Earning Season : หุ้นโลกปรับตัวผันผวนจากการที่การเจรจาสันติภาพยังคงชะงักงันและราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนหันมาให้ความสนใจกับการรายงานผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ เช่น SK Hynix ที่รายงานกำไรพุ่งขึ้น 5 เท่า แต่ตลาดเริ่มตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของความต้องการชิป AI
- US Jobless Claims: จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) ของสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6,000 ราย มาอยู่ที่ 214,000 รายในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 18 เม.ย. ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 210,000 ราย แต่ยังคงสะท้อนระดับที่สอดคล้องกับความมั่นคงของตลาดแรงงาน
- JPMorgan นำพันธบัตรฟิลิปปินส์เข้าคำนวณในดัชนี: JPMorgan Chase ระบุว่าจะนำพันธบัตรรัฐบาลสกุลเงินเปโซเข้าคำนวณในดัชนีตลาดเกิดใหม่ (Government Bond Index-Emerging Markets) ในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติได้ราว 5,000 – 6,000 ล้านดอลลาร์เข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์
ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชีย: จีนใช้กลยุทธ์ปิดกั้นน่านฟ้า เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ประธานาธิบดีไต้หวันเดินทางเยือนประเทศพันธมิตรในแอฟริกา สะท้อนถึงการยกระดับการปิดล้อมทางการทูต - ญี่ปุ่นเตรียมรับมือเงินเยนอ่อนค่า: รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นเน้นย้ำว่าทางการญี่ปุ่นและสหรัฐฯ มีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมพร้อมดำเนินมาตรการแทรกแซง หากค่าเงินเยนถูกเทขายจากการเก็งกำไรจนอ่อนค่าเข้าใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
- US: รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) รอบสุดท้ายของเดือนเมษายน (Apr F)
- รายงานตัวเลขส่งออกของไทย คาด +11.5% yoy (เดือนก่อน 9.9%)
Strategy
- ด้วยแรงขายวานนี้ เจาะจงไปที่หุ้นใหญ่ ทั้งที่มีข่าวและไม่มีข่าว สวนทางกับตลาดต่างประเทศที่ดีจากความกังวลในเรื่องสงคราม และการส่งงบที่ออกมาดี จึงมองว่าตลาดไทย อาจมีปัจจัยที่มากดดันเฉพาะตลาด จึงทำให้มีแรงขายออกมาแบบที่เห็นกัน (ลงมากกว่าตลาดอื่น)
- กลยุทธ์ลงทุน หุ้นธนาคาร ที่ราคาลงมาหลัง “XD” ค่อนข้างแรง อาทิ SCB, KTB, KBANK น่าสนใจในการเข้า lock yield ในขณะที่ราคาหุ้นหลายตัวที่ลงมาตามตลาด(ผิดปกติ) อาจเลือกขายเพื่อลดความเสี่ยง ก่อนเข้าวันหยุด
- หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ CPN, BGRIM, COM7 ออก หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย CCET(10%), WHA(10%), AOT(10%), BA(15%), SCB(10%), ADVANC(10%)
Technical : TIDLOR, SMO
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,440– 1,450 แนวต้าน 1,470 – 1,475 คาดดัชนีมีโอกาสชะลอตัวถูกกดดันจากการปรับลดน้ำหนักหุ้นไทยของ MSCI ใน พ.ค. กอปรกับรอประเมินสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการประชุม ครม.เศรษฐกิจในสัปดาห์หน้า แนะนำทยอยชื้อ AMATA, WHA, WHAUP, GUNKUL ได้ประโยชน์จาก ม.ส่งเสริมการลงทุน/ พักเงินในกลุ่ม High Yield เช่น CPNREIT, DIF,3BBIF
HANA* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 24.40 บาท) แนวโน้มผลการดำเนินงานผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วจากการทยอยปรับโครงสร้างลดต้นทุนลดขนาดธุรกิจ แม้ภาพของตัวธุรกิจเดิมยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดโดยเฉพาะโรงงานในจีนและธุรกิจ SiC แต่ก็มีความคาดหวังจากการเซ็นสัญญาร่วมกับ Phononic ที่เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยี Solid State Cooling System คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาใน 2H69 และเติบโตขึ้นในปี 70 สอดคล้องกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรม AI Data Center ที่กินพลังงานสูงซึ่งต้องการระบบ Cooling GPU อิงจาก consensus ตลาดคาดกำไรปี 69-70 อยู่ที่ 843 ล้านบาท +26%YoY และ 1.16 พันล้านบาท +38%YoY
AP* (ซื้อ /ราคาเป้าหมาย IAAConsensus 10.31 บาท) มองเป็นหุ้นป้องกันความผันผวนได้ระดับนึงจากปันผลสูง โดยจะ XD 06 พ.ค.69 นี้ที่ 0.52 บาท/หุ้น คิดเป็น Div. Yield ที่ราว 6% ด้านผู้บริหาร AP* วางเป้ารายได้ปีนี้ 4.9 หมื่นลบ. มีแรงหนุนจากการโอนฯ 5 โครงการ ได้แก่ ASPIRE อิสมภาพ สเตชั่น, GOOD DAY สุขุมวิท 93, RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค, LIFE สาทร-นราธิวาล 22 และ LIFE เจริญนคร-สาทร ขณะที่ในแง่ของโครงการเปิดใหม่ คาดว่าจะเปิดราว 42 โครงการ มูลค่ารวมราว 5.5 หมื่นลบ. ปัจจุบัน ตลาดคาดว่าในปี69และ 70 กำไรสุทธิของ AP* จะอยู่ที่ 4,829 ลบ.(+12%YoY) และ 5,209 ลบ.(+8%YoY)